Reading Room

พุ่มเทวา ที่ระลึกงานเชิดชูเกียรติศิลปินภาคใต้ : ขุนอุปถัมภ์นรากร

การแสดงโนราจากอดีตถึงปัจจุบัน

ประหยัด เกษม



        โนราเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งที่เป็นที่นิยมเพร่หลายทั่วภาคใต้ และเป็นการละเล่นประจำภาคที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปพอ ๆ กับหนังตะลุง การแสดงโนราจะมีมาตั้งแต่เมื่อไรยังหาคำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ แต่ในบรรดาการแสดงการฟ้อนรำของไทยประเภทละครที่มีมาแต่เดิมซึ่งมี ๓ อย่างคือ ละครชาตรีหรือโนรา ละครนอก และละครในนั้นถือกันว่าละครชาตรีหรือโนราเป็นแบบฉบับดั้งเดิมของละครไทย และอาจจะเป็นต้นตำรับของละครนอกละครในด้วย นับได้ว่าโนราเป็นการละเล่นที่เก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของไทยโดยเฉพาะของภาคใต้ และเป็นการละเล่นที่ยังเป็นที่นิยมแพร่หลายเช่นเดิม ด้วยเหตุที่ช่วงระยะเวลายาวนานและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งมีการรับเอาวัฒนธรรมใหม่ ๆ เข้ามาอีกมากมาย การแสดงโนราจึงจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบและวิธีการแสดงไปบ้าง อันเป็นการปรับตัวเพื่อให้อยู่ได้ในสภาพสังคมปัจจุบัน

        การเปลี่ยนแปลงของโนรานั้น มีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน และแต่ละด้านก็เปลี่ยนแปลงไม่พร้อมกัน ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยของแต่ละด้าน การที่จะศึกษาให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโนราจึงควรจะได้ศึกษาในทุก ๆ ด้าน ซึ่งมีด้านต่าง ๆ ที่สำคัญพอจะจำแนกได้ดังนี้

        ๑. ลักษณะโรง

        ๒. การแต่งกาย

        ๓. เครื่องดนตรี

        ๔. ลักษณะการแสดง

        ๕. การเดินโรงหรือการไปรำ

        ๖. แสงเสียง

        ๗. ลูกคู่

        ๘. ผู้แสดง

        ๙. ท่ารำ

        ๑๐. บทร้อง

        ๑๑. ธรรมเนียมนิยม

        ๑๒. การประชันโรง


๑. ลักษณะโรง

        การแสดงโนราในยุคต้น ๆ เข้าใจว่าจะรำสนุก ๆ คือรำกลางแจ้งไม่มีโรง และคงเป็นเช่นนั้นมาเป็นเวลานาน ครั้นนานเข้าคนนิยมมากขึ้น โนราจึงรวมตัวกันตั้งเป็นคณะ มีหัวหน้าคณะซึ่งเรียกว่า นายโรง เป็นโนราใหญ่ เมื่อตั้งเป็นคณะขึ้นแล้วมีคนรับไปรำตามงานต่าง ๆ ซึ่งผู้รับคงจัดที่ให้รำ โรงรำจึงคงมีมาด้วยเหตุนี้ประการหนึ่งและอาจจะเป็นเพราะภาคใต้มีฝนตกเกือบตลอดปี การรำกลางแจ้งไม่สะดวก จึงต้องทำโรงเพื่อกันฝน

        โรงในยุคแรก ๆ มีเสาสี่เสาเปิดโล่งทั้งสี่ด้านหลังคาหน้าจั่ว จั่วของหลังคาโรงลึกไปตามโรงโนรา โนราจะไม่รำขวางโรง คือจะไม่รำขวางหน้าจั่ว คนชมโนราชมได้ทั้งสี่ด้าน ตรงกลางโรงมีพนักนั่งรำ เนื่องจากโรงเปิดโล่ง คงจะมีผู้สงสัยว่า โนราจะว่าตรงไหน และโนราจะแต่งตัวที่ตรงไหน อย่างไร ผู้แสดงโนราในสมัยแรก ๆ เป็นผู้ชายล้วน การแต่งตัวจึงแต่งภายในโรงนั่นเอง โรงแบบมีหลังคาจั่วมุงจากนี้คงใช้มานาน จนกระทั่งเมื่อประมาณ ๕๐ ปีมานี้เอง โรงโนราจึงแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็นที่แต่งตัว และส่วนที่รำ เมื่อโรงแบ่งออกเป็นสองส่วนแล้ว โนราก็เลยมีม่านกั้นเป็นห้องแต่งตัว กั้นให้มิดชิดไม่ให้ประเจิดประเจ้อ เรียกว่า “ม่าน” ไม่เรียกว่า “ฉาก” เพราะเป็นเพียงผ้าพื้นที่ปิดกั้นเพื่อแบ่งส่วนแสดงกับส่วนแต่งตัวเท่านั้น อนึ่งม่านกั้นในยุคแรก ๆ นั้นเป็นผ้าผืนเดียวไม่มีเครื่องประดับใด ๆ ต่อมาเพิ่มเป็นมีม่านแกวกสำหรับเป็นทางเข้าออก เวลาออกรำ ต่อมาประมาณ ๒๕ ปีมานี้เอง ม่านได้เปลี่ยนเป็นฉากเป็นภาพทิวทัศน์ ภาพท้องพระโรงหรืออื่น ๆ ทั้งนี้เพราะได้รับอิทธิพลจากลิเกภาคกลาง โรงในยุคปัจจุบันนี้จึงมีการประดับตกแต่งสวยงามมาก โรงโนราในยุคแรก ๆ ยังไม่มีการยกพื้น คงกับพื้นดิน มาจนกระทั่งประมาณเมื่อ ๔๐-๓๕ ปีมานี้เอง ได้มีการสร้างโรงแบบยกพื้นสูงจากพื้นดินประมาณ ๑ เมตร เหตุที่ยกโรงให้สูง คงจะเป็นเพราะผู้ชมมีมากขึ้น เมื่อชมโนราก็มองไม่ค่อยเห็นตัวโนรา จึงต้องยกโรงให้สูงขึ้นเพื่อให้ผู้ชมชมได้ชัดเจนและสะดวกขึ้น เมื่อโรงยกสูงแล้วลักษณะโรงส่วนหน้าจะทำหลังคาหน้าจั่ว แต่โรงส่วนหลังต่อไปจากจั่วนั้นจะทำเป็นหลังคาหมาแหงน ส่วนในปัจจุบันนี้โรงเปลี่ยนเป็นหลังคาหมาแหงนเพียงอย่างเดียว ตัดส่วนที่เป็นจั่วออกไป


