Reading Room

พุ่มเทวา ที่ระลึกงานเชิดชูเกียรติศิลปินภาคใต้ : ขุนอุปถัมภ์นรากร

ขนบนิยมในการแสดงโนราในอดีต

ชวน เพชรแก้ว


   


โนราเป็นศิลปะการรำฟ้อนของชาวภาคใต้ ชาวภาคใต้ถือว่าเป็นศิลปะและวัฒนธรรมเก่าแก่ที่กระทำติดต่อสืบเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ได้รับความนิยมจากชาวภาคใต้อย่างกว้างขวางเกือบทุกท้องถิ่นมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ศิลปะการฟ้อนรำชนิดนี้เป็นการแสดงที่ควบคู่กับการแสดงอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเช่นเดียวกันคือ หนังตะลุง

โนราได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในจังหวัดภาคใต้ตอนบน และภาคใต้ตอนกลาง ได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ระนอง พัทลุง กระบี่ พังงา และสงขลา ในหลาย ๆ จังหวัดที่กล่าวถึงนี้ จังหวัดพัทลุงและนครศรีธรรมราชได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่น่าจะเป็นถิ่นกำเนิดของโนราในภาคใต้ เพราะทั้งสองจังหวัดนี้มีตำนานและประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องถึงกันอยู่ไม่น้อยทีเดียว และในช่วงเวลาที่ผ่านมา คือ เมื่อประมาณ ๔๐-๕๐ ปีมานี้ สองจังหวัดดังกล่าวมีคณะโนราที่มีชื่อเสียงอยู่มากมายแทบจะทุกตำบลก็ว่าได้ จนถึงกับบางท่านกล่าวว่าจังหวัดพัทลุงและนครศรีธรรมราชเป็นเมืองโนราโดยแท้

การแสดงโนราแต่เดิมนั้นเชื่อกันว่าน่าจะเป็นการแสดงประกอบพิธีกรรมบางอย่างบางประการเท่านั้น แต่ต่อมาได้คลี่คลายเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับ จนกระทั่งเป็นการแสดงที่มุ่งในด้านความบันเทิงและระยะแรก ๆ ของการแสดงเพื่อความบันเทิงคงจะใช้แสดงเนื่องในโอกาสวันงานฉลองในพิธีสมโภชที่สำคัญ ๆ เท่านั้น๑ ครั้นในระยะต่อมาเมื่อได้รับความนิยมกว้างขวางยิ่งขึ้น โนราก็กลายเป็นการแสดงที่หาชมได้โดยทั่วไปในภูมิภาคนี้

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่าโนราคณะหนึ่ง ๆ จะตั้งเป็นคณะและออกโรงแสดงได้นั้นจะต้องไปฝึกหัดรำโนรากับครูโนราคณะใดคณะหนึ่งที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป จนกระทั่งสามารถรำได้อย่างคล่องแคล่วมีปฏิภาณในเชิงกลอนฉับไว และมีความรอบรู้ ความสนใจในการพอกพูนหาความรู้ให้แก่ตัวเองอย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง เมื่อมีความสามารถถึงขั้นดังกล่าวนี้แล้วครูโนราผู้ฝึกสอนก็จะทำพิธีครอบมือให้ ต่อจากนั้นก็ลาออกไปตั้งคณะโนราขึ้นใหม่ และออกโรงแสดงได้อย่างอิสระ

