Reading Room

พุ่มเทวา ที่ระลึกงานเชิดชูเกียรติศิลปินภาคใต้ : ขุนอุปถัมภ์นรากร

ก่อนหน้า
Page 16 / 16

บทร้องและท่าร่าโนรา

จิตร์ ฉิมพงษ์



        บทร้องและท่ารำจําเป็นอย่างยิ่งสำหรับโนรา ในราคณะใดก็ตาม จะมีชื่อเสียงเป็นดังขึ้นมาได้จะต้องมีบทร้องที่ดี ซึ่งหมายถึงมีบทกลอนไพเราะ สัมผัสดี เนื้อความดี ท่วงทำนองการขับบทดี นอกจากมีบทร้องดีแล้ว ก็จะต้องมีท่ารำที่สวยงาม อ่อนช้อย เมื่อผู้ชมฟังบทขับหรือดูท่ารำแล้วติดอกติดใจ


บทร้อง หรือบทขับ

        บทร้องหรือบทขับของโนรา พอจะแยกกล่าวออกได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ

        ๑. บทร้องประกอบท่ารำ คือบทที่โนราใช้ขับโดยมีท่ารำประกอบไปด้วย ซึ่งมีบทประกอบท่า ครูสอน ท่าสอนรำ ท่าประถม (ปฐม) และบทร้องที่ขับประกอบการรำทำบท เช่น บทผันหน้า บทสีโต บทเพลงทับเพลงโทน หรือบทร้องที่ประกอบการแสดงเรื่อง บทร้องเหล่านี้โนราแต่ละคณะจะขับแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ความถนัดหรือได้รับการถ่ายทอดมาไม่เหมือนกัน บทที่พอจะขับทำนองเหมือนกันอยู่บ้างคือบท ครูสอน สอนรำ และบทประถม บทผันหน้า บทสีโต และบทเพลงทับเพลงโทนนั้น บางคณะอาจจะขับเป็นกลอนชั้นเดียว แต่บางคณะอาจจะขับเป็นกลอนหลายชั้น

        บทกลอนชั้นเดียว คือบทกลอนที่ขับเที่ยวเดียว บทกลอนชั้นเดียวเหมาะกับผู้ขับที่มีเสียงไพเราะ มีลูกคอหรือทำเสียงยืดในลำคอได้ดี และเหมาะกับการออกรำทีละหลาย ๆ คน เพราะต้องผลัดกันขับบท ถามโต้ตอบกัน เช่น การทำบทหรือการรำตีบทแบบชั้นเดียวนี้ ผู้รำจะรำตีท่าอย่างช้า ๆ เริ่มต้นโดยการผลัดเปลี่ยนกันแสดงท่า แล้วจบลงโดยการทั้งสองคนขับบทพร้อมกัน การขับบทชั้นเดียวผู้รำจะรำครั้งละ ๔-๕ คนก็ได้


                        บทผันหน้า “นั่งผันหน้าไปอาคเนย์ แลเห็นแล สองห้อง...” (ลูกคู่รับ)

        คนที่ ๑ ขับ : ไหนละน้อง น้องทำให้เป็นตรอก..................(ลากเสียงยืด)

        คนที่ ๒ ขับ : เน พี่เหน้ น้องทำให้เป็นตรอก......................(ลากเสียงยืด)

        คนที่ ๑ ขับ : พี่ทำให้เป็นวาง..........................................(ลากเสียงยืด)

        สองคนขับพร้อมกัน : ทำเขาขวางอยู่ปากช่อง

                                             ............................. (ลูกคู่รับ)

        คนที่ ๑ ขับ : พี่จะทาเขาเงิน..................(ลากเสียงยืด)

        คนที่ ๒ ขับ : น้องทำเป็นเขาทอง......................(ลากเสียงยืด)

        สองคนขับพร้อมกัน : ชะโงกง่อนเข้าหากัน..........................................(ลากเสียงยืด)

                                             ............................. (ลูกคู่รับ)

                                                            ฯลฯ

        

        บทกลอนหลายชั้น คือบทกลอนที่ขับซ้ำตั้งแต่สองเที่ยวขึ้นไป เหมาะกับผู้รากมีความชำนาญในการ หรือเหมาะกับผู้รำที่ออกรำคนเดียว การขับบทหลายชั้นนั้น ผู้ขับจะขับบทไปเที่ยวเดียวให้จบวรรคก่อน แล้วขับทวนกลับไปกลับมาอยู่ในวรรคนั้นหลาย ๆ เที่ยว เช่น


        บทผันหน้า : “นั่งผันหน้าไปอาเนย์ แลเห็นแล สองห้อง”

        ขับทวน : นั่งตรงนี้มานั่ง ตรงนั่นก็นั่ง นั่งนี่ผันหน้า ฉันจะทำว่าไป ไปโหน้ อาเนย์ ตรงนั้นเห็นแล เลนั้นสองห้อง สองห้อง สองห้อง

        ขับทวนใหม่อย่างเร็ว : ผันหน้า อาเนย์ แลเห็นผล สองห้อง

                                             ............................. (ลูกคู่รับ)


        การขับบทหลายชั้นอย่างนี้ ผู้ขับจะต้องตีท่าไปทีละคำ คือ ทุกคำจะต้องมีท่าประกอบในการขับบท โนราที่เคยมีชื่อเสียงในการขับบทหลาย ๆ ชั้นได้ดี เช่น โนราวันแห่งจังหวัดนครศรีธรรมราช โนราทะเลน้อยแห่งจังหวัดพัทลุง และโนราเฟื่องแห่งจังหวัดตรัง เป็นต้น

        บทกลอนที่ประกอบท่ารำนี้ เป็นบทที่แต่งขึ้นเป็นกลอนโนรา มีทั้งกลอนหก กลอนแปด และกลอนอื่น ๆ ที่สามารถนำมาขับให้เข้ากับทำนองของโนราได้ กลอนที่แต่งขึ้นนั้นเป็นบทชมดอกไม้ บทชมปากน้ำ บทชมภูเขา บทชมวัตถุโบราณ ความหมายของบทกลอนส่วนใหญ่ จะชี้แนะบอกให้รู้ให้เห็นหรือแนะนำให้รู้จัก ผู้ที่เอามารำประกอบท่านั้นจะต้องมีความสามารถในการตีบทมาก ในการตีบทประกอบท่ารำนั้นผู้รำใช้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ถ้าเป็นภูเขามักจะใช้เข่าแทน เพราะภาษาทางภาคใต้นั้น คำว่า ภูเขา และ เข่า นั้นออกเสียงเหมือนกัน ถ้าต้องการแนวตลก ผู้รำมักจะใช้คำผวน หรือเปรียบเทียบเรื่องราวต่าง ๆ ในบทกลอนมาเข้ากับอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ถ้าดอกบัวมักจะเปรียบกับนมของผู้หญิง ปากน้ำมักจะนิยมเปรียบกับช่องระหว่างขาทั้งสองในขณะลงท่าฉาก กลอนที่แต่งขึ้นนั้นจะมีแนวให้ตีท่าไปในทางตลกได้ทุก ๆ บท เป็นต้น


ตัวอย่างบทร้องที่ประกอบท่ารำ

        เป็นบทที่แต่งขึ้นเพื่อขับประกอบการท่ารำต่าง ๆ เริ่มต้นด้วยการ ออ ก่อนขับบท การออ... นั้นเป็นการกล่าวเพื่อให้เครื่องดนตรีหยุด หรือที่เรียกว่าลงเครื่อง ในการว่าออ.... นั้นแต่เดิมมีคาถาประกอบ เช่น คาถาว่า ออ อา ออ แอ ออ เมตตา อาเอ็นดู.... ถือกันว่าถ้าว่าคาถาประกอบการว่าออ... แล้วจะทำให้ผู้ชมติดอกติดใจในเสียงขับบท

        การขับบทครูสอนนั้นเริ่มต้นด้วยการ ออ... เสียก่อนแล้วจึงเริ่มขับบท เมื่อเครื่องดนตรีลงเครื่องแล้ว คือหยุดเครื่องบรรเลง เมื่อขับหมดบรรทัดหนึ่ง ๆ มีลูกคู่รับบทอีกครั้งหนึ่ง ในบทครูสอนบรรทัดที่ ๑ ลูกคู่รับดังนี้

        “ออว่าครูเอยครูสอน เสดื้องกรต่อง่า ออว่าเดื้องกรต่อง่าละน้อง เดื้องกรมาต่อง่า ว่าครูเอยโหฺน้ครูสอนเสดื้องกรมาต่อง่า” การรับบทของลูกคู่แบ่งออกเป็น ๔ ตอนดังนี้