__________

 วิเชียร ณ นคร และคนอื่นๆ นครศรีธรรมราช หน้า ๓๐๘.

เรียบเรียงจากการให้สัมภาษณ์ ของอาจารย์สาโรช นาคะวิโรจน์ ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๒๓.


๒. การแต่งกาย

        เราคงเคยได้ยินคำว่า “โนราโกรน” ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นโนราในยุคแรก การแต่งตัวของโนราโกรนคงจะแต่งอย่างง่าย ๆ เคยมีผู้พบเครื่องแต่งกายทำด้วยเปลือกหอย เอามาร้อยทำเหมือนลูกปัดในปัจจุบัน และบางแห่งทำน่าขัน เอากะลามาร้อยทำเป็นเครื่องแต่งตัวก็มี การแต่งตัวโดยเอาของพื้นบ้านมาประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับเพียงเพื่อการรำสนุก ๆ เท่านั้น ยุคแรกควรจะเรียกว่ายุคโนราโกรน ต่อมาเมื่อโนราได้รวมตัวจัดตั้งเป็นคณะขึ้นแล้ว การแต่งตัวจึงค่อย ๆ แปลกไป ตามตำนานโนรา เครื่องแต่งตัวของโนราเป็นเครื่องทรงของกษัตริย์ ซึ่งพระยาสายฟ้าฟาดประทานให้พ่อขุนศรัทธา ประกอบด้วย เทริด สังวาล ทับทรวง ปั้นเหน่ง ผ้าห้อยหน้า สนับเพลา หางหงส์ กำไลต้นแขน กำไลปลายแขน ส่วนกำไลข้อมือยังเป็นปัญหาว่า เราดัดแปลงมาจากปะวะหล่ำของภาคกลางหรือไม่ เพราะมีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้ต่างแต่ปะวะหล่ำของภาคกลางเขาใช้เพียงอันเดียวแต่เราใช้หลายอัน สังวาลและทับทรวงของโนราแต่เดิมทำด้วยหินสีต่าง ๆ กระดูก และแก้ว แต่ปัจจุบันนี้ลูกปัดทำด้วยพลาสติก ผ้าห้อยหน้าของกษัตริย์เรียกว่า ชายไหวชายแครงมี ๓ ผืน คือ ห้อยหน้า ๑ ผืน ห้อยกลาง ๒ ผืน ส่วนของโนรายังมีผ้าห้อยเพิ่มเข้าไปอีกสักผืนสองผืน เป็นผ้าธรรมดา ๆ ไม่มีลวดลายอะไร ที่เพิ่มเข้าไปก็เพื่อสะดวกในการทําท่าปีกนก หรือใช้ประกอบท่ารำบางท่าให้สวยงามขึ้นเท่านั้น