การแสดงโนราแต่เดิมนั้น โนราแต่ละคณะจะต้องเดินทางด้วยเท้าไปแสดงในที่ต่าง ๆ แทบทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะว่าไม่มีถนนหนทางและพาหนะรับส่งสะดวกสบายเช่นในปัจจุบันนี้ เมื่อย่างเข้าสู่หน้าแล้งคือหลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวในนาเสร็จสิ้นลง หรืองานในเรือกสวนมีน้อยลง คณะโนราก็จะต้องหาลู่ทางไปแสดงยังท้องที่ต่าง ๆ อาจจะใกล้หรือไกลขึ้นอยู่กับทุนรอนประการหนึ่ง และอาจจะแล้วแต่ข้อตกลงร่วมกันระหว่างคนในคณะอีกประการหนึ่ง การเดินทางไปแสดงเช่นที่ว่านี้เรียกว่า “โนราเดินโรง” การเดินโรงไปแสดงยังที่ใด ๆ นั้นจะมีอยู่หลายลักษณะ คือ ประการแรกเดินทางไปแสดงตามที่มีผู้ตกลงรับไปแสดง โอกาสเช่นนี้ผู้รับไปแสดงจะต้องเดินทางมาบอกรับโนราที่บ้านของคณะโนราเอง โดยมีขันหมากเป็นเครื่องแสดงข้อผูกพันแทนสัญญา การนำขันหมากไปด้วยถือว่าเป็นการติดต่อที่เป็นงานเป็นการ ถ้าผู้แสดงรับขันหมากก็ถือว่าเป็นพันธะที่ตัวเองจะต้องปฏิบัติเรียกว่า “ติดขันหมาก” ซึ่งต่างฝ่ายจะต้องรักษาข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ถ้าผิดข้อตกลงหรือผิดขันหมาก ก็จะเป็นที่ตำหนิติฉินของคนทั่วไปที่ทราบเรื่องราว และจะไม่มีใครนับหน้าถือตา โนราเคร่งครัดเรื่องนี้จริง ๆ แม้ว่าบางคราวจะเจ็บไข้ได้ป่วยแต่ก็ยังอุตส่าห์เดินทางไปแสดงจนได้ก็มี ประการที่สองโนราจะเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ เองโดยไม่มีใครบอกรับ มักจะเดินทางไปยังถิ่นที่มีผู้รู้จักคุ้นเคยกันมาก่อนซึ่งอาจจะเป็น เจ้าอาวาส หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือชาวบ้านในท้องถิ่น เมื่อเดินทางไปถึงก็มักจะพึ่งพิงผู้ที่รู้จัก และโนรามักจะแสดงให้ชมหนึ่งคืน ต่อจากนั้นเมื่อมีผู้เห็นว่าโนราคณะนั้นแสดงได้เป็นที่ประทับใจก็อาจจะมาตกลงไปรับแสดงต่อ ๆ ไปก็ได้ ประการที่สามคณะโนราจะเดินทางไปแสดงยังท้องถิ่นต่าง ๆ โดยเดาสุ่มเข้าไป อาจจะไม่มีผู้รู้จักคุ้นเคยเลย แหล่งที่โนรามุ่งเข้าไปพึ่งพิงก็คือวัดชมในชุมชนนั้นนั่นเอง และมักจะแสดงให้ประชาชนในวัดนั้นเป็นประเดิม ต่อจากนั้นจะไปแสดงที่ใดก็ขึ้นอยู่กับผู้มาตกลงรับไปแสดงอีกทีหนึ่ง


การทําพิธียกเครื่อง


เมื่อคณะโนรามีกำหนดแน่นอนแล้วว่าจะเดินทางไปแสดง ณ ที่ใด คณะโนราก็จะต้องตระเตรียมตัวนำสิ่งของเครื่องใช้เท่าที่จําเป็นแบกหามไปพร้อม ๆ กับเครื่องดนตรี ก่อนออกจากบ้านนายโรงหรือหัวหน้าคณะโนราพร้อมด้วยลูกคู่ และผู้แสดงจะต้องนำเครื่องดนตรีมาวางรวมกันบนบ้านของนายโรงเพื่อทำพิธียกเครื่อง ผู้ทำพิธียกเครื่องอาจเป็นตัวนายโรงหรือหมอเฒ่าประจําคณะ ผู้ทำพิธีจะบริกรรมคาถาไปพร้อม ๆ กับการบรรเลงดนตรี การบรรเลงดนตรีในพิธีนี้จะเริ่มด้วยการเป่าปี่เป็นอันดับแรก แล้วตีกลองและทับรับตามลำดับ ขณะบริกรรมคาถาผู้ทำพิธีต้องหันหน้าไปยังทิศทางที่เป็นมงคลเท่านั้น เมื่อบริกรรมคาถาจบลงดนตรีก็จะหยุดบรรเลงลงด้วย คาถาที่ใช้บริกรรมจากการสืบถามคณะโนราต่าง ๆ ได้ความว่าอาจจะมีเหมือนกันหรือแตกต่างกันก็ได้ สำหรับคาถาที่นำมากล่าวนี้เป็นของท่านขุนอุปถัมภ์นรากร ซึ่งมีดังนี้

“นะ ยอ ออ ลือ     ยกมือไหว้พระพุทธ ธรรม สงฆ์
นะ ยอ ออ ลือ     จดเสียงนาคพิภพ
นะ ยอ ออ ลือ     หลอดนภากาศ
นะ ยอ ออ ลือ     กวาดหัวใจมนุษย์ทั้งหลายไว้
อุ มิ กิ ติ มา นิ มา มา อึ ลึก ลือ ลึก ลือ อึ นะ เมตตา โมกรุณา พุทธปราณี ธายินดี ยะเอ็นดู
คุณพระบิดามาค้ำชู คุณพระมารดามาป้องกัน

