Reading Room

โนรา รำพื้นฐาน สายตระกูลขุนอุปถัมภ์นรากร (พุ่ม เทวา)

ผลลัพธ์การค้นหา: "โนรา"



บทที่ 2
นาฏลักษณ์โนรา


2.1 ความหมายและความสำคัญ

โนรา เป็นการแสดงพื้นบ้านของไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักและนิยมกันอย่างแพร่หลายในภาคใต้ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ศิลปะการแสดงโนรามีการพัฒนาองค์ประกอบของการแสดงที่หลากหลาย สร้างความเข้มแข็งในด้านศิลปะการแสดงที่เก่าแก่ของภาคใต้ศิลปะที่เกิดขึ้นในการแสดงโนราจนสามารถสร้างเอกลักษณ์โดดเด่นมีหลายประเภท เช่น เครื่องแต่งกายที่มีการร้อยด้วยลูกปัดทีละเม็ดจนเป็นตัวเสื้อ การสวมปีกหรือหาง การสวมเทริดประดับศีรษะ พร้อมกับมีการสวมเล็บที่นิ้วมือให้แพรวพราวผู้ที่พบเห็นจะทราบว่านี้คือ เอกลักษณ์การแต่งกายของศิลปะการแสดงภาคใต้ คือ โนรา

นอกจากความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะการแสดงโนราแล้ว สิ่งที่สร้างความสำคัญให้กับศิลปะการแสดงโนรา อีกประการหนึ่งคือ นาฏลักษณ์โนรา

นาฏลักษณ์โนรา หมายถึง กระบวนท่ารำ ลีลาของการเคลื่อนไหวร่างกายในรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะของโนรา ที่สื่อสารให้ผู้ชมได้เข้าใจ เกิดความชื่นชอบในศิลปะการแสดงที่เกิดขึ้น


"ดังนั้นการแสดงโนราที่สามารถสื่อสารถึงความงดงามของท่ารำ ความหมาย และเอกลักษณ์ ได้อย่างชัดเจนจึงต้องมีกระบวนการน่าสนใจที่ควรศึกษา ซึ่งหลักของการรำโนรา ที่ถือกันว่าสวยหรือรำดี มีดังนี้

1. การทรงตัว หลังต้องแอ่น โดยเหยียดอกให้แอ่นผายออก เรียกว่า “อัดอก” ย่อตัวและเข่าลงเล็กน้อย ก้นงอน คอตั้ง หน้าแหงนเชิดเล็กน้อย

2. การเคลื่อนไหวเวลารำ ลำตัวต้องนิ่ง วงหน้าไปตามลีลามือ หากท่ารำเน้นวงแขนหรือลำตัวช่วงบน ลำตัวช่วงล่างต้องนิ่ง

3. การรำต้องได้โสฬส มีความสมดุลทั้งวงแขน อก คอ ใบหน้า ลำตัว เข่า เอว และสะโพก

4. มีความแข็งแรง ทะมัดทะแมง

ความงามในการรำมีแนวนิยมต่างกันเป็น 2 พวก พวกหนึ่งถือว่าโนราที่รำสวยต้องรําอย่างมีสมาธิ ทุกอิริยาบถต้องมั่นคง สง่า ไม่หลุกหลิกหรือเล่นท่า สีหน้าอิ่มเอิบมีปิติ การรำแนวนี้เห็นชัดจากโนราในสายตระกูลของขุนอุปถัมภ์นรากร (โนราพุ่ม เทวา) โนราเชย นกยูงทอง จังหวัดนราธิวาส แต่อีกกลุ่มหนึ่งถือว่าโนราที่รำสวยต้องรำทั้งตัว เคลื่อนไหวอย่างฉับไวเล่นกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ยักไหล่, เล่นหน้า (สีหน้า) โนราที่รำแนวนี้ เช่น โนราพิน พัน จังหวัดพัทลุง โนราศรีจันทร์ จังหวัดตรัง" (อุดม หนูทอง : 2536 : 37)