        เครื่องแต่งกายในยุคแรก ๆ ของโนรามีไม่มาก คือ ทับทรวง สังวาล ปั้นเหน่ง กำไลต้นแขน กำไลปลายแขน เล็บ เทริด สนับเพลา ผ้านุ่ง หางหงส์ ทางสงขลาเรียกหางหงส์ว่า “ปีก” หางหงส์นี้บางท่านบอกว่า เป็นหางนางมโนห์รา ในชาดกเรื่องพระสุธน อาจารย์สาโรช นาคะวิโรจน์ ให้ความเห็นว่า หางหงส์โนราน่าจะดัดแปลงมาจากเครื่องประดับของกษัตริย์ จากรูปหนังชวา ตัวกษัตริย์จะมีเครื่องประดับอยู่ที่เอวข้างละชิ้น มีลักษณะยาวคล้ายหางหงส์ เมื่อเราเอาแบบมาเราเพียงร้อยลูกปัดเพิ่มเติมเข้าไปให้สวยงามเท่านั้น ต่อมาประมาณ ๘๐-๖๐ ปีมานี้ เครื่องแต่งตัวโนราได้รับการปรับปรุงให้สวยงามขึ้น เช่นมีที่คลุมไหล่ทั้งสองข้าง มีรัดอกทำด้วยลูกปัดร้อยเป็นลวดลายต่าง ๆ ลูกปัดนั้นใช้ลูกปัดหินและลูกปัดกระดูก เหตุที่มีรัดอกเพิ่มขึ้น คงจะเป็นเพราะโนราไม่มีเสื้อ จึงต้องใช้รัดอกปิดให้มิดชิดและเพื่อให้สวยงามด้วย และอีกสาเหตุหนึ่งเนื่องจากว่าเริ่มมีผู้หญิงรำโนราด้วยแล้ว คือประมาณ ๖๐ ปีที่ผ่านมานี้มีโนราหญิงเกิดขึ้นครั้งแรกที่พัทลุง ๒ คน การที่จะให้โนรารำมีแต่สังวาลกับทับทรวงเป็นเครื่องนุ่งห่มข้างบนนั้นไม่พอ จึงต้องเพิ่มคลุมไหล่ รัดอก และปิ้งคอเข้าไป ยุคต่อมาโนราจะแต่งชุดเครื่องต้น อันประกอบด้วยคลุมไหล่ รัดคอ สังวาล ทับทรวง ส่วนข้างล่างยังคงเดิม คือยังคงมีสนับเพลา ผ้านุ่ง และหางหงส์เหมือนเดิม ต่อจากนั้นมาประมาณ ๕๐-๓๐ ปีมานี้ โนราได้ลดเครื่องแต่งกายในส่วนที่เป็นลูกปัดลงเหลือเพียง ๕ ชิ้น คือ รัดคอ ปิ้งคอหน้า ปิ้งคอหลัง คลุมไหล่ซ้ายและขวา ส่วนสังวาลและทับทรวงนั้นตัดออก นับเป็นการเปลี่ยนแปลงอีกยุคหนึ่ง ยุคต่อมาลิเกและละคร เข้ามามีอิทธิพล คือประมาณ ๓๕ ปีมานี้ โนราได้แต่งกายเลียนแบบลิเก คณะโนราที่แต่งตัวเลียนแบบลิเกคณะแรกคือ โนราเติม เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะโนราเติมไม่ใช่โนรารำ แต่เป็นโนราที่ว่ากลอนสดเก่งมาก เมื่อโนราเติมออกแสดงจะไม่รำเหมือนโนราอื่น แต่จะว่ากลอนสดแทน จึงแต่งตัวแบบใหม่ แต่หลังจากนั้นการแต่งตัวรำ ได้กลับไปนิยมแต่งแบบเดิมอีก คือมีเทริด คลุมไหล่ รัดคอ ปิ้งคอ ๒ อัน นับเป็นการแต่งกายใหม่ล่าสุด ภายหลังเมื่อมีการแสดงเรื่อง การแต่งกายจึงแบ่งเป็น ๒ ชุดใหญ่ ๆ คือ ชุดรำ และชุดแสดงเรื่อง ชุดรำคือชุดใช้เครื่องลูกปัดดังกล่าวมาแล้ว และแม้ชุดที่แสดงเรื่องในระยะแรก ๆ ก็ใช้ชุดรำนั่นเอง ไม่ได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่ เพิ่งจะมีการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายตามท้องเรื่องเมื่อประมาณ ๔๐ ปีมานี้ โนราเติมนับได้ว่าเป็นโนราคณะแรกที่เปลี่ยนวิธีการแสดง โดยนำเอานวนิยายมาแสดง การแต่งกายละครผู้ชายใส่เสื้อนอก ผู้หญิงสวมกระโปรงบาน ๆ ตามแบบโบราณ โนราจะแสดงเรื่องเฉพาะเวลาราโรงครูเท่านั้น ถ้าหากเป็นการทั่ว ๆ ไป จะมีรำท่าบทเพียงอย่างเดียว


๓. เครื่องดนตรี

        แต่เดิมมาเครื่องดนตรีโนรามีอยู่ ๖ ชนิด คือทับ ๒ ลูก, กลอง ๑ ใบ, ปี่ ๑ เลา, โหม่ง ๑ คู่, ฉิ่ง ๑ คู่ แต่ระไม้ไผ่ ๑ ชุด และโนราทั้งหลายปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านาน จนกระทั่งเมื่อราชาเพลงลูกทุ่งสมัยนั้นคือสุรพล สมบัติเจริญตาย ดนตรีลูกทุ่งรุ่งเรืองมาก ทั้งนอกเมืองและในเมือง โนราเห็นว่าคนกำลังนิยมดนตรีลูกทุ่ง จึงเอาเครื่องดนตรีสากลมาผสมเครื่อง ตอนแรกผสมในลักษณะที่ไม่กลมกลืนกัน คือตอนรำยังคงใช้เครื่องดนตรีของโนราบรรเลงดังเดิม แต่เมื่อรำไปได้สักพักหนึ่งก็จะหยุดรำ เปลี่ยนมาเล่นดนตรีเช่นวงดนตรีทั่วไปแทน เดี๋ยวนี้โนราบางโรงทิ้งปี่เอาออร์แกนเล่นแทน และทุกโรงเลิกใช้แตระหรือกรับพวงเสียสิ้น ไม่มีเหลือสักโรงเดียว และบางโรงบางคณะเลิกกลองชาตรี หันมาใช้กลองทอมบ้าของดนตรีสากลแทนก็มี


๔. ลักษณะการแสดง

        ในตอนต้นได้กล่าวมาแล้วว่า การแสดงโนรานั้นเดิมมีรำอย่างที่เรียกว่า รำทำบท บทผันหน้า บทสีโต เขาเรียกว่าบทร่ายแตระ บางโรงบางคณะเรียกว่า บทหน้าแตระ เช่นว่า “ผันหน้าไปข้างออก เห็นละลอกทบฝั่ง” หรือ “สีเอยสีโต ราโพใบบัง” ดังนี้เรียกว่าบทร่ายแตระหรือบทหน้าแตระ เมื่อรำบทหน้าแตระเสร็จแล้ว ก็รำบทเพลงทับเพลงโทน โนราในยุคแรก ๆ ที่ยังไม่มีฉาก พอแต่งตัวเสร็จก็จะออกมานั่งบนพนักเลย ไม่มีบทหน้าม่าน พอขึ้นนั่งบนพนักแล้ว โนราจะขึ้นว่า “ออ” ...พอขึ้นออเสร็จเครื่องดนตรีหยุด โนราจะเริ่มทำบทหน้าแตระ “เวเอยเวลา เที่ยงเอย มันมาไรไร ....” ถ้ารำเวลากลางคืน “เวเอยเวลาดึกเอยมันมาไรไร” ตัวโนรานั่งทําบทหน้าแตระไปพลางใส่เล็บไปพลาง พอใส่เล็บเสร็จพอดีจบบทหน้าแตระ ก็จะขึ้นบทผันหน้า สีโต ต่อไปจนจบ และก็จะทำบทเพลงทับเพลงโทนเป็นสิ้นสุดขั้นการแสดง โนราทุกคณะจะออกมารำทำบทตามลำดับเช่นเดียวกันนี้ทุกคน