        ตอนที่ ๑ ขับบทตอนแรกทั้งสองวรรคก่อน คือ ครูเอยครูสอน เสดื้องกรต่อง่า

        ตอนที ๒ ขับบทเฉพาะตอนหลังหรือวรรคหลัง คือ อ่อว่าเดื้องกรต่อง่าละน้อง

        ตอนที่ ๓ ขับเฉพาะวรรคหลัง คือ เดื้องกรต่อง่า

        ตอนที่ ๔ ขับทวนตั้งแต่วรรคแรกจนถึงวรรคหลัง คือ ว่าครูเอย โหฺนครูสอน เสดื้องกรต่อง่า

วรรคอื่น ๆ ก็รับเช่นเดียวกันหมด


บทครูสอน*

                ครูเอยครูสอน                   สอนแล้วแม่นาครูสอน                          เสดื้องกรต่อง่า

        ครูสอนให้ผูกผ้า                        สอนแล้วแม่นาผูกผ้า                            สอนให้ข้าทรงกำไหล

        สอนให้ครอบเทริดน้อย              สอนแล้วแม่นาครอบเทริดน้อย              แล้วจับสร้อยพวงมาลัย

        สอนให้ทรงกำไหล                    สอนแล้วแม่นาทรงกำไหล                    สอดใส่ซ้ายใส่ขวา

        ครูให้เสดื้องเยื้องข้างซ้าย          ออว่าเสดื้องเยื้องข้างซ้าย                     ตีค่าได้ห้าพารา

        ครูให้เสดื้องเยื้องข้างขวา           ออว่าเสดื้องเยื้องข้างขวา                     ตีค่าได้ห้าตำลึงทอง

        ตีนถีบพนัก                               ถีบแล้วแม่นะพนัก                                ส่วนมือชักเอาแสงทอง

        หาไหนจะได้เสมือนน้อง            หาไหนแม่นะได้เหมือนน้อง                   ทํานองพระเทวดา


บทสอนรำ*

                “สอนเจ้าเอ่ยสอนรำ                  ครูข้าขวัญเอ่ยให้รำ                        ครูให้ข้ารำเทียมบ่า

       อ่อแล้วปลดปลงลงมา                        ครูข้าขวัญเอ่ยให้รำ                        ครูให้ข้ารำเทียมพก

       วาดไว้ฝ่ายออก                                  ให้ยกเจ้าเอ่ยเป็นแพน                    แพนข้าเอ่ยผาหลา

       ยกขึ้นสูงเสมอหน้า                             เรียกชื่อขวัญเหอระย้า                    ระย้าพวงดอกไม้

       อ่อแล้วปลดปลงลงมาใต้                     ครูให้ขวัญเหอข้ารำ                       ครูให้ข้ารำโคมเวียน

       รำท่ากนกรูปวาด                                 วาดไว้เจ้าเอ่ยให้เหมือน                 วาดไว้ให้เหมือนกับรูปเขียน

       รำท่ากนกโคมเวียน                             รำท่าขวัญเหอกะเชียน                   รำท่ากะเชียนปาดตาล

       ตัวฉันนี้สวยนุช                                   พระพุทธขวัญเหอธะเจ้า                 พระพุทธเจ้าห้ามมาร

       ตัวฉันนี้นงคราญ                                 พระรามขวัญเหอจะข้าม                  พระรามจะข้ามสมุทร


บทรับของลูกคู่ ครูให้ข้ารำ ข้ารำเทียมบ่า ว่าครูให้ขวัญเหอข้ารำ รำข้าเอ่ยเทียมบ่า ว่าข้ารําเทียมบ่า

__________

* เขียนตามทํานองขับบท


บทประถม (ปฐม)

                ตั้งต้นให้เป็นประถม ตั้งต้นสาวนะเป็นประถม ถัดมาขวัญเอ่ยพระพรหม พรหมข้าเอ่ยสี่หน้า

                แล้วรำเป็นท่าสอดสร้อย ทูนหัวเหอ (เลยบท) นี่รำเป็นท่าสอดสร้อยให้ห้อยเป็นพวงมาลา ทำเวโหนโยนช้า อ่อว่าเวโหนโยนช้า แก้วข้าเอย ให้น้องนอน

                แล้วรำเป็นท่าผาหลา นี่รำเป็นท่าผาหลา แล้วซัดลงมาเพียงไหล ทำพิสมัยร่วมเรียง อ่อพิสมัยร่วมเรียงแก้วข้าเอยเข้ามาเคียงหมอน

                แล้วรำเป็นท่าต่างกัน รำไปเล่าเถิดสาวเหอ (เลยบท) นี่รำเป็นท่าต่างกัน แล้วค่อยมาหันเป็นนอนเถิดเจ้างามงามเหย (เลยบท) หันตรานี้หันให้เป็นหมอน ทำมรคาแขกเต้าบินไปเล่าเถิดสาวเหอ (เลยบท) นี่มรคาแขกเต้า แก้วข้าเหอบินเข้ารัง

                รำเป็นท่ากระต่ายชมจันทร์ รำไปเล่าเถิดสาวเหอ (เลยบท) อ่อนี่กระต่ายชมจันทร์ รำท่าพระจันทร์ทรงกลด รำไปเล่าเถิดสาวเหอ (เลยบท) นี่ท่าพระจันทร์ทรงกลด รำท่าพระรถโยนสารแก้วข้าเหอมารกลับหลัง

                รำท่าชูชายนาดกราย มานาดกรายเข้าวัง เถิดเจ้างามงามเอย (เลยบท) อ่อนี่นาดกรายเข้าวัง แล้วมานั่งหมอบเฝ้า แก้วข้าเหอเจ้านครินทร์

                รำท่าขี้หนอนร่อนรำ รำไปเล่าเถิดสาวเหอ (เลยบท) นี่ท่าขี้หนอนร่อนว่า รำแล้วเข้ามาเปรียบท่า นี่แหละเข้ามาเปรียบท่า รำท่าพระรามรามา แก้วข้าเอ่ยท้าวน้าวศิลป์

                ทำฝูงมัจฉาสาคร ค่อยลองเข้าในวารินเถิดเจ้างามงามเหย (เลยบท) นี่ลองเข้าในวารินฉันหลงใหลไปสิ้น อ่อว่าหลงใหลไปสิ้น แก้วข้าเอ่ยงามโสภา

                แล้วรำท่าโตเล่นหาง นี่รำท่าโตเล่นหาง ถัดมาท่ากวางโยนตัว ว่าไปเล่าเถิดสาวเหอ (เลยบท) อ่อนี่ท่ากวางโยนตัว อ่อแล้วรำยั่วเอาแป้ง... (เลยบท) อ่อนรำยั่วเอาแป้งแก้วข้าเหอมาผัดหน้า

                รำท่าหงส์ทองลอยล่อง เถิดเจ้างามงามเหย... (เลยบท) ล่องแล้วมันว่ายน้ำมา รำท่าเหราเล่นน้ำ แก้วข้าเหอสำหราญนัก

                แล้วรำท่าโตเล่นหาง นี่รำเป็นโตเล่นหาง ถัดมาท่ากวางเดินดง เดินไปเล่าเถิดสาวเหอ... (เลยบท) อ่อนี่ท่ากวางเดินดง รำเป็นท่าพระสุริวงศ์... (เลยบท) นี่ท่าพระสุริวงศ์แก้วข้าเอ่ยผู้ทรงศักดิ์

                รำท่าช้างสารหว่านหญ้า นี่ท่าช้างสารหว่านหญ้า ฉันดูสาน่ารักดู ๆ สามันน่ารัก แล้วรำพระลักษมณ์แผลงศร แก้วข้าเอ่ยจรลี

                รำท่าขี้หนอนฟ้อนฝูง เถิดเจ้างาม งามเอ่ย... (เลยบท) นี่ท่าขี้หนอนฟ้อนฝูง ถัดมานกยูงฟ้อนหาง ทําขัดจางหยางให้นางรำ นี่ขัดจางหยางให้นางรำ แล้วข้าเอ่ยทั้งสองศรี

                แล้วซัดขึ้นให้เป็นวง เถิดงามเลย ... (เลยบท) ซัดแล้วน้องนะเป็นวง มานั่งลงให้ได้ที่นั่งแล้วน้องนะได้ที่ ค่อยชักสีซอเอ่ยสามสาย... (เลยบท) นี่ชักสีซอสามสาย แก้วข้าเอ่ยย้ายเพลงรำ

                รำท่ากระบี่ตีท่า รำไปเล่าเถิดสาวเหอ... (เลยบท) นี่ท่ากระบี่ตีท่า อ่อจีนมาสาวไส้ นี่จีนมันมาสาวไส้ รำท่าชะนีร่ายไม้ แก้วข้าเอ่ย ดูเฉื่อยฉ่ำ

                ท่าเมขลาล่อแก้ว นี่ท่าเมขลาล่อแก้ว ล่อแล้วมาชักลำนํา นี่ก็ชักลำนำ เป็นเพลงรำแต่ก่อน แก้วข้าเอ่ยครูสอนมา