การรำโนราที่ดีต้องได้รับการปลูกฝังท่ารำพื้นฐานที่ถูกต้อง สมบูรณ์ตามรูปแบบจากครูผู้สอนจึงจะสามารถถ่ายทอดและสร้างนาฏลักษณ์ในโนราให้เกิดขึ้นได้ ศิลปะการแสดงโนราที่จะต้องวางพื้นฐานให้ผู้เรียนรู้โนราได้รับการถ่ายทอดนั้นคือ ศัพท์เฉพาะโนรา บทครูสอน บทสอนรำ และบทประถม ซึ่งกระบวนการรำดังกล่าว จะมีเนื้อร้องประกอบ เมื่อฝึกรำจนเชี่ยวชาญและชำนาญก็สามารถนําท่ารําจากบทนี้ไปใช้ในกระบวนการอื่น ๆ ได้อีกต่อไป เช่น รำทำบทสีโตผันหน้า รำเพลงทับเพลงโทน เป็นต้น ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะมีเนื้อร้องประกอบและถ้าหากนำไปใช้เป็นการแสดงเพื่อความบันเทิงหรือประกอบพิธีกรรมก็สามารถนำกระบวนการรำทั้งสองรูปแบบมาเชื่อมโยงให้เป็นกระบวนการรำตามลำดับ เพื่อความสวยงามและแสดงให้เห็นถึงนาฏลักษณ์ของการรำโนราได้ชัดเจน

การพัฒนาตลอดจนการปลูกฝังการรำพื้นฐานที่ดีและต่อยอดไปสู่การรำรูปแบบอื่นที่ใช้ทักษะและความสามารถผู้รำโนราต้องเข้าใจ ศึกษา และปฏิบัติ "ศัพท์เฉพาะโนรา อันเป็นกระบวนการสําคัญที่จะทำให้โครงสร้างลีลาท่ารำมีเอกลักษณ์เด่นชัด สามารถนำไปพัฒนาสู่การฝึกหัดที่มีบทร้องได้อย่างสวยงามรวดเร็ว และถูกต้อง


2.2 ศัพท์เฉพาะโนรา หรือนาฏยศัพท์โนรา คือการเรียกชื่อท่ารำหรือโครงสร้างท่ารำเบื้องต้น ในการฝึกโนรา เพื่อให้ผู้ฝึกปฏิบัติท่ารำเหล่านี้เป็นพื้นฐานจนเกิดความชำนาญและสามารถนำลีลาท่ารำเหล่านี้ไปใช้ในการฝึกรำบทพื้นฐานซึ่งศัพท์เฉพาะโนรานั้นจะเป็นชื่อที่ใช้เรียกขึ้นมาจากหลักการจัดโครงสร้างร่างกายและการนำท่ารำมาใช้อยู่สม่ำเสมอในกระบวนการรำโนรา มีจำนวน 20 ท่า คือ

          1. อ้ดอก                                        11. ไหว้
          2.แอ่นหลัง                                     12. นาด
          3.ย่อเข่า                                        13.สอดสร้อย
          4.ทอดแขน                                    14.เก็บเท้า
          5.เชิดหน้า                                     15.กรีดนิ้ว
          6.ลงฉาก                                       16.เก็บตีนเตี้ย
          7.ลงฉากน้อย                                 17.นั่ง
          8.เขาควาย                                     18.ค่านับ
          9.ท่องโรง                                      19.รวมมือ
          10.เคล้ามือ                                    20. รวมเท้า

ในแต่ละชื่อจะอธิบายความหมายพร้อมภาพและรายละเอียด ดังต่อไปนี้








1. อัดอก

หมายถึง ที่ยึดกระดูกสันหลังตั้งแต่ช่วงอกจนถึงลำคอให้โค้งมาด้านหน้าสุดลำตัว หรือส่งลำตัวช่วงบนยื่นไปด้านหน้าให้มากที่สุดทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกกว้างและดูผึ่งผาย