        การจัดลำดับการออกรำนั้น ถ้าแสดงตอนกลางวันตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง จะให้ลูกศิษย์ออกรำ รำทีละคนบ้าง สองคนบ้าง หรือสามคนบ้าง การรำของลูกศิษย์ก็จะจัดลำดับก่อนหลัง คือศิษย์คนที่หัดหลังสุดซึ่งยังอ่อนหัดจะเป็นคนแรก แล้วจึงให้ศิษย์อื่นออกรำตามลำดับที่หัด จนกระทั่งพักเที่ยง โนราจะหยุดพักเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ถ้ากลางวันโนราก็จะเริ่มแสดงอีกครั้งตอนบ่ายโมง การเริ่มรำในตอนบ่ายนี้ บางทีจะให้ รองนายโรง รำ หรือบางทีจะให้ ลูกนายโรง หรือคนที่นายโรงโปรดปรานออกรำ ซึ่งก็จะรำทำบทเหมือนตอนเช้าเช่นกัน ไม่ได้ว่าอย่างอื่นเลย โนราจะรำประมาณ ๑ ชั่วโมงก็กลับเข้าโรง หลังจากนั้นประมาณตีสอง (ถ้าเป็นเวลากลางคืน) หรือประมาณบ่ายสองโมง (ถ้าเป็นเวลากลางวัน) นายโรงจะออกรำทำบทเหมือนกับโนราอื่น ๆ ที่ออกมาแล้ว เมื่อจบจะออกพรานเล็กน้อย พอ ๔ โมงเย็นโนราก็จะเลิก ไม่มีการว่ากลอนสด ไม่มีการแสดงเรื่อง ประมาณ ๗๐ ปีผ่านมา การรำได้เปลี่ยนแปลงไปอีกเล็กน้อย คือในภาคเช้ายังคงมีลำดับการรำเหมือนเดิม ส่วนตอนบ่าย เมื่อเริ่มนายโรงจะออกรำเลย โดยใช้เวลารำประมาณ ๒ ชั่วโมง แล้วก็จะมีการแสดงเรื่องเล็กน้อย เรื่องที่แสดงก็เป็นเรื่องสั้น ๆ ที่แต่งขึ้นเอง ไม่มีเรีองสลับซับซ้อน เป็นการแสดงเพื่อฆ่าเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง การแสดงมีลักษณะคล้ายการแสดงจำอวด เพราะเน้นหนักไปทางตลก แต่บางโรงบางคณะเอาเรื่องจากชาดกต่าง ๆ มีปัญญาสชาดกเป็นต้นมาแสดงสั้น ๆ เวลาแสดงจะมีบทร้องทำนองเพลงทับเพลงโทน นายโรงจะแต่งชุดที่ออกรำเป็นชุดแสดงเรื่องด้วย ส่วนตัวประกอบก็เป็นพราน การแสดงเรื่องยังมีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่อประมาณ ๔๐-๓๕ ปีมานี้ หลังจากที่มีโนราบางคณะ เมื่อโนราใหญ่รำจบแล้วจะมีการว่ากลอนสด ว่าเกี่ยวกับการเมืองอาชีพ เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ โนราเติมได้นำเอานวนิยายยุคใหม่มาแสดง และเป็นต้นแบบของการแสดงโนราในปัจจุบัน


๕. การเดินโรงหรือการไปรำ

        แต่เดิมการไปรำจะต้องเดินจริงๆ ไม่มีรถโดยสารเช่นปัจจุบัน การเดินโรงแต่ละครั้ง แต่ละคนจะต้องรับผิดชอบสัมภาระของตน แต่สัมภาระในยุคแรก ๆ มีน้อยชิ้น คือเครื่องดนตรีมีเพียง ๖ ชิ้นคือ แตระ ฉิ่ง โหม่ง กลอง ทับและปี่ ส่วนเครื่องแต่งตัวก็มีคนละชุดคือ ชุดเครื่องลูกปัด ทั้งคณะจะมีเทริดยอดเดียวเท่านั้น ในการเดินโรงแต่ละครั้งจะมีพวก ตาเสือ คือ พวกผู้ชายที่ชอบพอกับโนราเด็ก ๆ ที่ยังไว้จุกและเป็นผู้ชายเช่นกัน (โนราเด็ก ๆ เรียกว่าหัวจุก) เพราะฉะนั้น ตาเสือจึงได้ชื่ออีกอย่างหนึ่ง คือ “พวกบ้าหัวจุก” พวกตาเสือนี้จะขอตามคณะโนราไปโดยไม่จกหวังค่าตอบแทนใด ๆ ขอเพียงให้ได้อยู่ใกล้หัวจุกที่ตนชอบเท่านั้น คนพวกนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระในการขนสัมภาระ ในการเดินโรงแต่ละครั้งได้อย่างมาก