ออนะพระพุทธัง อรหังพระพุทโธ
ออนะพระธัมมัง อรหังพระธัมโม
ออนะพระสังฆัง อรหังพระสังโฆ
ขอเดชะพระพุทธัง ขอมนุษย์ทั้งหลายมาสถิต
ขอเดชะพระธัมมัง ขอมนุษย์ทั้งหลายมาลำนึก
ขอเดชะพระสังฆัง ขอมนุษย์ทั้งหลายมารักตัวเราเอง
คือชีวิตเขาเอง คือเหมือนนอกอหน่อพระพุทธังมารังสิต

นะ ยอ ออ ลือ ลอ ออ อาม นะเมตตา”


เมื่อบริกรรมคาถาดังกล่าวจบลง ผู้ทำพิธีจะหยิบเทริดก่อนสิ่งอื่นแล้วออกเดินนำหน้า ส่วนลูกคู่จะหยิบเครื่องดนตรีทั้งหลาย แล้วออกเดินตามผู้ทำพิธี

การทําพิธียกเครื่องดังกล่าวมาแล้วนั้น เป็นการกระทําเพื่อขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาช่วยคุ้มครอง ให้ปราศจากภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง และเพื่อที่จะให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความรัก ความสงสาร ความนิยมชมชอบ หรือจะกล่าวง่าย ๆ ก็คือขอให้พบแต่ความเป็นสิริมงคล และพบแต่ความสำเร็จในการเดินทางไปแสดงนั่นเอง

โนราบางโรงในขณะที่เดินออกนอกบริเวณรั้วบ้าน ก็จะบริกรรมคาถาปัดรังควานเสนียดจัญไรต่าง ๆ ให้แก่บ้านเรือนและผู้อยู่ด้วย แต่โนราบางคณะก็ไม่ค่อยเคร่งครัดในการปฏิบัติมากนัก


การปฏิบัติตนระหว่างการเดินทาง


ขณะที่กำลังเดินทางไปยังท้องถิ่นที่จะแสดงลูกคู่ซึ่งทำหน้าที่แบกกลอง จะตีกลองเป็นระยะ ๆ การตีกลองขณะเดินทางเป็นการตีเพื่อบอกกล่าวให้ชาวบ้านในท้องถิ่นที่คณะโนราอาศัยอยู่ทราบว่าคณะโนรากำลังเดินทางไปแสดงยังท้องถิ่นอื่น และเมื่อเดินทางเข้าไปในท้องถิ่นอื่นผู้แบกกลองก็ยังคงตีกลองต่อไปอีกเรื่อย ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อจะบอกกล่าวว่าคณะโนรากำลังเดินทางเข้ามาในท้องถิ่นนั้นแล้ว ถือว่าเป็นการฝากเนื้อฝากตัวกับเจ้าของบ้านที่ผ่านเข้าไปนั่นเอง

ในระหว่างเดินทาง ถ้าผ่านวัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งชาวบ้านในท้องถิ่นให้ความเคารพนับถือ คณะโนราจะต้องหยุดใกล้ ๆ กับสถานที่นั้น เพื่อแสดงความเคารพและฝากเนื้อฝากตัว บางทีอาจจะต้องรำถวายครู่หนึ่ง โดยลูกคู่จะต้องวางเครื่องดนตรีทุกชิ้นลง แล้วบรรเลงดนตรีพร้อมกับมีผู้ร่ายรำถวายพร้อม ๆ กันไปด้วย ตัวผู้รำอาจจะเป็นคนใดคนหนึ่งในคณะก็ได้ จะใช้เวลาในการร่ายรำประมาณ ๕-๘ นาทีเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นก็จะเก็บเครื่องดนตรีและออกเดินทางกันต่อไปอีกจนกระทั่งถึงที่หมาย ถ้าหากในวันหนึ่งๆ การเดินทางต้องผ่านสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่ง คณะโนราจะต้องหยุดรำถวายเพื่อแสดงความเคารพทุกครั้ง จะผ่านไปเฉย ๆ ไม่ได้ เคยมีโนราไม่ปฏิบัติ ก็มักจะมีเหตุร้ายต่าง ๆ เกิดขึ้นแก่คณะโนราโรงนั้น เช่น โนราบางคนอาจจะปวดหัว ปวดท้อง หรือเสียสติไปก็มี ถ้าต้องการให้หายเป็นปกติก็ต้องเดินทางย้อนกลับไปรำถวายและขอโทษขอโพยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นเสียก่อน ไม่เช่นนั้นแล้วเชื่อกันว่าอาจจะมีเหตุร้ายต่าง ๆ แทรกเข้ามาอีกก็ได้