2. แอ่นหลัง

หมายถึง ท่าที่แอ่นกระดูกสันหลังช่วงสะเอวให้อ่อนโค้งไปด้านหน้าจนสุดลำตัวเพื่อสอดรับกับอัดอกช่วงบน ในขณะเดียวกันกดกระดูกสันหลังบริเวณก้นให้นิ่งไว้ เพื่อเป็นจุดรับน้ำหนักและส่งลำตัวให้แอ่นไปด้านหน้าโดยจะต้องให้บริเวณก้นต่ำลงจึงจะสามารถส่งลำตัวและหลังแอ่นโค้งไปด้านหน้าได้มาก









3. ย่อเข่า

หมายถึง ท่าที่ยืนให้เท้าชิดกันทั้งสองเท้าหรือยืนทรงตัวด้วยเท้าข้างเดียวแล้วย่อตัวหรือพับงอเข่าส่งไปด้านหน้าให้น้ำหนักลงบนเท้าที่วางกับพื้นเต็มเท้า และสมดุลกับอัดอกพร้อมกับแอ่นหลัง








4. ทอดแขน

หมายถึง ท่าที่เคลื่อนไหวหรือวาดท้องแขน* (ส่วนของแขนด้านใน) ออกมาให้เห็นช่วงข้อต่อแขนบริเวณข้อศอกได้อย่างชัดเจนเพื่อแสดงถึงความอ่อนและแข็งแรงของท่อนแขนบริเวณท้องแขน

*ท้องแขน หมายถึง ส่วนของแขนด้านใน






5. เชิดหน้า

หมายถึง ท่าทียกใบหน้าตั้งแต่บริเวณปลายคางให้ขึ้นบนโดยยืดกล้ามเนื้อบริเวณลำคอให้ตึง ซึ่งจะเปิดใบหน้าได้เต็มที่ แหงนหน้าประมาณ 45-50 องศา







6. ลงฉากใหญ่

หมายถึง ท่าที่แสดงส่วนขาในการยืน คือ ขาทั้งสองข้างจะแยกออกจากกันระยะห่างพอสมควร โดยเปิดขาออกให้ปลายเท้าทั้งสองข้างแยกไปด้านข้างให้ส้นเท้าวางอยู่ในแนวเดียวกันแล้วย่อเข่าและลำตัวลง ให้ส่วนของขาช่วงบนตั้งแต่หัวเข่าทั้งสองข้างมาถึงโคนขาอยู่ในระนาบเดียวกันและขนานกับพื้น ในขณะเดียวกันส่วนของขาและช่วงล่าง ตั้งแต่เข่าถึงเท้าทั้งสองข้างจะต้องตั้งให้ได้ฉากกับแนวราบของพื้นและบริเวณขาช่วงบน ส่วนลำตัวตั้งตรงแอ่นอกและโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย








7. ลงฉากน้อย

หมายถึง ท่าที่แสดงส่วนขาในการนั่ง คือ การนั่งคุกเข่าโดยใช้เข่าข้างใดข้างหนึ่งเพียงข้างเดียวให้ปลายเท้าของเข่า ซึ่งวางติดกับพื้นตั้งสั้นขึ้น ยกก้นและลําตัวตั้งตรง ส่วนขาอีกข้างวางปลายเท้าแยกเข่าออกไปด้านข้างห่างจากเข่า ซึ่งวางติดกับพื้นประมาณครึ่งช่วงขา โดยให้ช่วงขาส่วนล่างที่ยกตั้งแต่ข้อเท้าถึงเข่าตั้งได้ฉากกับแนวพื้นและช่วงขาบนตั้งแต่เข่าถึงต้นขาวางแนวตรงขนานกับพื้น สะโพก และเข่าให้อยู่ในระดับเดียวกัน




8. เขาควาย

หมายถึง ท่าทีแสดงส่วนมือและแขน คือ มือทั้งสองข้างตั้งอยู่ในระดับศีรษะโดยยกข้อศอกทั้งสองออกไปด้านข้างให้สูงอยู่ระดับไหล่ โดยช่วงแขนตั้งแต่ไหล่ถึงข้อศอกทั้งสองขนานกับพื้น ส่วนของแบนตั้งแต่ข้อศอกถึงข้อมือตั้งตรงให้ได้มุมฉากกับระดับแขน ช่วงไหล่ ถึงศอก ปลายมือทั้งสองตั้งวงหงายขึ้นให้ปลายนิ้วทั้งสี่ชี้มายังศีรษะกดปลายนิ้วและข้อมือลงเต็มที่ ส่วนนิ้วหัวแม่มือชี้ตั้งขึ้นด้านบน ช่วงปลายมือซ้ายและมือขวาจะห่างจากศีรษะในระยะเท่ากัน