        การเดินโรงมี ๒ ลักษณะคือ การไปหางาน คือไปเรื่อย ๆ มี “แม่ยก” ที่ไหน ก็ไปที่นั่น เมื่อพักบ้านแม่ยก ก็จะรำให้ดู หากใครพอใจก็จะรับไปแสดง เมื่อแสดงเสร็จไม่มีใครรับต่อ ก็จะเดินทางไปหาที่พักใหม่ หยุดบ้านไหนก็จะรำให้บ้านนั้นดู เมื่อรำให้เขาดู ก็อาจจะมีคนพอใจว่าจ้างให้ไปรำต่ออีก การเดินกันลักษณะเช่นนี้เรียกว่า “การเดินโรง” อีกลักษณะหนึ่ง คือ การไปตามที่มีคนว่าจ้าง ต่อมาเมื่อมีถนนหนทางสะดวก มีพาหนะในการเดินทางสะดวกการเดินโรงก็เปลี่ยนไป คือเดินทางด้วยรถไฟ รถยนต์ หรือเรือแล้วแต่ทางไหนจะสะดวก ครั้นประมาณ ๒๕ ปีที่ผ่านมานี้ รายได้จากการแสดงโนราดี ค่าราดโรงสูง ทำให้นายโรงมีเงินมีฐานะดีพอที่จะซื้อรถยนต์ไว้ประจําคณะ ฉะนั้นเมื่อไปไหนจึงไม่ต้องเดินโรงอีกต่อไป และการไปแต่ละครั้ง ไม่ใช่ไปเพื่อหางาน แต่ไปตามที่มีผู้รับผู้เชิญไปแสดงโนราที่มีชื่อเสียงและมีรถประจำคณะ เช่น โนราเติม โนราเฉลิมทอง โนราปรีชา โนราฉลวย โนราศรีเวียง เป็นต้น โนราเหล่านี้จะรับการแสดงตลอดปี ไม่มีการว่างเว้น


๖. แสงเสียง

        แสงเสียงนับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งในการแสดงโนราในปัจจุบัน แต่ก่อนที่เราจะมีเครื่องขยายเสียง และแสงไฟฟ้าใช้นั้น โนราในสมัยก่อนก็คงใช้ไต้ตามสภาพพื้นบ้าน และเมื่อออกรำแต่เดิมไม่ว่าคนชมจะมีมากเพียงใดผู้แสดงจะต้องตะเบ็งเสียงให้ผู้ชมได้ยิน คงจะเป็นเพราะเหตุที่ต้องแผดเสียงมากนี้กระมัง โนราแต่เดิมจึงมีบทรำมากกว่าบทร้อง ภายหลังเมื่อมีไฟฟ้าและเครื่องขยายเสียงใช้ โนราจึงมีบทร้องกลอนสดต่าง ๆ แทรกอยู่ในการแสดง


๗. ลูกคู่

        ในการแสดงโนรา หากขาดลูกคู่แล้ว โนราจะรำไม่ได้ จึงนับได้ว่าลูกคู่เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นยิ่งในการแสดง ลูกคู่แต่เดิมนั้นมีตัวหลักเพียง ๔ คน คือ คนตีทับ ๑ คน ตีกลอง ๑ คน ปี่ ๑ คน โหม่ง ฉิ่ง ๑ คน ส่วนลูกคู่ประกอบคือ คนตีแตระ จะมีกี่คนก็ได้ โดยใช้พวกตาเสือที่ตามหัวจุกโนราไปนั่นเองเป็นผู้ตี ต่อมาได้เพิ่มซอเข้าประกอบอีก ๑ อย่าง ลูกคู่จึงเพิ่มอีก ๑ คน ต่อมาถึงยุคที่เอาเครื่องดนตรีสากลเข้าไปประกอบ ลูกคู่โนราจะมี ๒ ชุด คือ ลูกคู่ชุดตีเครื่องดนตรีโนราใช้สำหรับรำ และอีกชุดหนึ่ง คือ ลูกคู่เล่นดนตรีสากล การเล่นดนตรีสากล บางครั้งเล่นประกอบเวลาแสดงเรื่อง บางครั้งก็เล่นเพื่อโชว์ดนตรี และโชว์การร้องเพลงโดยเฉพาะ


๘ .ผู้แสดง

        เดิมทีเดียวผู้แสดงเป็นผู้ชายล้วน มีหัวหน้าคณะเรียกว่า นายโรง ทำหน้าที่เป็นโนราใหญ่ด้วย เวลาแสดงเรื่องก็ใช้ผู้ชายแสดงเป็นผู้หญิง เพิ่งเมื่อประมาณ ๖๐ ปีมานี้เอง เริ่มมีโนราหญิงที่จังหวัดพัทลุง ชื่ออะไรไม่ทราบชัด แต่โนราหญิงคนที่ ๖ และคนที่ ๗ ของภาคใต้คือ คุณหนูวิน และ คุณหนูวาด ลูกสาวของ โนราวัน ทั้งสองเป็นภรรยาของ โนราเติม หลังจากทั้งสองท่านนี้รำโนราจนได้รับความนิยมแล้ว คณะโนราอื่นก็เริ่มนำผู้หญิงเข้ามาร่วมแสดงด้วย ในยุคที่มีเครื่องดนตรีสากลเข้ามาปะปนด้วยนั้น โนราหญิงเข้ามามีบทบาทอยู่หลายแบบ คือผู้หญิงที่ทำหน้าที่รำ ผู้ที่ทำหน้าที่แสดงเรื่อง ผู้ที่ทำหน้าที่ร้องเพลง และที่ทำหน้าที่เต้นเป็นหางเครื่องเวลาร้องเพลงเหมือนคณะวงดนตรีลูกทุ่งอีกด้วย