เมื่อคณะโนราเดินทางไปถึงสถานที่หรือบ้านของเจ้าภาพ ซึ่งติดขันหมากกันไว้ คณะโนราจะไม่เข้าไปในบริเวณบ้านในทันที ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยหรือหิวเพียงใดก็ตาม จะต้องรอจนกระทั่งเจ้าภาพนำหมากพลูใส่พานออกไปรับโดยเจ้าภาพจะต้องยื่นพานหมากพลูให้แก่นายโรงโนรา ต่อจากนั้นตัวนายโรงจะนำคณะเข้าไปในบริเวณบ้านได้ และจะนำเครื่องดนตรี สิ่งของ เครื่องใช้ต่าง ๆ วางไว้บนเสื่อกลางโรงโนราที่เจ้าภาพปลูกสร้างไว้ เมื่อจัดวางสิ่งของต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว คณะโนราก็จะอาบน้ำ รับประทานร้อย และพักผ่อนจนกว่าจะถึงเวลาเข้าโรง


การทำพิธีเบิกโรงและการแสดง

แต่เดิมนั้นคณะโนราแสดงในเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ได้ ถ้าเป็นเวลากลางวันจะเริ่มแสดงประมาณ ๙.๐๐-๑๐.๐๐ นาฬิกา เลิกเวลาประมาณ ๑๖.๐๐ นาฬิกา ถ้าแสดงกลางคืนมักลงโรงประมาณ ๒๐.๐๐ นาฬิกา อาจเลิกในเวลาเที่ยงคืนก็มี

เมื่อถึงเวลาที่จะแสดงนายโรงหรือหมอเฒ่าประจําคณะโนราก็จะเตรียมทำพิธีเบิกโรง เจ้าภาพ จะต้องเตรียมหมาก ๓ คำ เทียน ๓ เล่ม เงิน ๓ บาท (เงินอาจจะเป็น ๑๒ บาท หรือ ๓๐ บาทก็ได้) มอบให้แก่ผู้ทำพิธี ผู้ทำพิธีจะต้องนำเครื่องดนตรีทุกชิ้นมาวางเรียงกันตามลำดับคือ กลอง โหม่ง ฉิ่ง ทับ ปี่ กรับ ผู้ทำพิธีนั่งพนมมือหันหน้าไปทางหน้าโรงโนรา จุดเทียนทั้ง ๓ เล่มปักที่กลองและทับทั้ง ๒ ใบ วางหมากพลูทั้ง ๓ คำไว้ใกล้ ๆ กับเทียนไขที่จุดอยู่ทั้ง ๓ เล่ม นำเล็บมือ ๓ เล็บ กับกำไลมือ ๓ วง มาใส่ในพานแล้ววางตั้งบนพื้นตรงหน้าตัก ต่อจากนั้นผู้ทำพิธีก็ตั้งนโม ๓ จบ ไหว้พระอย่างสั้น กล่าวชุมนุมเทวดาเสร็จจากกล่าวชุมนุมเทวดาแล้ว นำหมากคำซึ่งวางที่กลองมาถือไว้ ประกาศขอพรจากเทวดา แล้วโยนหมากคำนั้นขึ้นบนหลังคาโรงโนรา ต่อลูกนั้นนำหมากที่ทับ ๑ คำไปวางไว้ใต้เสื่อเพื่อถวายแม่ธรณีหรือพระภูมิเจ้าที่ ส่วนอีกคำหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ที่ทับเช่นเดียวกันนั้น ผู้ทำพิธีจะหยิบขึ้นมาถือรวมกับกำไล ๑ วง จับทับใบหนึ่งหันส่วนท้ายขึ้น ใช้เทียนไขมาวนที่กำไลและหมาก พร้อมกันนั้นก็บริกรรมคาถา เสร็จแล้วใช้หมากคำนั้นซัดเข้าไปในทับ และใช้มือขวาตีทับรัวหลาย ๆ ครั้ง ลูกคู่ที่นั่งอยู่จะต้องช่วยกันตีเครื่องดนตรีอื่น ๆ พร้อม ๆ กันไปด้วย ส่วนกลองจะตี ตุง ตุง ตุง ๓ ครั้ง ถือว่าเสร็จพิธี หลังจากนั้นลูกคู่ก็จะนำเครื่องดนตรีเข้าประจำที่เพื่อบรรเลงเพลงโหมโรงในอันดับต่อไป

การทําพิธีเบิกโรงที่กล่าวมาแล้วนั้น ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อขอที่ขอทางเพื่อที่จะให้ผู้เล่นผู้ดูปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง แต่เดิมนั้นพิธีดังกล่าวนี้เคร่งครัดมากจะละเว้นไม่ได้อย่างเด็ดขาด