                ว่าเพลงรำแม่เอ้ยแต่ก่อน แก้วข้าเอ่ยครูสอนมา


        บทกลอนในท่าประถมนี้ ถือว่าเป็นท่าแม่บทของโนรา ตามบทร้องจะเห็นว่ามีคำว่า สาวนะทูนหัวเหอ หรือ แม่นะอยู่ คำเหล่านี้เป็นสร้อยต่อเพื่อให้บทที่ขับนั้นเข้ากับจังหวะ อาจจะใช้คำอื่น ๆ ก็ได้แล้วแต่เหมาะสม ท่ารำในท่าประถมเป็นท่าเลียนท่าจากสัตว์ เช่น ท่านกแขกเต้าบินเข้ารัง และตีท่าละเอียดมาก เช่น กว่านกแขกเต้าจะเข้ารังนั้นจะต้องมีการไซ้ขน เต้น สะบัด แล้วก็เต้นอีกจึงจะบินเข้ารัง ท่าอื่น ๆ ที่เลียนแบบท่าสัตว์ เช่น ท่ากระต่ายชมจันทร์ ท่าปลาล่องน้ำ ท่าสิงโตเล่นหาง ท่ากวางโยนตัว ท่ากวางเดินดง ท่าหงส์ล่องน้ำ ท่าจระเข้เล่นน้ำ ท่าช้างกินหญ้า ท่านกยูงฟ้อนหาง ซึ่งท่าต่างๆ เหล่านี้ผู้รำจะตีท่าละเอียดมาก พร้อมทั้งมีท่ารำสัมพันธ์กันทุก ๆ บท 


                                      บทผันหน้า

                นั่งผันหน้าไปอาเนย์                          แลเห็นเลสองห้อง

        เป็นตรอกเบ็นวาง                                     ภูเขาขวางอยู่ปากช่อง

        เขาเงินเขาทอง                                        ชะโงกง่อนเข้าหากัน

.        เป็นถ้ำเป็นเวิง                                         อยู่เป็นเชิงเป็นชั้น

        เป็นขุมเป็นขั้น                                          ค่อยถัดกันลงมา

        น้ำใสไหลพุ่ง                                           ไหลมาทบคุ้งพุ่งฉา

        หินงอกออกมา                                         กลับเป็นหน้าพระราหู

        เป็นเพิงเวิ้งว้ำ                                           ทำเป็นถ้ำเป็นตู

        ค้างคาวเข้าอยู่                                         เกี่ยวชะง่อนก้อนผา

        ค้างคาวตัวหนึ่งสองตัว                              ห้อยหัวลงมา


                                      บทสีโต

                สีเอยสีโต                                         ทำราโพราพา

        ปากน้ำกั่วป่า                                             มีบรรพตาชายวารี

        ข้างซ้ายเกาะหล้า                                      ข้างขวาเกาะสาหมี

        ศักดิ์สิทธิ์ฤทธี                                           ย่านวารีอยู่หว่างเขา

        เรือพายเรือแจว                                         ไปตามแถวลำนำ

        ช่องทางหว่างเขา                                      มีลำเนาสายสินธุ์

        ตรงกลางหว่างวาริน                                   มีหินล้อมวง

        เป็นชั้นเป็นช่อง                                         ทําเป็นห้องเหินหงส์

        มีทางขึ้นทางลง                                         มาสรงสาคร

        ศิลางอกออกยั่ว                                         กลับเป็นหัวไกรสร


                                      บทชมดอกไม้

                น้องนั่งทําดอกไม้                               พอทําได้แต่ไม่ดี

        ทําเป็นดอกมาลี                                         แลต้าพี่พุมมันยังเล็ก

        ดอกไม้ของเด็ก ๆ                                       มันยังเล็กขึ้นตั้งพุม

        ยังไม่เหมือนดอกมะลิซ้อน                           แมงมามอนกันอยู่กลุ้ม

        ภุมรินบินมารุม                                            มาตอมกุมราสาหน้าแล

        พ่อและแม่ที่มาแลตัวฉาน                            จะทําดอกโพตานให้บานแฉ้

        ให้บ่าวสาวเข้ามาแล                                   คุณชมแต่ดอกโพตาน

        ดอกไม้ของน้องมันยังสด                             ชั่งส่งแต่รสหอมหวาน

        ธรรมดาดอกโพตาน                                     แลมักลานในลูกตา

        ตัวน้องทําดอกไม้                                        ยังขอไม่ได้ก่อนพี่บ่าวนะ


บทเพลงทับเพลงโทน

        ใกล้จะรุ่งพระสุริยา ดาดฟ้ามันฤกษ์ วิรุณเบิก รักน้องสว่างใส ใกล้จะรุ่งพระสุริยาแล้วโดโด้น้อง ใกล้จะรุ่งพระสุริยา ดาดฟ้ามันฤกษ์ ฤกษ์ ๆ ๆ นี่วิรุณละเบิก แล้วค่อยกระจ่างงามเอ่ยสว่างไส

        สองตาดูไปทั่วจบ แล้วผันไปเห็นนภาลัย ฉันผันไปเข้ามายืนพินิจ โน่นทิศบูรพา

        ผันไปเห็นเมฆฉาย ไอ้นี้เมฆ ไอ้นั่นฉาย พระพายพาเลื่อนแล้วนะน้อง นี่แหละพระพายพาดูกลับเกลื่อน นี่ซับซ้อน บนชะง่อนผา ไอ้นี้กลับเกลื่อนซับซ้อน บนชะง่อนผา

        ไอ้นี่เป็นเพิง เป็นเวิ้ง ไอ้นี้ว้ำ เป็นถ้ำหน้าลง โน่นต้นพฤกษาหมันสูงลิ่ว ออแลเป็นทิวเรียง

        ต้องพระพายนี่แหละพระพายฉายพัด พัดมาแล้วนะเหวอน้อง พระพายพัดแกวก แล้วแยกเป็นชั้น ต้นไม้หันผันละเล่ ออกิ่งมันเวเหวี่ยง

        จะทำเป็นรูปสิงโต ยักคอยกคอ แล้วเข้ามาเคียง ทำมองทำเมียงยามต้องพระพาย แล้วพัดหายไป

        กลายเป็นรูปกุมภา เดเด้เป็นรูปกุมภา ปากมันอ้า ส่วนเขี้ยวมันขาว ลำตัวมันยาวใหญ่

        กลายเป็นรูปวานร ออนี่แหละรูปวานร ออมานั่งหาเหา มาเกามาคันอยู่บนชะง่อนหินพอหยิบได้เพื่อนก็พา พาแล้วเอามากิน ทำโดดดิ้นกลอกกลับ แล้วจับเอาพระกร

        กลายเป็นรูปยักษา ท้าวมารามีฤทธิ์ นี่แหละท้าวมารามีฤทธิ์ ถือกระบองป้องปิดยืนอยู่สลอน

        ว่าเวลาเอยขวัญเอยสมยาม รำไปเล่าตะเหวอน้อง


        บทพันหน้า บทสีโต บทชมดอกไม้ หรือบทเพลงทับเพลงโทนเหล่านี้ เป็นบทที่ยกเป็นตัวอย่างเล็กน้อยเท่านั้น แท้จริงแล้วบทต่าง ๆ เหล่านี้มีหลายบท โนราแต่ละคณะจะมีถึงประมาณ ๑๐ บทขึ้นไป แล้วแต่บทจะแต่งไปในเนื้อความทำนองใด และก่อนที่ผู้รำจะขับบทเหล่านี้ จะต้องรำโชว์ท่ามามากแล้วจึงจะขับบทผันหน้า บทสีโต หรือบทเพลงทับเพลงโทน เมื่อผู้รำขับบทจบเป็นวรรค ๆ หรือจบบทหนึ่งของบาทนั้นก็จะมีลูกคู่รับบท ชาวภาคใต้ถือกันว่าถ้าจะดูโนราให้สนุกนั้นจะต้องดูโนรารำทำบทหรือรำตีบท เพราะการรำทำบทของโนรานั้นทำให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมมากกว่ารำท่าอื่น ๆ

        ๒. บทร้องที่ไม่มีท่ารําประกอบ คือบทโนราที่ขับอย่างเดียว โดยไม่ได้มีท่ารำประกอบบทเหล่านี้ได้แก่ บทกาดครู (บทเชิญครู, บทไหว้ครู, บทสรรเสริญครู) บทหน้าม่าน (บทหลังฉาก, บทในห้อง, บทหลังม่าน) หรือบทอื่น ๆ ที่โนราใช้ขับแต่ไม่มีท่ารำประกอบ หรือไม่ใช้ท่ารำรำตามบท

        บทคาดครู ในบางท้องถิ่นอาจจะเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น บทเชิญครู บทไหว้ครู หรือบทสรรเสริญครูก็เรียก บทการครูนี้ขับเพื่อรำลึกถึงครูบาอาจารย์ของโนรา บทกาดครูของโนราแต่ละคณะอาจจะขับแตกต่างกันออกไป