๙. ท่ารำ

        ท่ารำโนรานั้นมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้ที่ฝึกหัดรำนาฏศิลป์ของภาคกลางแล้ว จะรำท่ารำของโนราไม่สวย เพราะการทอดแขนตั้งวงหรือลีลาต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน การฝึกหัดรำโนราแต่เดิม ผู้รำจะฝึกตั้งแต่เด็ก ๆ และจะต้องไปอยู่บ้านครูตั้งแต่อายุประมาณ ๑๐ ปี และฝึกกันอยู่หลายปี ขั้นแรกเป็นการฝึกดัดมือ ดัดตัว วิธีดัดมือนั้นจะเอาฝ่ามือดันลงในกะลาขนาดใหญ่ แล้วค่อยเปลี่ยนกะลาให้มีขนาดเล็กลง ๆ จนกระทั่งมืออ่อน ส่วนการดัดตัวนั้นจะต้องฝึกให้ได้ส่วนคือ ถ้าดูด้านข้างเวลาใส่หางหงส์ ดูตั้งแต่หัวถึงหลังไปหางหงส์ ให้ดูเป็นครึ่งวงกลม จึงจะดูสวยงาม ถ้าใครรำโนราหลังโกง หรือหลังตรงไม่สวย หรือถ้าหลังแอ่นเลยตะโพกไปก็ไม่สวย นับได้ว่าหัดได้ยากพอดู เมื่อหัดตัดตัวได้รูปที่สวยแล้วก็จะหัดท่ายืนต่อ การยืนของโนรา เวลารำเขาไม่ให้ยืนตรง เขาให้ยืนย่อเข่า หลังแอ่นหัวตั้ง เวลาลงฉาก ส่วนเข่า ส่วนโคนขา ส่วนเอว ส่วนต้นแขน ส่วนข้อศอกให้ได้ฉากหมด เรียกว่าซึ่งจะได้ โสฬส หรือได้ส่วน ซึ่งโนราปัจจุบันไม่ได้ยึดปฏิบัติตามเกณฑ์นี้เสียแล้ว โบราณนั้นเมื่อดัดตัว และหัดท่ายืนได้เหมาะสมแล้ว ต่อไปก็จะหัดรำแม่บทท่าครูสอน สอนรำ ท่าปฐม ท่าทั้งสามบทนี้เป็นท่าพื้นฐานในการรำทำบท ซึ่งจะต้องหัดในขั้นต่อไป เมื่อหัดทําบทแล้วก็จะหัดบทเพลงคำพรัด คำพรัดทำบท คำพรัดเพลงทับเพลงโทน ร่ายแตระ หัดไปทีละอย่าง จนเชี่ยวชาญจึงให้ออกโรงได้

        อนึ่ง ในตอนออกรำนั้นจะมีท่ารำต่าง ๆ มากมายหลายท่า นับตั้งแต่เริ่มออกจากฉากจนกระทั่งกลับ โนราโบราณเมื่อกาดครูจบ จะให้ศิษย์หัดใหม่รำก่อนเรื่อยไปจนกระทั่งโนราใหญ่รำ ซึ่งได้กล่าวถึงมาแล้วในเรื่องลำดับการแสดง โนราในยุคที่ไม่มีม่าน พอแต่งตัวเสร็จขึ้นนั่งพนัก แล้วก็ว่าเพลงหน้าแตระ แล้วก็ลงมือรำ พอโนรามีม่านก่อนออกรำ ต้องร้องบทหน้าม่าน ร้องเป็นบททำนองหนังตะลุง บทหน้าม่านส่วนใหญ่จะกล่าวถึงลักษณะเด็กสาว ๆ ความอวบอัดของเด็กสาว ๆ ว่าเพื่อยั่วยุหนุ่มให้ติดใจ แต่ที่ว่าเป็นธรรมะ บทสอนใจก็มี บทหน้าม่านไม่จํากัดว่าจะเกี่ยวกับอะไร พอว่าหน้าม่านเสร็จก็จะมีท่าออกจากม่าน พอแหวกม่านออกมา ดนตรีรัว โนราจะรำท่องโรงออกมา เมื่อรำไปได้นิดหน่อยก็จะรำเพลงโค การรำเพลงโคโนราทางนครศรีธรรมราชรำสวยมาก บางคนรำแบบตัวอ่อน เอาเท้าเกี่ยวคอบ้าง ม้วนตัวบ้าง เมื่อรำเพลงโคเสร็จ ก็จะรำท่ากราย จบท่ากรายก็จะรำนาดแล้วเปลี่ยนลีลาถอยหน้าถอยหลัง แล้วแต่จะคิดประดิษฐ์ แล้วก็นั่งพนัก ต่อจากนั้นก็จะเริ่มว่า “ออ...” เมื่อ ออ... แล้วก็จะเริ่มเพลงหน้าแตระ แล้วทำบทเสร็จแล้วกลับเข้าโรง ท่ารำค่อยหดหายไป มาถึงยุคหนึ่ง พอโนรานั่งพนักเสร็จ ขึ้นบทออเสร็จแล้วแทนที่จะทำบท จะว่ากลอนหนังตะลุง ว่ากลอนสี่บ้าง กลอนหกบ้าง เสร็จแล้วจะทำบทเสร็จแล้วก็จะว่ากลอนอีกครั้ง จนกระทั่งถึงยุคหนึ่ง โนราเติมนำนวนิยายมาแสดงโนรา การรำคงมีแต่ภาคเช้าเท่านั้น ภาคบ่ายโนราใหญ่ออกรำนิดหนึ่งก็จะเล่นเรื่อง พอยุคดนตรีสากลหรือดนตรีลูกทุ่งเข้ามาปนจะมีผู้ออกรำเพียงประมาณ ๑ ชั่วโมงไม่มากเกินนั้น เสร็จแล้วเล่นดนตรี ๒ ชั่วโมง แล้วก็แสดงเรื่องไปจนเลิก จะเห็นได้ว่าถึงยุคนี้ท่ารำได้หดหายไปเกือบหมดแล้ว โดยเฉพาะเพลงทับเพลงโทน โนราเดี๋ยวนี้ไม่ได้รำอีกเลย