9. ท่องโรง

หมายถึง ท่าทีใช้การเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเป็นวงกลมโดยมือข้างหนึ่ง ตั้งวงส่งไปด้านหน้าอยู่ระดับปาก งอแขน เก็บข้อศอก มืออีกข้างหนึ่งจีบหงายส่งไปข้างหลัง แขนตึงชิดกับลำตัว ขา และเท้าทั้งสองข้างอยู่ในลักษณะยืนชิดกันหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อยมองมือที่ตั้งวงย่อเข่าลงลำตัวตั้งตรง แอ่นอกโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย พร้อมกับขยับเท้าซอยเท้าลงส้นถี่ ๆ ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าไม่ขาดระยะ หรืออาจจะเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ เป็นวงกลมก็ได้โดยเฉพาะที่ซอยเท้าถี่ ๆ เคลื่อนที่ไปนั้น เขาจะต้องย่อลงตลอดเวลา ถ้าเลี้ยวไปทางด้านซ้าย หรือด้านขวาก็ให้ส่งมือข้างที่เลี้ยวไปนั้นมาตั้งวง งอศอกระดับปาก ส่วนมืออีกด้านส่งจีบหงายไปด้านหลังแขนตึง








10. เคล้ามือ

หมายถึง ท่าทีใช้เชื่อมและใช้รำโดยทั่วไป วิธีการรำคือการใช้มือข้างหนึ่งวางทาบอยู่ที่อก ปลายนิ้วทั้งห้านิ้วชี้ไปด้านข้าง นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านบน มืออีกข้างหนึ่งจีบคว่ำแขนตึงวนส่งออกไปด้านข้างระดับไหล่แล้วค่อย ๆ เคลื่อนมือเหยียดตึงด้านข้างส่งมาทางด้านหน้าอยู่ในระดับอกแล้วเคลื่อนมือทาบอกแทงออกไปด้านหน้า ให้ด้านข้างของนิ้วชี้เคลื่อนไปตามใต้ของมือที่จีบคว่ำ ตั้งแต่ต้นแขนถึงข้อมือแล้วเปลี่ยนจีบคว่ำของ มือเดิมซึ่งแขนตึงอยู่ปล่อยให้เป็นวงแล้ว งอแขน ส่งมือขึ้นเป็นวงแทงสอดด้านข้างของนิ้วชี้วาดไปตามต้นแขนของมืออีกด้าน ซึ่งจีบคว่ำแขนตึงส่งมาด้านหน้า เคลื่อนมือมาจนถึงข้อมือแล้วเปลี่ยนไปเป็นมือจีบเช่นเดิมทําสลับกันไปมา








11. ไหว้

หมายถึง ท่าที่สำคัญและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของโนราท่าหนึ่ง การไหว้ของโนราในการรำต่าง ๆ นั้น ผู้รำต้องพนมมือระหว่างอก ให้ปลายนิ้วของมือที่พนมขึ้นทั้งสองข้าง ส่งเข้าหาช่วงอกและต้องหักข้อมือมาด้านหน้าเล็กน้อย เปิดปลายศอกทั้ง 2 ข้าง แยกตรงไปด้านข้างให้อยู่แนวเดียวกัน หรือข้อศอกสูงเฉียงขึ้นมาทั้ง 2 ข้าง ผู้รำต้องแอ่นอก โน้มลำตัวมาด้านหน้าพร้อมกับเชิดหน้าและปลายคางขึ้น