        บทขานเอ บทขานเอนี้ไม่มีเครื่องดนตรีประกอบ ทั้งผู้ขับและลูกคู่จะขับไปพร้อม ๆ กัน บทขานเอที่ถือว่าเป็นแบบโบราณมาแต่เดิม จะขึ้นต้นด้วยบทขับว่า “รื่น ๆ ลูกจะไหว้นางธรณี... อ่อเหล่าแหละ ผึ่งแผน” แนวการขับบทขานเอ ขับ ดังนี้

        (ผู้ขับ) รื่น ๆ ลูกจะไหว้นาง (ลากเสียงยาว) ธอระนี อ่อเล่าแหละ ผึ่งแผน

        (ลูกคู่รับ) พร้อมกับผู้ขับ เมื่อขับถึงตอนที่ว่า “อ่อเล่าแหละ ผึ่งแผน”


        หลังจากการขับบทขานเอแล้ว ก็จะขับบทฤกษ์งามยามดี

        บทฤกษ์งามยามดี บทนี้มีเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบ ใช้เพลงหน้าแตระ มีท่านองตามเสียงดังของเครื่องดนตรีว่า เทิงตึง เทิงตึง เหตุที่เรียกว่าบทฤกษ์งามยามดีนั้น เพราะว่าโนราเกือบทุกคณะจะขึ้นต้นบทกาดครูตอนนี้ว่า “ฤกษ์งามงามดี บ้านนี้ชอบยามพระเวลา” อาจจะมีการขับที่ขึ้นต้นแตกต่างกันออกไปบ้าง เช่น “ดึกมาแล้วแก้วพี่ ป่านนี้ชอบยามพระเวลา” บทกาดครูนี้เมื่อนายโรงหรือผู้หนึ่งผู้ใดในคณะโนรานั้น ๆ ขับแล้วก็จะมีลูกคู่รับบทสลับกันไปทีละวรรค ๆ จนจบ บทฤกษ์งามยามดี มีแนวขับดังนี้

        (ผู้ขับ) อ่อว่าฤกษ์งามยามดี ป่านนี้ชอบยามพระเวลา

        (ลูกคู่รับ) อ่อว่าฤกษ์งามยามดี บ้านนี้ชอบยามพระเวลา อ่อว่าชอบยามเวลา


        บทเพลงร่ายแตระ (หรือร่ายแตระ) บทนี้โนราแต่ละคณะมีคำขึ้นต้นบทกลอนไม่เหมือนกัน เช่น บางคณะขึ้นต้นว่า “พอลงถึงโรง ลูกจะตั้งนโม อิติปิโส ภควา” หรือ “ลูกกาดครูเท่านั้นแล้วผ่องแผ้วเป็นเพลงพระคาถา” หรืออาจจะขึ้นต้นอย่างอื่นแล้วแต่บทกลอนที่รับถ่ายทอดกันมา อย่างไรก็ตาม ในบทกาดครูตอนนี้ ที่ทุกคณะมีเหมือนกัน คือ เพลงโดยใช้เพลง “ร่ายแตระ” หรือบางคนเรียกว่า “เพลงรายแตระ” เพลงนี้เครื่องดนตรีเน้นแตระเป็นสำคัญ มีทํานองตามเสียงดังของเครื่องดนตรีว่า เทิง แตระ เทิง แตระ... เป็นจังหวะเร็วกว่าเพลงหน้าแตระ แนวในการขับบทรายแตระหรือร่ายแตระ

        (ผู้ขับ) ลูกกาดครูเท่านั้นแล้ว ผ่องแผ้วเป็นเพลง คากา

        (ลูกคู่รับ) น้องเอ้ยนั้นแล้ว ผ่องแผ้วเป็นเพลงคาถา

        (ผู้ขับ) ลูกไหว้นางหงส์ กรงพาลี ไหว้ธรณี เมขลา

        (ลูกคู่รับ) น้องเอ้ยพาลี ไหว้ธรณี เมขลา


        บทร่ายแตระ นอกจากจะใช้ในการกาดครูแล้ว ยังขับตอนที่โนราจะนั่งผันหน้า หรือก่อนนั่งทำบทอื่น ๆ อีกด้วย การขับบทนี้บางคนอาจจะแสดงท่าไปด้วย แต่ใช้เฉพาะมือเท่านั้น เพราะนั่งว่าบนพนัก บางคนจะขับบทร่ายแตระไปพลางและจะสวมเล็บไปพลาง จนจบบทและสวมเล็บจบพอดี


                                              บทร่ายแตระบางบท

                คุณเอ่ยคุณครู                                          เหมือนฝั่งแม่น้ำพระคงคา

        คิ่น ๆ จะแห้งไหลมา                                         ยังไม่รู้สิ้นรู้สุด

        สิบนิ้วยกขึ้นตำเหนิน                                         สรรเสริญยอไหว้คุณพระพุทธ

        พ่อจำศีลยังไม่รู้สิ้นรู้สุด                                     ไหว้พระเสียก่อนต่อสวดมนต์

                                                        ฯลฯ

                ยามเอ่ยยามดึก                                        สุริยาเล่นลึกดึกมาแล้ว

        ฉันไม่ได้อยู่โลมโฉมนางน้องแก้ว                       เหนื่อยหนักพักแล้วพอหายร้อน

        เมื่อยามไปสรงพระคงคา                                   ผลัดผ้าภูษาเอาไว้ก่อน

        ชายหยุดพักให้สบาย ให้พอคลายหายร้อน          สักหน่อยหนึ่งก่อนต่อไคลคลำ

        จะไปไหนอย่าไปให้ค่ำ ค่ำ                                 กลับมาพี่จะรำเอาไว้ถ้า

        จะไปไหน อย่าไปให้เนิ่นช้า                               ลงโรงคร่าวถ้าเจ้าหน้านวล

        อดหมากอดพลูทั้งปูนยา                                    ป่านนี้ไม่มาทรามสงวน

        รุ่งเช้านี้หนอพี่ขอลานวล                                    ลำดวนขอลามณฑาทอง


        การขับบทกลอนบทร่ายแตระ ผู้ขับนิยมลากเสียงให้ยืด โดยให้เข้ากับจังหวะ และก่อนจะขับจะต้อง “ออ” เสียก่อนทุกครั้ง

        บทเพลงทับเพลงโทน บทนี้โนราหลายคณะจะขึ้นต้นเหมือนกัน คือ “หัตถ์ทั้งสองประคองตั้ง ลูกยกขึ้นเหนือเศียรรัง ดังดอก ดอกเอย ปทุมมาล์” ที่เรียกว่าเพลงทับเพลงโทน ก็เพราะใช้ทับเป็นจังหวะที่สำคัญ ซึ่งมีทำนองตามเครื่องของเสียงดนตรีว่า “ฉับ ฉับ ฉับฉบ เทิง เทิง เทิง” การขับบทนี้มีแนวดังนี้

        (ผู้ขับ) หัตถ์ทั้งสองประคองตั้ง ลูกยกขึ้นเหนือเศียรรัง ดังดอก ดอกเอย ปทุมมาส์

        (ลูกคู่รับ) ยกเหนือเศียรรังดังดอก ดอกปทุมมาล์ อ่อยกขึ้นเหนือเศียรรัง ดังดอก ดอกเห้ยปทุมมาล์


        ถ้าเป็นการเชิญครูหรือกาดครูในโรงธรรมดา บทกาดครูจะจบลงด้วยเพลงทับเพลงโทน หรือมาสมัยหลัง (ประมาณ ๓๐ ปีผ่านมาแล้ว) จะมีบทบางบทแทรกเข้ามา เช่น บทขับชมเจ้าของงาน บทเล่าประวัติของคณะโนราคณะนั้น ๆ ถ้าหากว่าเป็นบทกาดครูในการรำโรงครู หรือรำแก้บน บทกาดครูจะมีบทอีกบทหนึ่ง คือบทเชิญครูหมอ ซึ่งมีทำนองแตกต่างกันออกไป บทเชิญครูหมอนี้ดนตรีจะบรรเลงเป็นเพลงเชิด

        บทหลังม่าน บทหลังม่านนี้เรียกแตกต่างกันออกไป เช่น “หลังฉาก” “บทในห้อง” หรือ “บทหน้าม่าน” ก็เรียก เดิมทีเดียวโนราไม่มีบทหน้าม่าน หรือบทหลังม่าน เพิ่งมีบทนี้ขึ้นมาเมื่อโนราเริ่มมีฉากกั้นบังระหว่างห้องแต่งตัว กันส่วนที่รำหน้าเวทีหรือหน้าโรง