การโหมโรงและการกาดครู

เมื่อทำพิธีเบิกโรงเสร็จแล้ว ลูกคู่ก็เริ่มลงโรง คือ เริ่มบรรเลงดนตรีโหมโรงนั่นเอง เรียกการบรรเลงตอนนี้ว่า “ตีตำเหนิน” เป็นการบรรเลงเรียกคนดูนั่นเอง จะบรรเลงอยู่จนกระทั่งเห็นว่ามีผู้มาชมกันมากพอสมควร นายโรงก็จะเริ่มกาดครูโดยจะเริ่มขับบทต่าง ๆ ดังนี้

บทขานเอ ขึ้นต้นด้วย “รื่นรื่น” บทนี้ไม่มีดนตรีประกอบ

เพลงหน้าแตระ ขึ้นต้นด้วย “ฤกษ์งามยามดี”

เพลงร่ายแตระ ขึ้นต้นด้วย “ลูกกาดครูเท่านั้นแล้ว ผ่องแผ้วเป็นเพลงพระคาถา”

เพลงทับเพลงโทน ขึ้นต้นด้วย “หัตถังทั้งสองประคองตั้ง”

เมื่อจบเพลงทับเพลงโทนแล้ว ก็ถือว่าจบการกาดครูแต่เพียงแค่นั้น ต่อจากนั้นโนราก็จะออกมาร่ายรำ

การกาดครูถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นมากที่โนราทุกคณะจะต้องกระทำ ถ้าคณะใดกระทำเพียงขอไปทีหรือไม่กระทํา ถือว่าจะเกิดความวิบัติแก่คณะโนรา ทั้งนี้เพราะเชื่อกันว่า ครูหมอโนรา “แรง” มาก แม้แต่กระทำผิดวิธีเพียงเล็กน้อยก็จะเกิดโทษเกิดภัยได้




การร่ายรำ

ขณะที่นายโรงโนรากำลังกาดครูอยู่นั้น ผู้รำจะต้องแต่งตัวเพื่อที่จะได้ออกรำเมื่อกาดครูเสร็จแล้ว การแต่งตัวนั้นจะต้องแต่งทีละชั้นเรียงตามลำดับ ขณะสวมใส่ต้องท่องคาถาไปด้วย เช่น

ใส่หางหงส์ ต้องบริกรรมคาถาว่า มะ วา โย มนุษย์ทั้งหลายมาสู่จิตใจกู อิ ลึก อึ อะ วา โย มนุษย์ทั้งหลายมาสู่จิตใจกู อิ ลีก อึ อู วา โย มนุษย์ทั้งหลายมาสู่จิตใจกู อิ ลึก อึ

ที่นำมากล่าวพอให้เห็นนี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น เครื่องแต่งกายโนรามีมากชิ้นกว่านี้ ชิ้นอื่น ๆ เมื่อสวมใส่จะต้องบริกรรมคาถา ซึ่งมีต่างกันออกไปทุกชิ้น

เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้ว จะต้องทําพิธี “ผูกขี้ผูกเยี่ยว” อาจจะให้หมอเฒ่าเป็นผู้ผูกให้หรือจะกระทำด้วยตนเองก็ได้ การทำใช้มือทั้งสองข้างลูบสะเอวทางด้านหลังมายังหน้าท้อง พอถึงหน้าท้องใช้หัวแม่มือทั้งสองกดตรงสะดือ พร้อมกันนั้นต้องบริกรรมคาถาต่อไปนี้ ๓ ครั้ง

“นะผูก โมมัด พุทธรัด ธารึง ยะกรึง แข็งอยู่”

เมื่อนายโรงโนราคาดครูเสร็จสิ้นลง ดนตรีจะบรรเลงต่อไปอยู่ครู่หนึ่ง ต่อจากนั้นผู้รำก็จะออกมาร่ายรำ แต่เดิมนั้นฉากหรือม่านโนราอย่างเช่นปัจจุบันนี้ไม่มี ผู้รำาจึงไม่ต้องร้องบทหน้าม่านหรือบทหลังฉากเช่นเดี๋ยวนี้ ผู้ออกมาร่ายรำแต่เดิมนั้นเป็นผู้ชายล้วน จะออกมาร่ายรำทีละคนตามลำดับความสามารถ คือ ผู้สามารถน้อยจะออกมาร่ายรำก่อน ตัวผู้รำจะออกมารำอวดท่ารำ คือรำท่ารำซึ่งไม่มีบทร้องประกอบ เมื่อว่าไปได้พักหนึ่งผู้รำก็จะนั่งบนพนัก แล้วขับบทร่ายแตระ ทำบทผันหน้า ทำบทสีโต หรือบทเพลงทับเพลงโทนเรียกการรำตอนนี้ว่า รำตีบท หรือรำประกอบบทชาวภาคใต้เรียกว่า “รำทำบท” ผู้รำจะต้องฝึกฝนมาอย่างดี (ในบางคณะอาจจะรำบทครูสอน บทสอนรำ ท่าปฐม หลังจากรำอวดท่าแล้ว) หลังจากรำทำบทแล้ว ผู้รำก็จะอวดท่าอีกครั้งหนึ่ง การรำอวดท่า ในช่วงนี้น่าดูกว่าการรำอวดท่าในช่วงแรกมาก เช่น อาจจะรำอวดท่ายั่วทับยั่วปี ซึ่งเป็นลีลาท่ารำที่งดงามยิ่งนัก เมื่อรำอวดท่าจบลง ผู้รำก็จะกลับเข้าโรงเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเสียใหม่และต้อง “เผยเยี่ยวเผยขี้” คือต้องบริกรรมคาถาขณะไปถ่ายปัสสาวะและอุจจาระว่า