12. นาค

หมายถึง ท่าที่แสดงการเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยการเดิน คือ ผู้รำต้องยืนไขว้ขา ย่อเข่าทั้งสองข้าง ให้เท้าข้างใดข้างหนึ่งยื่นออกมาข้างหน้า โดยวางน้ำหนักเต็มฝ่าเท้า ส่วนเท้าอีกข้างซึ่งอยู่ด้านหลังยกส้นขึ้นให้เข่าด้านหลังสูงกว่าระดับกลางน่องของเท้าหน้าให้ส้นเท้าวางห่างจากหัวแม่เท้าเดิมประมาณ 5 นิ้ว อาจจะวางปลายเท้าก่อนหรือวางเต็มเท้าทันที เท้าอีกข้างเมื่ออยู่ด้านหลังจะต้องยกเท้าทันที (ก้าวสลับเท้าไปด้านหน้า) ส่วนมือร่ายรำในท่าต่าง ๆ ตามจังหวะท่านาดเป็นกระบวนการรำที่เน้นความสวยงามในลีลาการเดินของผู้รำ การนาดมีอยู่ 3 รูปแบบ คือ









12.1 นั่งนาด

หมายถึง ท่าที่ผู้ว่าอาจจะนั่งคุกเข่า หรือนั่งชันเข่าอยู่กับที่พร้อมกับใช้ลีลามือร่ายรำในรูปแบบต่าง ๆ









12.2 ยืนนาด

หมายถึง ท่าที่ผู้รำจะยืนอยู่กับที่โดยการยืนรวมเท้าหรือการยืนพักเข่าพร้อมกับใช้ลีลามือร่ายรำในรูปแบบต่าง ๆ






12.3 เดินนาด

หมายถึง ท่าที่ผู้เดินเป็นวงกลมทวนเข็มนาฬิกาแสดงการเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยการเดิน โดยผู้รํายืนย่อลำตัวแยกเข่าและยกพร้อมย่อเท้าข้างใดข้างหนึ่งมาด้านหน้า เท้าหน้าวางน้ำหนักเท้าเต็มเท้า เท้าด้านหลังให้ยกส้นขึ้นโดยให้เข่าเท้าหลังสูงระดับกลางน่องของขาหน้า แยกเข่าทั้งสองข้างให้ได้เหลี่ยมเล็กน้อยและยกเท้าที่วางอยู่ด้านหลังมาวางด้านหน้าให้ส้นเท้าเรียงจากหัวแม่เท้าเดิมประมาณ 5 นิ้ว โดยจะต้องวางปลายเท้าก่อนแล้วจึงวางเต็มเท้าทันทีส่วนเท้าอีกข้างอยู่ด้านหลังจะต้องยกส้นทันทีเช่นเดียวกัน





13. สอดสร้อย

หมายถึง ท่าที่มีความสำคัญมากต่อผู้รำ ลักษณะการรำจะหมุนรอบตัวเองจากด้านซ้ายหรือด้านขวา ถ้าจะสอดทางซ้ายมือซ้ายจะจีบคว่ำอยู่ระดับสายตา ส่วนมือขวาตั้งวงเขาควาย งอศอกให้ได้เป็นวงมุมฉากหน้ามองมือซ้ายที่จีบพร้อมกับทอดขาซ้ายไปทางหลัง ย่อเข่าลำตัวตั้งตรงแอ่นอกโน้มไปข้างหน้าและดันก้นออกมาเล็กน้อย ขาซ้ายวางหลังจะต้องให้เข่าซ้ายวางอยู่ในระดับน่องเข่าขวาหรือติดก้น แล้วค่อย ๆ หมุนรอบตัวเองช้า ๆ โดยจะหมุนทางด้านซ้ายของมือจีบ ขณะที่หมุนจะต้องย่อตัวลง เข่าทั้งสองข้างต้องแยกออกจากกันพร้อมกับค่อย ๆ เลื่อนมือขวาที่ตั้งวงเขาควายระดับศีรษะลดลงข้างลำตัวระดับสะเอวเมื่อหมุนมาถึงตำแหน่งเดิม ขาซ้ายที่วางทอดอยู่ด้านหลัง ในตอนแรกจะกลับมาไขว้อยู่ด้านหน้าแทนขาขวา จากนั้นใช้แทงมือขวาที่ตั้งวงขึ้นไปสวนทางด้านในกับมือซ้ายที่จีบ พร้อมกับเปลี่ยนมือขวาเป็นมือจีบคว่ำอยู่บริเวณหน้าระดับสาย ตาส่วนมือซ้ายที่จีบก็วาดมือแล้วคลายจีบวาดออกไปให้ตึงแล้วตั้งวงเขาควาย โดยทำอย่างนี้สลับกันไปทั้งสองข้าง เพียงแต่เปลี่ยนมือและขาเท่านั้น