        จุดประสงค์ในการขับบทหลังฉาก เป็นการดึงความสนใจของผู้ชมให้ทราบว่าโนราจะออกไปรำแล้ว หรืออาจจะขับบทหลังม่านเพื่อโชว์เสียง โชว์หรืออวดบทกลอนของผู้ที่จะออกไปรำ บางทีบทหลังฉากก็ขับเพื่อเป็นการถ่วงเวลาในการแสดงทำนองของบทที่ขับอาจจะเป็นทำนองหนังตะลุง (กลอนหนัง) ซึ่งขับเป็นกลอนแปด หรือทำนองกลอนเมืองนคร หรือ ทํานองคําคอน หรือ กลอนสมห้อง ความหมายของบทที่ขับนั้น แล้วแต่จุดประสงค์ของผู้แต่งบท อาจจะมีความหมายในเชิงปลุกใจให้รักชาติ ชมความงามของหญิงสาวหรือบทกลอนที่ขับแล้วเนื้อเรื่องสะท้อนชีวิตในสังคม หรืออาจจะมีความหมายไปในเชิงชมธรรมชาติก็ได้

        ตัวอย่างบทหลังม่าน* ที่มีความหมายปลุกใจให้รักชาติ

                ธงไตรรงค์จงประดับผูกกับสาย                           สะบัดพริ้วปลิวชายอยู่ปลายเสา

        เป็นสัญญลักษณ์เอกราชชาติไทยเรา                          ภูมิลำเนาถิ่นฐานแดนขวานทอง

        พ่อขุนศรีอินทราทิตย์พิชิตขอม                                   ลาวมอญยอมให้เข้าเป็นเจ้าของ

       ตั้งอาณาจักรสุโขทัยไทยครอบครอง                            ได้ปกป้องยืนมากว่าร้อยปี

       คราวสมัยอยุธยาพม่าพาล                                           เข้ารุกรานรบพุ่งรับเอากรุงศรี

       เป็นเมืองขึ้นของพม่าสิบห้าปี                                       เกิดคนดีนักสู้กู้คืนมา

       นามพระนเรศวรมหาราช                                              ป้องกันชาติกล้าแกร่งแข็งอาสา

       เมื่อคราวครั้งสิ้นสุดอยุธยา                                           ถูกพม่าเผาซ้ำทำลายลง

       สถาบันของชาติ ศาสน์ กษัตริย์                                    ภัยพิบัติแทบจะสูญประยูรหงส์

       แยกเป็นก๊กเป็นเหล่าตามเผ่าพงศ์                                มุ่งดำรงขึ้นเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

              ผู้ร่วมไทยให้เป็นไทยได้มั่นคง                              นับถือองค์สมเด็จท้าวเจ้าตากสิน

       ตั้งกรุงธนบุรีศรีธานินทร์                                               ปราบไพรินสิ้นซากฝากฝีมือ

       สมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก                                      เข้าสับโขกทัพพม่าไม่กล้าหือ

       เขมรมอญลาวแยกแตกทัพฮือ                                      เลือดไทยลือเลือดนักสู้กู้บ้านเมือง

       สมัยรัชกาลที่ห้าไอ้ฝรั่ง                                                ทำจังกั้งรุกรานพาลหาเรื่อง

       ไทยเรารอดด้วยผู้นำทำประเทือง                                  ค่อยยักเยื้องถ่ายเทเพทุบาย

       ทั้งลาวญวนและจีนเกือบสิ้นชาติ                                   แต่ไทยคงเอกราชประหลาดหลาย

       เลือดไทยหลั่งครั้งตาคุณย่ายาย                                    ลูกหลานไทยอย่ามุ่งร้ายทำลายไทย

       พื้นแผ่นดินสิ้นสุดเท่านี้แล้ว                                           ติดตรึงแนวมหาสมุทรสุดกว้างใหญ่

       อยู่ตรงนี้สู้ตรงนี้ไม่ยอมใคร                                            ให้ธงไตรรงค์อยู่คู่ขวานทอง

__________

* พ่วง บุษรารัตน์ โรงเรียนบ้านท่ามิหรำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เรียบเรียง


       กลอนอื่น ๆ ที่แตกต่างไปจากบทที่กล่าวมาแล้ว เริ่มมีขึ้นในสมัยหลัง คือสมัยที่โนราเริ่มขับกลอนสด หรือกลอนโต้ตอบกันระหว่างโนราใหญ่กับตัวตลก เริ่มมีมาประมาณ ๓๐ ปีมาแล้ว โนราที่มีชื่อเสียงในการโต้ตอบกลอนเหล่านี้ ได้แก่ โนราเติม วิน วาด แห่งจังหวัดตรัง โนราพินพัน แห่งจังหวัดพัทลุง ตัวตลกที่สำคัญเช่น พรานแป็ง ประจำโรงโนราเติม วิน วาด พรานวินัย ประจำโรงโนราพินพัน การโต้กลอนสดกันนี้ตัวตลกจะขับเป็นกลอนตลก แต่ตัวโนราใหญ่จะขับไปในแง่ของเนื้อความหมายที่ดี ทั้งคู่จะสับเปลี่ยนกันขับ และบทจะต้องสัมผัสกัน นอกจากบทโต้กลอนสดกันแล้ว ยังมีกลอนที่นิยมขับอีกบทหนึ่งคือ กลอนที่ขับก่อนโนราจะนั่งพนักหรือหลังจากรำทำบทเสร็จแล้ว กลอนที่นำมาขับเป็นกลอนสี่ กลอนหก หรืออาจจะเป็นกลอนหนังตะลุง (กลอนแปด) เช่น

              ทั้งพี่น้องน้าป้าขออภัย

       เรื่องบทเก่าฉันไซร้งดไว้ก่อน

       ถ้าผู้ใดใครเห็นไม่เป็นการ

       อย่านินทาอาจารย์ท่านผู้สอน

       ฉันศิษย์ขนอุปถัมภ์ออกมารำฟ้อน

       ท่านได้สอนตัวฉันหลายวันมา

       เรื่องการรำเชี่ยวชาญท่านรู้ดี

       เป็นชาตรีโบราณนานนักหนา

       ท่านขุนอุปถัมภ์ท่านได้นำพา

       นี่ศิษย์พุ่มเทวาเข้ามารำ

                      ฯลฯ


หรือกลอนสี่ เช่น

              ในถ้ำคูหา                                มีพระบรรทม

       พระยืนพระตั้ง                                 พระนั่งประนม

       มีพระบรรทม                                   ในถ้ำคูหา

       ธูปเทียนตามหวาย                           เรียงรายถ้วนหน้า

       มีเกียงระย้า                                     ห้อยร่าเรียงราย

       พระยืนทรงเครื่อง                             อร่ามเรืองเฉิดฉาย

       พรรณนาว่าไว้                                  มากมายวิเศษ

                                       ฯลฯ


ท่ารำ

       ท่ารำของโนราไม่มีกฎเกณฑ์ หรือหลักตายตัวที่แน่นอน ว่าทุกคนหรือทุกคณะจะต้องรำเหมือนกัน เพราะการรำโนรา คนรำจะบังคับเครื่องดนตรี หมายถึงคนรำจะรำไปอย่างไรก็ได้แล้วแต่ลีลา หรือความถนัดเฉพาะของแต่ละคน เครื่องดนตรีจะบรรเลงตามท่ารำ เมื่อผู้รำเปลี่ยนท่ารำจากท่าหนึ่งไปเป็นอีกท่าหนึ่ง เครื่องดนตรีต้องสามารถเปลี่ยนเพลงประโคมไปตามคนรำให้ได้ ที่จริงแล้วท่ารำที่มีมาแต่กำเนิดนั้น สันนิษฐานว่าจะต้องมีแบบแผนที่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ารำในบทครูสอน สอนรำ และบทประถม แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าผู้ใดเป็นผู้ถ่ายทอดไว้ บางคนก็คิดว่านางนวลทองสำลี บางคนก็เข้าใจว่าเป็นขุนศรีศรัทธา ท่ารำต่าง ๆ เป็นการถ่ายทอดรับช่วงต่อ ๆ กันมาหลายช่วง จึงทำให้ท่ารำที่คิดว่าเป็นแบบแผนมาแต่เดิมนั้นเปลี่ยนแปลงไป เพราะถ้าจะประมวลท่ารำต่าง ๆ ของโนราแล้วจะเห็นว่าเป็นการตีท่าตามบทที่ร้องแต่ละบท การตีท่ารำตามบทร้องนี้เองเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ท่ารำเปลี่ยนแปลง และแตกต่างกันไปมากเพราะท่ารำที่ตีออกมานั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ที่ตีท่า ว่าบทอย่างนั้นจะตีท่าไปอย่างไร ภายหลังจึงดัดแปลงไปเรื่อย ๆ แล้วแต่ใครเห็นเหมาะสม ท่ารำต่าง ๆ ที่ดีออกมาจากบทร้องหรือบทขับของโนรานั้น บางคนอาจจะถือวงแขนเป็นสำคัญ บางคนอาจจะเอาส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มีวงหน้า ลำตัว แขน ขา มือ เท้า หรือทุก ๆ ส่วนมาประกอบในการตีท่า จึงทำให้ท่ารำที่ออกมาจากแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ในขณะที่รำไปนั้นบางคนอาจจะยึดวงแขนเป็นส่วนสำคัญในการรำ บางคนอาจจะถือฉากของลำแขนและขาเป็นสำคัญ ซึ่งก็แล้วแต่ความสามารถของคนรำ หรือการได้รับถ่ายทอดต่อ ๆ กันมาอีกเช่นกัน