๑๐. บทร้อง

        บทของโนราที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบัน คือ บทที่ใช้รำโรงครู เพราะเปลี่ยนไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนถือว่าผิดครู ส่วนการแสดงทั่ว ๆ ไป มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง บทของเดิมของโนรามีบทการครู หรือบทเชิญครู นอกนั้นก็เป็นบทที่ใช้ในการรำและการแสดงเรื่อง

        บทที่ใช้ในการรำมีบทหน้าแตระ คำพรัดสีโต หรือคำพรัดผันหน้าซึ่ง ๒ อย่างนี้เรียกว่า บทร่ายแตระ และยังมีบทเพลงทับเพลงโทน บททั้ง ๓ ชนิดนี้ คือบทหน้าแตระ บทร่ายแตระ และบทเพลงทับเพลงโทน โนราจะออกรำเป็นชุด รำกันได้ตั้งแต่เช้าจดเย็น คนแต่ก่อนเขาก็ดูกันได้เพราะเขาดูโนรารำ คือดูการรำของโนรา ยุคต่อมาการทำบทฝ่ายเดียวคงไม่สนุก จึงมีการว่ากลอนสด ว่าชมหญิงสาว ชมคนแก่ ชมแม่ยก กล่าวขอโทษ คุยเรื่องเศรษฐกิจ หรืออะไรก็ได้ แต่ควรจะให้เข้ากับสภาพแวดล้อม หรือเข้ากับกาละและเทศะเอง เป็นการดึงผู้ชมให้มีส่วนร่วมด้วยนั่นเอง ลักษณะกลอนที่ใช้คือกลอนสี่และกลอนหก

        ส่วนบทร้องที่ใช้ในการแสดงเรื่อง การแสดงเรื่องครั้งแรก คือการเล่นสิบสองบท ในการรำโรงครูหรือการเล่น ๑๒ เรื่อง ในการรำโรงครูแต่ละเรื่องจะมีกลอนเพียง ๒ คำกลอนหรือ ๑ บทเท่านั้น โดยบางเรื่องแต่งเป็นกลอนหก บางเรื่องแต่งเป็นกลอนแปด กลอนมีเพียง ๑๒ บท เท่านั้น แต่แสดงกันอยู่ได้ถึงครึ่งวันเป็นอย่างน้อย (ประมาณ ๓ ชั่วโมง) เพราะเน้นหนักเรื่องเจรจา การแสดงสิบสองบทหรือสิบสองเรื่องในการรำโรงครูนั้น จะร้องทำนองเพลงทับเพลงโทน เจรจาเป็นภาษาพื้นเมือง นับเป็นการแสดงเรื่องครั้งแรก ซึ่งเข้าใจว่าจะมีขั้นตอนต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ คือประมาณตอนปลายรัชกาลที่ ๒ เพราะเรื่องใน ๑๒ เรื่องนั้น มีเรื่องพระอภัยมณีอยู่ด้วยเรื่องหนึ่ง ต่อมาประมาณ ๘๐-๗๐ ปีมานี้ มีการเอาเรื่องชาดกมาแสดง การร้องบทร้องใช้เพลงทับเพลงโทน และยุคต่อมาแต่งเรื่องสั้น ๆ ขึ้นเองในลักษณะจำอวด การร้องตอนนั้นเริ่มร้องเป็นกลอนสี่แล้ว แต่ยังมีเพลงทับเพลงโทนปนจนถึงยุคที่โนราเติมเอานวนิยายแต่งเป็นเรื่องโนรา การร้องจะร้องเป็นทำนองกลอนสี่ กลอนแปด และมีทำนองหนังตะลุงเข้ามาปน


๑๑. ธรรมเนียมนิยม

        ธรรมเนียมนิยมที่ควรจะกล่าวถึง คือ ธรรมเนียมนิยมในการออกโรงแสดง ซึ่งโนราแต่เดิมจะถือปฏิบัติเหมือน ๆ กัน มีขั้นตอนที่ถือปฏิบ้ติดังนี้

        ๑๑.๑ การยกเครื่อง ตั้งแต่โนราจะออกจากบ้าน เรียกว่า ยกเครื่อง คือก่อนที่โนราจะยกคณะไปแสดงที่ไหน จะตีเครื่องทุกชนิด คือ ทับ กลอง ปี่ โหม่ง ฉิ่ง ประมาณ ๔-๕ นาที เมื่อบรรเลงเสร็จก็จะเก็บเครื่อง ยกเครื่องขึ้นแบกหรือหาบตามแต่สะดวก และเดินทางไปแสดงได้

        ๑๑.๒ การรับโนรา เมื่อเดินไปถึงใกล้บ้านเจ้าของงาน คนที่แบกกลองจะตีกลอง ลักษณะการตึคล้าย ๆ กับจังหวะตีตะโพนเวลาพระฉันข้าวที่เป็นสัญญาณเพื่อบอกให้เจ้าของงานรู้ว่าโนรามาแล้วให้เตรียมรับ พอโนราเข้าถึงเขตบ้านเจ้าของงาน เจ้าของงานจะเอาขันหมาก มีหมาก ๓ คำ พลู ๓ คำ หรือจะใช้ ๙ คำก็ได้ มารับโนรา โนราจะรับขันหมากหรือพานหมากนั้นเข้าโรงะ