จังหวะท่าสอดสร้อย






14. เก็บเท้า

หมายถึง ท่าที่แสดงการเคลื่อนที่ของเท้า มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ

14.1 การเคลื่อนเท้าสองเท้าพร้อมกัน
14.2 การเคลื่อนเท้าข้างใดข้างหนึ่งเพียงข้างเดียว

ไม่ว่าผู้รำจะเคลื่อนเท้าลักษณะใดจะต้องวางเท้าที่เคลื่อนเต็มเท้าให้ขยับปลายนิ้วเท้าทั้ง 5 นิ้ว คืบไปทีละนิดให้ถี่เร็วสลับกับการขยับส้นเท้าให้สัมพันธ์และเคลื่อนที่ไปด้วยกัน ในขณะที่เคลื่อนที่นั้นช่วงขาและเข่าจะต้องแข็งแรงมิให้แกว่งหรือส่ายไปมา



15. กรีดนิ้ว

หมายถึง ท่าที่มีการเคลื่อนที่ของนิ้วทีละนิ้วอย่างรวดเร็ว คือผู้รำจะกำมือข้างหนึ่งข้างใดไว้หลวม ๆ แล้วค่อยปล่อยนิ้วทีละนิ้ว ให้เคลื่อนออกไปทั้งมืออย่างรวดเร็วเมื่อเคลื่อนทั้ง 5 นิ้ว แล้วให้ขยับข้อมืออีกหนึ่งครั้งตามจังหวะ ถ้าหากเป็นมือตั้งให้ขยับข้อมือขึ้นหาหลังแขนถ้าเป็นมือจีบให้ขยับมือเข้าหาท้องแขน








16. เก็บตีนเตี้ย

หมายถึง ท่าที่ใช้เท้าเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ซึ่งอาจจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าหรือเคลื่อนไปรอบ ๆ เป็นวงก็ได้ ผู้รำจะนั่งอยู่ในท่าคุกเข่าให้ก้นอยู่บนส้นเท้า เข่าทั้งสองข้างยกขึ้นไม่ติดกับพื้น (ขนานกับพื้น) บริเวณปลายเข่าห่างกันเล็กน้อย สามารถขยับหรือสับปลายเท้าให้ถี่ยิบที่สุด เคลื่อนไปข้างหน้าต่อเนื่องกันโดยไม่หยุดหรือขาดระยะ ส่วนของร่างกายที่ทรงตัวอยู่บนเท้าต้องนิ่ง ลำตัวต้องแอ่นอกและโน้มตัวไปข้างหน้า มือให้วางในตำแหน่งต่าง ๆ ได้อิสระตามลักษณะของท่ารํา









17. นั่ง

หมายถึง ท่าที่นั่งคุกเข่า โดยให้เข่าห่างกันประมาณ 2 คืบ สะโพกและน้ำหนักตัวกดลงบนส้นเท้าโดยมีปลายเท้าวางชิดแนบกับพื้น การนั่งจะต้องอัดอกและโน้มลำตัวยื่นไปด้านหน้าเล็กน้อย









18. ค่านับ

หมายถึง ท่าที่คารวะผู้ชมขณะยืนหรือนั่งโดยก้มศีรษะโน้มตัวไปด้านหน้า ถ้าหากนั่งจะใช้มือทั้งสองข้างจีบแล้วส่งไปด้านหลัง ส่วนการโค้งจะแบมือ แขนตึงทั้งสองข้าง แตะมือลงบนเข่าเบา ๆ