       ท่ารำที่ค่อนข้างจะแน่นอนว่าเป็นแบบแผนมาแต่เดิมอันเป็นที่ยอมรับของคนในภาคนั้น จะต้องมีพื้นฐานเบื้องต้นมาดังนี้

การทรงตัวของผู้รำ ผู้ที่จะรำโนราได้สวยงามและมีส่วนถูกต้องอยู่มากนั้น จะต้องมีพื้นฐานการทรงตัวดังนี้

       ช่วงลำตัว จะต้องแอ่นอกอยู่เสมอ หลังจะต้องแอ่น และลำตัวยื่นไปข้างหน้า ไม่ว่าจะรำท่าไหน หลังจะต้องมีพื้นฐานการวางตัวเช่นนี้เสมอ

       ช่วงวงหน้า วงหน้าหมายถึงส่วนลำคอกระทั่งศีรษะ จะต้องเช็ดหน้าหรือแหงนขึ้นเล็กน้อยในขณะรำ

       การย่อตัว การย่อตัวเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง การรำโนรานั้นลำตัวหรือทุกส่วนจะต้องย่อลงเล็กน้อย นอกจากย่อลำตัวแล้ว เขาจะต้องย่อลงด้วย

       ส่วนก้น จะต้องงอนเล็กน้อย ช่วงสะเอวจะต้องหัก จึงทำให้ดูแล้วสวยงาม

การเคลื่อนไหวของผู้รำ การเคลื่อนไหวของผู้รำก็เป็นสิ่งจําเป็นเหมือนกัน การรำโนราจะดีได้นั้น ในขณะที่เคลื่อนไหวลำตัว หรือเคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งก็แล้วแต่ เช่น การเดินรำ ถ้าหากว่าส่วนล่าง (หมายถึงส่วนเท้า) ไหว ช่วงลำตัวจะต้องนิ่ง ส่วนบนมือ และวงหน้าจะไปตามลีลาท่ารำ ถ้าหากท่ารำเน้นวงแขน หรือส่วนลำตัวช่วงบนเป็นส่วนใหญ่ ช่วงลำตัวส่วนล่างนั้นจะนิ่ง ช่วงลำตัวส่วนบนหรือส่วนล่างนั้น ยึดสะดือเป็นแกนกลาง

       เมื่อผู้รำมีการทรงตัว และเคลื่อนไหวดีแล้วจะมีส่วนทำให้การรำโนราสวยงามขึ้น และเป็นพื้นฐานเบื้องต้นในการรำโนรา ท่าโนราที่ถือว่าเป็นแม่ท่ามาแต่เดิมนั้นคือ “ท่าสิบสอง”

       ท่าสิบสอง โนราแต่ละคณะจะมีท่าไม่เหมือนกันเพราะอาจจะได้รับการถ่ายทอดมาไม่เหมือนกันดังกล่าวมาแล้ว บางตำนานบอกว่ามี ท่ากนก ท่าเครือวัลย์ ท่าฉากน้อย ท่าแมงมุมชักใย ท่าเขาควาย (ซึ่งมีกล่าวถึงรายละเอียดอยู่แล้วในเรื่องตำนานของโนรา) บางตำนานบอกว่ามีท่ายืนประนมมือ ท่าจีบไว้ข้าง ท่าจีบไว้เพียงสะเอว ท่าจีบไว้เพียงบ่า ท่าจีบไว้ข้างหลัง ท่าจีบไว้เสมอหน้า หรือมีท่าเขาควาย อย่างไรก็ตาม ที่จริงแล้วท่าพื้นฐานของโนราน่าจะมีมากกว่านี้ สังเกตได้จากพื้นฐานในบทประถมซึ่งถือว่าเป็นแม่บทของโนรา ดังนั้นท่ารำในท่าสิบสอง ไม่สามารถที่จะบอกให้ตายตัวลงไปได้ว่ามีท่าอะไรบ้าง

       ท่ารำบทครูสอน เป็นท่าประกอบคำสอนของครูโนรา คำสอนวิชาโนรา เช่น สอนให้รู้จักตั้งวงแขน เยื้องขา และเท้า สอนให้รู้จักสวมเทริด สอนให้รู้จักนุ่งผ้าแบบโนรา ท่ารำในบทครูสอนนี้เป็นท่าเบื้องต้นที่สอนให้รู้จักการแต่งกายแบบโนรา หรือมีท่าประกอบการแต่งกาย เช่น

       ท่าเสดื้องกรต่อง่า เป็นการสอนให้รู้จักกรายแขนหรือยื่นมือรำนั่นเอง

       ท่าครูสอนให้ผูกผ้า เป็นการสอนให้รู้จักนุ่งผ้าแบบโนรา เวลานั่งนั้นจะมีเชือกคอยผูกสะเอวอยู่ด้วย

       ท่าสอนให้ทรงกำไล คือสอนให้ผู้ที่จะเริ่มฝึกรำรู้จักสวมกำไลทั้งซ้าย-ขวา หมายถึงมือซ้ายและมือขวานั่นเอง

       ท่าสอนให้ครอบเทริดน้อย คือสอนให้รู้จักสวมเทริด การครอบเทริดน้อยนั้น ถ้าเปรียบถึงการบวชเรียนสมัยก่อนเปรียบเหมือนการบวชสามเณร ครอบเทริดใหญ่หรือพิธีครอบครูนั้น เปรียบเหมือนบวชเป็นภิกษุครอบเทริดน้อยไม่พิธีรีตองอะไรมากนัก

       ท่าจับสร้อยพวงมาลัย คือท่าที่รู้จักเอามือทำเป็นพวงดอกไม้หรือช่อดอกไม้

       ท่าเสดื้องเยื้องข้างซ้าย-ขวา ทั้งสองท่านี้เป็นท่าที่สอนให้รู้จักกรายขาทั้งซ้าย และเสดื้องเยื้องข้างขวา

       ท่าถีบพนัก คือท่ารำที่เอาเท้าข้างหนึ่งถีบพนัก (ที่สำหรับนั่งรำ) แล้วเอามือรำ

       ท่าทางต่าง ๆ ในบทครูสอนนี้ โนราแต่ละคณะจะรำไม่เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะได้รับการถ่ายทอดมาไม่เหมือนกัน หรืออาจจะเป็นเพราะความถนัดแตกต่างกัน จึงทำให้ท่ารำที่ออกมาไม่เหมือนกัน บางคณะนั่งรำ แต่บางคณะยืนรำ ท่าต่าง ๆ ในบทครูสอนนี้มีอยู่ละเอียดในภาพแสดงท่าร่า (ท้ายบทนี้)


ท่ารำในบทสอนรำ

       บทสอนรำมีคำร้องประกอบท่ารำ คือเป็นบทสอนให้รำท่าต่าง ๆ เช่น การตั้งวงแขนระดับต่าง ๆ หรือท่าต่าง ๆ ที่แกะออกมาจากท่าของตัวละครในวรรณคดี


ท่าที่สอนให้รู้จักจัดระดับวงแขน

       ท่ารำเพียงบ่า มือระดับไหล่ ท่ามือรำระดับหน้าพก ท่ายกมือรำเสมอหน้า


ท่าที่สอนให้เลียนท่ารำจากธรรมชาติหรือจากท่าทางของตัวละครในวรรณคดี

       ท่าระย้าพวงดอกไม้ ให้รู้จักทำเป็นช่อดอกไม้โดยใช้มือแทน

       ท่ากนกหรือกระหนก เป็นท่าลวดลายไทย เรียกว่ากนกรูปวาด

       ท่าพระพุทธเจ้าห้ามมาร เป็นการเลียนท่าพระพุทธรูปปางห้ามมาร

       ท่าพระรามข้ามสมุทร เป็นการเลียนตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ นอกจากนี้ยังมีท่าอื่น ๆ อีกมากซึ่งมีบทสอนรำประกอบการแสดงท่ารำต่าง ๆ


ท่ารำในบทประถม (ปฐม)