        “นะโมเผยถ้อ     เผยท่อทวารัง
        ธรรมโมเผยถ้อ  เผยท่อทวารัง
        สังโฆเผยถ้อ     เผยท่อทวารัง”

ต่อจากนั้นผู้รำคนอื่น ๆ ก็จะออกมาร่ายรำต่อไป อาจจะออกมารำติดต่อกัน ๓-๔ คน การร่ายรำของแต่ละคนไม่ได้ยึดแบบฉบับให้เป็นแบบเดียวกันกับผู้รำคนแรก เมื่อผู้รำออกมาร่ายรำหมดแล้ว หลังจากนั้นจะเป็นการร่ายรำของนายโรงหรือ “โนราใหญ่”


การร่ายรำของโนราใหญ่

โนราใหญ่หรือนายโรงมักจะออกร่ายรำหลังจากที่โนราพักเที่ยงแล้ว โนราใหญ่จะเป็นผู้รำที่น่าสนใจมากที่สุด ก่อนออกร่ายรำดนตรีจะบรรเลงเพลงเชิดเป็นเสียง “ครึม ครึม ครึม โหม่ง ครึม ครึม ครึม” เสียงของเพลงเชิดจะเร้าใจให้คนมาดู ก่อนจะออกร่ายรำโนราใหญ่จะสวมเทริด ขณะสวมจะต้องบริกรรมคาถาว่า

“กุดนะตัง อะระหัง กัจฉาหิ พุทธยอ ออลือ” ต่อจากนั้นโนราใหญ่จะออกมานั่งบนพนัก ก่อนที่จะทำสิ่งใด โนราใหญ่จะบริกรรมคาถาชักเสียงว่า

           “โอ้ลึกลึกระทึกหัวใจ
        พระพายพัดเสียงกูไป
        ถูกหัวใจมนุษย์ทั้งหลาย
        ร้องให้มารักกู”

การบริกรรมคาถานี้ เป็นบริกรรมเพื่อให้น้ำเสียงที่ร้องขับเกิดความไพเราะ และเพื่อให้ผู้ดูผู้ฟังเกิดความนิยมชมชอบ ต่อจากนั้นโนราใหญ่ก็จะใส่เล็บไปพลางขับบทร่ายแตระไปพลาง เมื่อเพลงร่ายแตระจบลงเล็บที่ใส่ก็จะหมดพอดี ต่อจากนั้นโนราใหญ่ก็จะรำทำบท อาจจะทำบทผันหน้าบทสีโต หรือบทเพลงทับเพลงโทน เมื่อทำบทเสร็จแล้วก็จะรำอวดท่า การรำอวดท่าตัวยั่วทับ ยั่วปี่ เป็นการรำที่เข้มข้นน่าดูมากทีเดียว ผู้มาชมโนราส่วนใหญ่จะมุ่งมั่นมาชมการร่ายรำของโนราใหญ่ โนราใหญ่เป็นตัวชูโรงที่สำคัญยิ่ง โนราจะได้รับความนิยมหรือไม่ก็อยู่ที่ตัวโนราใหญ่นี่เอง โนราใหญ่บางคนรำงดงามจนผู้ดูเกิดความหลงใหล เมื่อไปแสดงที่ใดก็จะพยายามติดตามไปดูก็มี

หลังจากรอวดท่าแล้วก็ถือว่าจบการร่ายรำของโนราใหญ่ โนราใหญ่จะใช้เวลาตั้งแต่เริ่มออกรำจนจบบทประมาณ ๑-๒ ชั่วโมงตลอดระยะเวลาอันยาวนานพอสมควรนี้ ไม่ได้ทำให้ผู้ดูเกิดความเบื่อหน่ายแต่ประการใด