19. รวมมือ

หมายถึง ท่าที่ยกมือทั้งสองข้างมาจีบคว่ำระดับสายตา โดยให้มือที่จีบหันเข้าหาลำตัวและยกศอกทั้งสองข้างให้ห่างกัน 1 ฟุต สูงระดับหน้าอก โดยมือทั้งสองที่นำมารวมเพื่อพักมือสามารถเคลื่อนไหวในท่าต่าง ๆ ได้ทันที









20. รวมเท้า

หมายถึง ท่าที่ใช้เท้าซึ่งยืนรำอยู่ในท่าต่าง ๆ มายืนตำแหน่งใหม่ โดยให้เท้าทั้งสองข้างวางแนบสนิทกัน เรียงปลายเท้าให้ตรงเหมือนการยืนโดยทั่วไปเพียงแต่มีการย่อเข่าและแนบเข่าขณะมารวมเท้า



2.3 ลีลาวงมือ มือจีบ และการใช้ขา

เมื่อผู้มีความเข้าใจในโครงสร้างเอกลักษณ์และศัพท์เฉพาะของการรำโนรา แล้วก็จะสามารถนำท่ารำดังกล่าวมาจัดวางและเชื่อมโยงกระบวนการรำกับท่าพื้นฐานต่าง ๆ ให้เกิดเป็นกระบวนการรำเพลงโคที่สวยงามสนุกสนาน น่าสนใจ และสร้างบุคลิกท่ารำได้เด่นชัด นอกจากลักษณะศัพท์เฉพาะของโนราแล้วสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การใช้ลีลาวงมือ มือจีบ และการใช้ขาในเบื้องต้นเป็นสิ่งสำคัญ ในส่วนของลักษณะการใช้วงมือ มือจีบ และการใช้ขาแต่ละรูปแบบจะมีวิธีการใช้ที่สำคัญ ดังนี้

1. วงมือ มี 8 รูปแบบ คือ วงเขาควาย วงผาลา วงหน้า วงระดับบ่า วงชายพก วงไขว้ วงอก วงชน ดังภาพต่อไปนี้




2. มือจีบมี 11 รูปแบบ คือ จีบเขาควาย จีบข้าง จีบพก จีบเอว จีบหน้า จีบหลัง จีบคว่ำ จีบหงาย จีบไหล่ จีบไขว้ และจีบปรกหน้า ดังภาพต่อไปนี้






3. การใช้ขา มี 9 รูปแบบ คือ ยืนยกหน้า ยืนยกผาลา ยืนฉากน้อย ยืนกระดกหลัง ยืนไขว้ขา ยืนกระดกไขว้ขา ยืนขาพับ นั่งขี้หนอนน้อย และนั่งกระดกขา ดังภาพต่อไปนี้





ละรูปแบบของศัพท์เฉพาะโนรา การวางวงมือ การจีบ และการใช้ขา จะมีลักษณะโครงสร้างการรำแตกต่างกันซึ่งต้องอาศัยการฝึกปฏิบัติพร้อมคำแนะนำจากครูให้เข้าใจอย่างถูกต้องและแม่นยำ ลีลาจะสวยงาม และเชื่อมโยงแต่ละท่าได้คล่องแคล่ว นอกจากนี้การฝึกปฏิบัติในแต่ละท่าควรมีการฝึกประกอบดนตรีทุกครั้ง หรือใช้เพียงบางชิ้นเพื่อความแม่นยำของจังหวะซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะทำให้ผู้ฝึกศัพท์เฉพาะโนราและโครงสร้างวงมือ การจีบ การใช้ขาและลีลาต่าง ๆ จดจำได้แม่นยำและรวดเร็ว เมื่อผู้รำผ่านการฝึกหัดและพัฒนาการใช้ท่ารำต่าง ๆ จนชำนาญและมีนาฏลักษณ์โนราชัดเจน ก็จะสามารถไปฝึกหัดในบทครูสอน บทสอนรำ บทประถม ได้อย่างรวดเร็ว