       ท่าต่าง ๆ ในบทประถมนี้ ถือว่าเป็นท่าพื้นฐานของโนรา เมื่อโนราจะรำทำบทหรือรำตีบทก็จะเอาหรือแกะท่าจากบทประถมบางท่าไปประกอบบทร้อง ท่าต่าง ๆ ในบทประถมเป็นการเลียนธรรมชาติ เช่น ท่าสัตว์ต่าง ๆ เช่น ท่าสิงโต ท่านกแขกเต้า ท่ากวางเดินดง ท่าหงส์ทอง เป็นต้น นอกจากจะเลียนจากธรรมชาติแล้ว ยังแกะจากตัวละครในวรรณคดี เช่น ท่าพระลักษมณ์แผลงศรหรืออาจจะมาจากการตีท่ารำตามบท ซึ่งพอจะสรุปท่าต่าง ๆ ดังนี้ (ไม่คิดท่าเชื่อมหรือท่าต่อเนื่อง)

       ๑. ท่าประถมพรหมสี่หน้า ท่านี้แยกออกเป็นท่าประถม และท่าพรหมสี่หน้า ท่าพรหมสีหน้านั้นเป็นหลักอยู่สี่คน คือมีสี่หน้า จะมีคนอื่นประกอบบ้างเพื่อให้ท่าสวยงามขึ้นก็ได้

       ๒. ท่าสอดสร้อย ท่านี้ตีท่าออกมาเป็นสองท่าคือ ท่าสอดสร้อยท่าหนึ่งเป็นการรำสองมือ และท่าห้อยเป็นพวงดอกไม้ท่าหนึ่ง คือ ห้อยเป็นพวงมาลา ถ้าเปรียบกับท่าของนาฏศิลป์ไทยคือ ท่าสอดสร้อยมาลา

       ๓.ท่าเวโหนโยนช้าให้น้องนอน แบ่งเป็นท่าเวโหนโยนช้า คือท่ากล่อมท่าหนึ่ง และเป็นท่าน้องนอนอีกท่าหนึ่ง เปรียบกับท่า ช้านางนอนของนาฏศิลป์ไทย

       ๔. ท่าผาลาเพียงไหล่ โนรานั้นแบ่งเป็นท่าผาลา (ภาษาพื้นเมืองภาคใต้ว่า ผาหลา) และเป็นท่ารำเพียงไหล่อีกท่าหนึ่ง

       ๕. ท่าพิสมัยเคียงหมอน การตีท่าของโนรานั้น แยกละเอียดแต่ละท่าดังนี้คือ ท่าพิสมัย ท่าร่วม ท่าเรียง และท่าเคียงหมอน

       ๖. ท่าต่างกัน หมายถึงท่าแตกต่างกัน ถ้ารำหลายคนอาจจะจัดท่าอย่างไรก็ได้ ให้ดูแล้วสวยงาม

       ๗. ท่าหันเป็นมอน คือท่าหมุนให้เป็นวงกลม ท่านนี้มีกระบวนท่าอยู่สองท่า คือ ท่าท่องโรงและท่าเคลื่อนไหวรอบตัว คำ หันเป็นมอน หมายถึงเคลื่อนไหวเป็นวงกลม

       ๘. ท่านกแขกเต้าบินเข้ารัง ท่านี้มีกระบวนท่าหลายท่า เป็นการเลียนกิริยาอาการของนกเช่น ก่อนจะบินเข้ารังได้จะต้องเริ่มกางปีก บินไซ้ขน สลัดขน เต้น ๆ แล้วจึงบินเข้ารัง โนราจึงได้เขียนกิริยาอาการเหล่านั้นมารำ

       ๙. ท่ากระต่ายชมจันทร์ เป็นการเลียนจากท่าสัตว์ คือกระต่ายกำลังชมดวงจันทร์ การรำท่านี้ ผู้รำจะต้องเป็นพระจันทร์คนหนึ่ง โดยรำท่าเขาควายวงแขนเป็นวงถือว่าดวงจันทร์ นอกนั้นผู้รำที่เหลือจะเป็นกระต่าย ซึ่งกำลังชมดวงจันทร์

       ๑๐. ท่าพระจันทร์ทรงกลด เป็นการเลียนแบบมาจากธรรมชาติอย่างหนึ่ง คือจันทร์ทรงกลด การรำท่านี้ของโนราแล้วแต่ผู้รำจะจัดท่าเป็นอย่างไร คือเป็นการตีท่าให้เหมือนจันทร์ทรงกลด

       ๑๑. ท่าพระรถทิ้งสาร หรือท่าพระรถโยนสาร เลียนจากท่าพระรถเสนในเรื่องพระรถเมรีทิ้งพระราชสาร หรือส่งจดหมายนั่นเอง

       ๑๒. ท่ามารกลับหลัง ท่านี้ยังเข้าใจเป็นสองแง่สองมุม ท่ามารกลับหลัง คือท่ายักษ์วิ่งกลับหลัง หรือบางคนคิดว่าเมื่อพระรถส่งพระราชสารแล้ววิ่งกลับข้างหลัง อันที่จริงแล้วน่าจะเป็นท่ายักษ์กลับหลังมากกว่า

       ๑๓. ท่าชูชายนาดกรายเข้าวัง คือท่าเข้าหมอบเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ท่านี้มีกระบวนท่าต่อเนื่องมากมาย เช่น ท่าเดิน ท่านาค เป็นต้น

       ๑๔. ท่าหมอบเฝ้าเจ้านครินทร์ คือท่าซึ่งกำลังนั่งหมอบเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินนั่นเอง

       ๑๕. ท่ากินนรร่อนรำ เป็นการเลียนแบบกินนรซึ่งเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์

       ๑๖. ท่าเปรียบท่า คือกินนรมาเปรียบท่า

       ๑๗. ท่าพระรามข้าวศิลป์ หรือท่าพระรามน้าวศร หรือบางคนก็เรียกว่าพระนารายณ์รามาน้าวศิลป์ ซึ่งถือว่าเป็นท่าพระรามแผลงศรหรือท่าพระนารายณ์แผลงศร

       ๑๘. ท่ามัจฉาลองในวาริน คือท่าปลาล่องน้ำ ท่านี้มีท่าต่อเนื่อง คือท่างามโสภา คือดูปลาลงน้ำแล้วงามนั่นเอง

       ๑๙. ท่าโตเล่นหาง หรือท่าสิงโตเล่นหาง เป็นการเลียนแบบท่าสัตว์

       ๒๐. ท่ากวางโยนตัว เลียนท่ากวางกระโจนตัวหรือโยนตัว

       ๒๑. ท่ารำยั่วเอาแป้งมาผัดหน้า หมายถึงท่าชักแป้งผัดหน้า ท่านี้จะมีคนถือแบ่งคนหนึ่งและมีคนรำยั่วจะเอาแป้ง อีกหลายคนหรือคนเดียวก็ได้ แล้วต่อด้วยรำท่าผัดหน้า

       ๒๒. ท่าหงส์ทองลอยล่องว่ายน้ำมา เลียนท่าหงส์ว่ายนํ้า

       ๒๓. ท่าเหราเล่นน้ำ หรือจระเข้เล่นน้ำเลียนแบบท่าของจระเข้

       ๒๔. ท่ากวางเดินดง เลียนท่ากวางเดินป่า

       ๒๕. ท่าพระสุริวงศ์

       ๒๖. ท่าช้างสารหว้าน (หว่าน) หญ้า เป็นการเลียนแบบท่าช้างกำลังกินหญ้า ซึ่งมีท่าต่อเนื่องว่า ดูสาน่ารัก คือช้างกินหญ้าดูแล้วน่ารัก

       ๒๗. ท่าพระลักษมณ์แผลงศร เลียนจากท่าที่พระลักษมณ์กำลังแผลงศร

       ๒๘. ท่ากินนรฟ้อนฝูง คือท่ากินนรเป็นฝูงๆ หรือฟ้อนฝูง

       ๒๙๕. ท่ายูงฟ้อนหาง คือการเลียนท่านกยูงกำลังฟ้อนหางอยู่ หรือยูงรำแพน

       ๓๐. ท่าขัดจางนาง หรือท่าขัดจางหยาง ทำเป็นท่ากากบาท และต่อด้วยท่านางรำ

       ๓๑. ท่าสองศรี หมายถึงสองคน แต่ท่าร่าท่านี้ทางภาคใต้ตีท่าสองศรีเป็นสี่ (เพราะคำ สี่ กับ ศรี ในภาคใต้นั้นออกเสียงเหมือนกัน)

       ๓๒. ท่าซัดขึ้นให้เป็นวง เป็นท่ารำที่รำขึ้นเป็นวง แล้วต่อด้วยท่าต่อเนื่อง ว่านั่งลงให้ได้ที่

       ๓๓. ท่าชักสีซอสามสาย เป็นการเลียนแบบท่าสีซอสามสายเอง

       ๓๔. ท่าย้ายเพลงรำ คือเปลี่ยนท่ารำนั้นเอง

       ๓๕. ท่ากระบี่ตีท่า ท่านี้มีความหมายเป็นสองนัย คือ หมายถึงท่ากระบี่กระบองนัยหนึ่ง ท่าลิงตีกระบี่กระบองอีกนัยหนึ่ง การรำท่านี้มีกระบวนท่าต่าง ๆ มากมาย เช่น ท่าไหว้ครูกระบี่กระบอง ท่าทุบ ท่าแทง ท่าตี ท่าดันกระบี่กระบอง เป็นต้น