การแสดงเรื่อง

หลังจากโนราใหญ่กลับเข้าโรงแล้ว โนราอาจจะเลิกแสดงก็ได้ แต่บางคราวก็มีการแสดงเรื่องต่อไป ถ้ามีการแสดงเรื่อง ก็จะดำเนินต่อไป หลังจากการรำอวดท่าผ่านไปแล้ว จะเริ่มจับเรื่องแสดงไปเลยทีเดียว แต่เดิมนิยมแสดงเรื่องที่เรียกว่า “จับบทสิบสอง” เป็นการแสดงเรื่อง ๑๒ เรื่องอย่างคร่าวๆ เรื่องที่แสดงได้แก่ พระสุธน-มโนห์รา พระรถเมรี ลักษณาวงศ์ ฯลฯ การจับบทสิบสองจะเป็นไปอย่างรวบรัด คือจับเรื่องอย่างรวดเร็วและจบลงอย่างรวดเร็ว เช่น

                “ขอแสดงแจ้งเรื่องในเบื้องบท
        ครบกำหนดสิบสองทำนองสาร
        จะกล่าวถึงนางโนราปรีชาชาญ
        สิทธาจารย์เขาจะเอาไปเผาไฟ
        ขึ้นไปวอนแม่ผัวเผื่อบุญตัวได้รอด
        รอดเอยไม่ตักษัย
        ได้ปีกหลีกหนีแม่ผัวไป
        สู่เวียงไชยไกรลาสปราสาทนาง”

ถ้าการแสดงเรื่องไม่จับบทสิบสอง ก็อาจจะแสดงเรื่องใดเรื่องหนึ่งใน ๑๒ เรื่อง เพียงเรื่องเดียว เช่น อาจจะแสดงเฉพาะเรื่องพระสุธน-มโนห์รา การแสดงเรื่องเพียงเรื่องเดียวจะดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดและน่าดูกว่าจับบทสิบสองมาก สำหรับตัวแสดงในเรื่องจับบทสิบสอง แต่ละเรื่องส่วนใหญ่มักมีตัวละครเพียง ๓ ตัวคือ ตัวพระ ตัวนาง และตัวตลก ตัวตลกคือพรานนั่นเอง


พรานโนราเป็นตัวแสดงที่มีความสำคัญมากยิ่งตัวหนึ่ง ผู้แสดงเป็นพรานใช้ผู้ชายล้วน สวมหน้ากาก หน้าพรานหรือหน้ากากผู้ชายมักเป็นสี


แดง ส่วนหน้าพรานหญิงที่เรียกว่า “ทาสี” เป็นสีขาวหรือสีเนื้อ หน้าพรานถือกันว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิอย่างหนึ่ง จะต้องเก็บหน้าพรานไว้เป็นหิ้งโดยเฉพาะ และต้องบูชาเป็นประจำ มีเครื่องเซ่นคือ ปลามีหัวมีหาง การเซ่นอาจจะกระทำอาทิตย์ละ ๒ วัน คือ วันจันทร์ วันเสาร์ หรืออาจจะปีละ ๓-๔ ครั้ง แล้วแต่จะยึดถือกัน

เมื่อจะนำหน้าพรานไปใช้แสดงจะต้องบูชาด้วยธูปเทียน หมากพลู และบอกเล่าเก้าสิบให้ทราบเสียก่อน จะถือวิสาสะหยิบฉวยไปสวมใส่เล่นโดยพลการไม่ได้ มักจะเกิดโทษเกิดภัยแก่ผู้เล่นจนมักจะเป็นที่เข็ดขยาดกันโดยทั่วไป ผู้แสดงเป็นพรานเมื่อจะสวมหน้าพรานทุกครั้งจะบริกรรมคาถา ๓ ครั้งว่า “อุบาย” และจะต่อด้วยคำว่า “ดอล่อหี หีล่อดอ ตู้ตี้นอแน นะออยอรัก ลึกลือ” เสร็จแล้วต้องพนมมือไหว้ ๓ ครั้ง โดยหันหน้าไปทางทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันออก แล้วก็สวมใส่หน้าพรานออกไปแสดงได้ การบริกรรมคาถาเพื่อสวมใส่หน้าพรานดังกล่าวแล้วนั้นมีจุดประสงค์สำคัญคือ เพื่อที่จะให้ผู้ดูผู้ชมเกิดความรัก ความนิยมชมชอบนั่นเอง