       ๓๖. ท่าจีนสาวไส้ เป็นชื่อท่าเฉพาะ ผู้รำจับจีบวาดออกจากลำตัวไม้ และเดินเก็บเท้าถอยหลัง

       ๓๗. ท่าชะนีร่ายไม้ เลียนท่าชะนี้กำลังไต่ไม้

       ๓๘. ท่าเมขลาล่อแก้ว ท่านางเมขลากำลังล่อแก้วกับรามสูร

       ท่าต่าง ๆ ในบทประถมนี้รวมแม่ท่าทั้งหมดแล้วมีประมาณ ๓๘ ท่า นอกนั้นจะเป็นท่าเชื่อมหรือท่าต่อเนื่องที่ตีท่าตามคำร้อง เช่น คำร้องเพื่อให้เกิดมีสัมผัสของบทกลอน อย่างไรก็ตาม ท่าต่าง ๆ ของโนรานั้น แสดงออกให้เห็นถึงความอ่อนช้อยมาก นอกจากจะมีท่าต่างๆ ในบทประถมแล้วมีท่าอื่น ๆ ที่โนรารำอยู่อีกมากมาย เช่น ท่าเฆี่ยนพราย การใช้โชว์ท่าในการรำเฆี่ยนพรายนี้ จะชี้ให้เห็นลีลาท่ารำ หรือกลเม็ดเด็ดพรายของผู้รำมาก นอกจากนี้ยังมีท่ารำคล้องหงส์ ท่าแทงจระเข้ ท่าออกจากม่าน ท่าเข้าม่าน กระบวนท่าต่าง ๆ ที่โชว์ให้เห็นว่าตัวอ่อน ได้แก่ นอนรำในถาด นอนว่าในกระเชอ รำตีลังกา รำม้วนตัว ท่ารำเพลงปี่ เพลงทับ ท่ารำของพราน หรือตัวตลก เป็นต้น


ท่ารำล่อปี่ หรือรำเพลงปี่

       เป็นการโชว์ลีลาท่ารำที่แสดงถึงอารมณ์และเน้นให้เห็นถึงความอ่อนช้อยของท่ารำที่กลมกลืนกับเสียงบรรเลงของปี่ การบรรเลงของลูกคู่ยึดเสียงปี่เป็นตัวนำหรือเป็นหลัก การรำเพลงปี่หรือรำล่อปีนี้ ได้เค้าจากเรื่องพระอภัยมณี จากแนวเรื่องนี้นำมาประดิษฐ์เป็นท่ารำ ผู้รำเปรียบเหมือนนางผีเสื้อสมุทรคนเป่าปี่เปรียบเหมือนพระอภัยมณี ลีลาท่ารำแล้วแต่ความสามารถของผู้รำในอันที่จะสอดใส่ท่ารำต่างๆ ให้เข้ากับเครื่องบรรเลงของดนตรี


ท่ารํายั่วทับ หรือรำเพลงทับ

       เป็นการหยอกล้อกัน ระหว่างคนตีทับกับคนรำ คนรำจะรำยั่วให้คนตีทับหลงใหลในท่าว่า เป็นท่ารำที่แอบแฝงไว้ด้วยความสนุกและตื่นเต้น ผู้รำอาจจะใช้จะใช้ท่ารำที่พิสดาร เช่น ท่าม้วนหน้าม้วนหลัง ท่าหกคะเมนตีลังกา ซึ่งก็แล้วแต่ความสามารถของผู้รำจะประดิษฐ์ เพราะท่ารำไม่ได้ตายตัวแน่นอน เครื่องดนตรีจะเน้นเสียงทับเป็นสําคัญ


การรำรับเทริด หรือว่าขอเทริด

       เป็นการรำเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดเพราะการรำรับเทริด นิยมรำหลังจากมีการรำเฆี่ยนพรายหรือรำเหยียบลูกมะนาวเสร็จแล้ว ที่ว่ารำเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดนั้น ก็เพราะว่าการรำเฆี่ยนพรายและเหยียบลูกมะนาวนั้น เป็นการรำที่ต้องใช้คาถาอาคม ผู้ชมจะดูด้วยความตื่นตะลึงและอารมณ์เครียดตลอดเวลา แต่การรำขอเทริดนั้นเป็นการรำสนุก ๆ หยอกล้อกันระหว่างคนถือเทริดซึ่งเป็นตัวตลก กับคนขอเทริดคือโนราใหญ่ที่ต้องรำท่าสวยงาม นอกจากมีท่ารำแล้ว ยังมีคำพูดสอดแทรกโต้ตอบต่อว่ากันระหว่างคนถือเทริดกับคนขอเทริดด้วย การรำขอเทริดนั้นตัวตลกจะเดินรำถือเทริดออกมาก่อน แล้วคนขอจะรำตามหลัง โดยคนขอยังไม่ได้สวมเทริด หรือในบางครั้งคนขอเทริดอาจจะถือเทริดเอง และให้คนถือเทริดหรือตัวตลกรำขอบ้าง การรำขอเทริดจะใช้เวลาในการประมาณ ๔๕ นาที


ท่ารําของพราน

       พรานเป็นตัวตลกของโนรา เมื่อเวลาออกรำจะต้องสวมหน้ากากเรียกว่า “หน้าพราน” ท่ารำของพรานนั้นเป็นท่ารําที่ตลก และแสดงออกถึงความมั่นคงในท่ารำ เครื่องดนตรีจะตีเครื่องหนักแน่น เช่น ตามทำนองเสียงของเครื่องดนตรีว่า ฉับ เทิง ฉับ ฉับ เทิง ฉับ ไปเรื่อย ๆ ท่ารำของพรานไม่มีท่าทีแน่นอน ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน แต่จะต้องมีพื้นฐานท่ารำดังนี้ ย่อตัวรำ หลังแอ่น ยื่นอกไปหน้ามาก ๆ นิ้วมือใช้ข้างละ ๒ นิ้ว หรือนิ้วเดียว นิ้วอื่นกำไว้หมด การเดินอย่างรีบร้อนต้องเดินไปข้างหน้า ๒ ก้าว และถอยหลัง ๑ ก้าว ท่ารำของพรานมีแปลก ๆ ออกไป เช่น ทำให้ท้องป่องผิดปกติ อาจจะป่องออกไปทางซ้ายบ้าง ทางขวาบ้าง หรือทำให้ท้องเคลื่อนไหวเป็นคลื่นบ้าง

       ในที่นี้จะขอกล่าวการแต่งกายของพรานไว้เล็กน้อย คือ ไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าโจงกระเบน บางครั้งก็นุ่งผ้ายาวปล่อยชายผ้าถึงพื้น ถือใบชิง* สะพายย่าม ถือธนู ในย่ามของพรานใส่กะปิ เกลือ พริกขี้หนู เตรียมสำหรับเดินป่า

       ท่ารำของพรานแต่ละคนนั้นย่อมแตกต่างกันไป คืออยู่ที่ความสามารถของผู้ที่จะแสดงออก

__________

* ใบไม้ชนิดหนึ่งคล้ายใบกะพ้อหรือใบของต้นตาล ใช้สําหรับกางกันฝน


นั่นเอง ท่ารำของโนราที่รำหรือที่แสดงออกมานั้น อาจจะได้มาจากการดัดแปลงหรือเลียนท่าจากธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลียนท่าจากสัตว์หรืออาจจะได้ท่ารำมาจากการตีท่าตามบทร้อง ซึ่งตรงตามนิสัยของคนเราที่ว่า เมื่อพูดแล้วจะต้องมีท่าทางประกอบ ท่าทางที่แสดงออกมาไม่ว่าจะเป็นท่าที่เลียนแบบธรรมชาติหรือท่าที่ประดิษฐ์ขึ้นเองนั้น เมื่อได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันเรื่อย ๆ จึงเกิดมีการดัดแปลงให้สวยงาม มีลีลาท่ารำอ่อนช้อยขึ้น ผสมผสานกับเครื่องดนตรีขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งท่ารำและบทร้องของโนรา สามารถที่จะเอามาประกอบเข้ากับเครื่องดนตรีแสดงให้คนชมได้ แม้จะเวลายืดยาวก็ไม่รู้จักเบื่อหน่าย เพราะทั้งบทร้องและท่ารำของโนรานั้น ให้ทั้งความรู้ คำสอนหรือคติเตือนใจ และทั้งความสนุกบันเทิงสอดแทรกอยู่ด้วย โนราจึงสามารถดำรงอยู่ได้นานควบคู่กับการแสดงอื่น ๆ ของภาคใต้ และคงจะคู่กับภาคใต้ตลอดไป