ครั้นแสดงเรื่องจบลง ดนตรีจะประโคมต่อไปครู่หนึ่ง เมื่อดนตรีหยุดจะหยุดลงด้วยเสียงกลองคือ “ตุง ตุง ตุง” ๓ ครั้ง ต่อจากนั้นโนราใหญ่ก็จะนั่งคุกเข่าลงเพื่อถอดเทริด ใช้มือขวาจับยอดเทริด ส่วนมือซ้ายแตะที่พื้นโรง มือขวาดึงยอดเทริดเพื่อให้หลุดจากศีรษะ นำเทริดครอบลงบนหลังมือซ้ายหันด้านหน้าของเทริดออกไปทางหน้าโรง เมื่อถอดเทริดเสร็จก็ถือว่าการแสดงของโนราในวันนั้นหรือคืนนั้นจบลงโดยบริบูรณ์


ที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นขนบนิยมในการแสดงของโนราในอดีตเท่าที่สืบค้นได้เพียงคร่าว ๆ เท่านั้น แม้จะไม่ละเอียดลออเท่าที่ควร แต่พอจะมองเห็นได้ว่าการแสดงโนราแต่เดิมมีรูปแบบในการแสดงที่ค่อนข้างจะแน่นอนตายตัว แต่ในปัจจุบันนี้ขนบนิยมในการแสดงดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปแทบจะไม่มีอะไรเหลือไว้ให้เห็นอีก เราควรจะยอมรับว่ากาลเวลาและเงื่อนไขอีกหลาย ๆ ประการที่มีส่วนอย่างสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง เราจึงห้ามหรือหยุดความเปลี่ยนแปลงไม่ไว้ได้ แต่สิ่งที่จะต้องสำนึกร่วมกันก็คือ บางสิ่งบางอย่างที่ส่อให้เห็นเอกลักษณ์อย่างชัดเจนของชาวภาคใต้ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในการแสดงชนิดนี้ ควรที่จะช่วยกันดำรงให้คงอยู่โดยตลอดไป ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะมีผู้สรุปอย่างง่าย ๆ ว่า โนราเป็นการละเล่นที่แพร่กระจายมาจากภาคกลางก็อาจจะเป็นได้

__________

 ขุนอาเทศคดี (กลอน มัลลิกะมาส) ผู้ให้สัมภาษณ์ ชวน เพชรแก้ว ผู้สัมภาษณ์ ณ บ้านเลขที่ ๒๐๓ ถนนท่าชี ตำาบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓.

 ขุนอุปถัมภ์นรากร (พุ่ม อุปถัมภ์นรากร) ผู้ให้สัมภาษณ์ ชวน เพชรแก้ว ผู้สัมภาษณ์ ณ โรงพยาบาลจังหวัดพัทลุง อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.

 จิตร์ ฉิมพงษ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชวน เพชรวแก้ว ผู้สัมภาษณ์ ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๒๓.

 สาโรช นาคะวิโรจน์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชวน เพชรแก้ว ผู้สัมภาษณ์ ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.

๕ หีด บุญหนูกลับ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชวน เพชรแก้ว ผู้สัมภาษณ์ ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.

๖ พรหม ปานมา ผู้ให้สัมภาษณ์ ชวน เพชรแก้ว ผู้สัมภาษณ์ ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.

๗ จิตร์ ฉิมพงษ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชวน เพชรแก้ว ผู้สัมภาษณ์ ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๒๓.

๘ พุ่ม สุขมาศ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชวน เพชรแก้ว ผู้สัมภาษณ์ ณ โรงเรียนชุมชนวัดหมน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๙ กรกฎาคม ๒๕๒๓.




บรรณานุกรม

จิตร์ ฉิมพงษ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชวน เพชรแก้ว ผู้สัมภาษณ์ ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.

พรหม ปานมา ผู้ให้สัมภาษณ์ ชวน เพชรแก้ว ผู้สัมภาษณ์ ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.

พุ่ม สุขมาศ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชวน เพชรแก้ว ผู้สัมภาษณ์ ณ โรงเรียนชุมชนวัดหมน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๙ กรกฎาคม ๒๕๒๓.

สาโรช นาคะวิโรจน์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชวน เพชรแก้ว ผู้สัมภาษณ์ ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.

หีด บุญหนูกลับ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชวน เพชรแก้ว ผู้สัมภาษณ์ ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.

อาเทศคดี, ขุน ผู้ให้สัมภาษณ์ ชวน เพชรแก้ว ผู้สัมภาษณ์ ณ บ้านเลขที่ ๒๐๓ ถนนท่าชี ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๒๓.

อุปถัมภ์นรากร, ขุน ผู้ให้สัมภาษณ์ ชวน เพชรแก้ว ผู้สัมภาษณ์ ณ โรงพยาบาลจังหวัดพัทลุง อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.