        ๑๑.๓ ตั้งเครื่อง พอเอาเครื่องทั้งหลายขึ้นบนโรงเรียบร้อยแล้วลูกคู่จะเอาเครื่องดนตรีทุกชิ้นมาตีบรรเลงอีกครั้งหนึ่งประมาณ ๔-๕ นาที เพื่อเป็นการแจ้งให้คนใกล้ ๆ รู้ว่าตอนนี้โนรามาแล้ว

        ๑๑.๔ การเบิกโรง หลังจากกินข้าวเรียบร้อยแล้ว โนราจะต้องทำพิธีเบิกโรง ในการเบิกโรงทั่วไป ใช้หมาก ๓ คำ เทียน ๓ เล่ม ถ้าเป็นการเบิกโรงครู ใช้หมาก ๙ คำ หมากพลู ๙ คำ เทียน ๙ เล่ม และถ้าเป็นงานศพ เครื่องเบิกโรงใช้ หมากพลู ๙ คำ เทียน ๙ เล่ม เสื่อ ๑ ผืน หมอน ๑ ใบ ผ้าขาว ๑ ผืน และมีหม้อน้ำมนต์ด้วย ถ้าเป็นงานศพ พอเบิกโรงเสร็จ หมอจะทำน้ำมนต์ ประพรมเครื่องโนราทุกชิ้นและประพรมผู้แสดงทุกคนไม่ให้เกิดเสนียดจัญไร นอกจากเครื่องเบิกโรงดังกล่าวแล้ว ยังมีเงินเบิกโรงนอกด้วย สมัยก่อนเบิกโรงด้วยเงิน ๒๕ สตางค์ ปัจจุบันเบิกโรงด้วยเงิน ๒๕ บาท

        ๑๑.๕ การลงโรงหรือโหมโรง พอทำพิธีเบิกโรงเสร็จ ก็เริ่มโหมโรง หรือลงโรง การลงโรงแต่โบราณกำหนดไว้ว่า ให้เชิด ๓ ครั้ง ก่อนที่จะบรรเลงเพลงต่าง ๆ ที่ใช้ในการโหมโรง ปัจจุบันการลงโรงเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เครื่องดนตรียังคงใช้เครื่องโนรา แม้ว่าจะมีเครื่องดนตรีสากลมาปนก็ตาม เพียงแต่ทำสั้น ๆ ไม่มีเชิด แต่ถ้าเป็นโรงครูแล้ว การลงโรงยังเหมือนเดิมทุกประการ

        ๑๑.๖ กาคครู พอลงโรงเสร็จแล้ว ก็จะว่ากาดครู หรือ เชิญครู การทำทั่วไปจะเชิญครูทั้งหมด บางโรงจะขึ้นว่า “ฤกษ์งามยามดี...” บทเชิญครูนี้ เนื้อความไม่ค่อยเหมือนกัน แต่ใจความสำคัญสรุปแล้วเหมือนกัน เมื่อกาดครูจบก็จะเริ่มทาตามขั้นตอนดังได้กล่าวมาแล้วตอนต้น

        ทั้งหมดนี้เป็นธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติมาแต่โบราณ แต่มาในสมัยประมาณ ๔๐ ปีมานี้ ธรรมเนียมนิยมนี้จำต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพความเจริญของสังคม จึงตัดขั้นตอนไปหลายขั้นตอนคือไม่มีการยกเครื่อง ไม่มีการตีกลองตอนใกล้ถึง และไม่มีการตั้งเครื่อง คงมีแต่ขั้นตอน เบิกโรงกาดครู แล้วก็รำเลย นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จําต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าเสียดาย


๑๒. การประชัน

        โรงการประชันโรงนิยมแข่งขันระหว่างโนราตั้งแต่สองคณะขึ้นไป ซึ่งจัดขึ้นเพื่อจุดประสงค์ใหญ่ ๆ ๒ ประการ คือเพื่อหาเงินโดยมีผู้จัดงานหาเงิน ถ้าจัดโรงเดียวคนอาจจะมาชมน้อย แต่ถ้าจัดหลายโรงประชัน คนก็จะมาชมมากขึ้น ผู้จัดก็จะได้เงินมาก และอีกประการหนึ่ง จัดประชันเพื่อหายอดโนรา บางทีก็จัดหาโนราต่างจังหวัดกัน หรือแม้จะอยู่ในจังหวัดเดียวกันก็แข่งขันกันได้ เวลาในการประชันโรงนิยมทำทั้งกลางวันและกลางคืน การประชันโรงแต่เดิม คือประมาณ ๗๐ ปีที่ผ่านมา นิยมประชันกันในเวลากลางวัน โดยมีธรรมเนียมในการประชันดังนี้

        ๑. โนราที่ประชันจะต้องไปถึงที่จะประชันก่อน ๑ คืน เช่น ถ้าจะประชันในวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ตอนเย็นของวันที่ ๑๓ กรกฎาคม โนราจะต้องไปถึงสถานที่ประชันเรียบร้อยแล้ว

        ๒. เมื่อถึงที่ประชันแล้ว จะจับฉลากเลือกโรง เพราะบางทีสถานที่ตั้งของโรงอาจจะมีส่วนได้เปรียบเสียเปรียบกันบ้าง

        ๓. เมื่อจับฉลากเลือกโรงได้แล้ว ก็ตกลงข้อสัญญา ซึ่งทางเจ้างานได้ร่างขึ้น เช่น สองโมงเช้าเริ่มลงโรง โดยทางเจ้าของงานจะให้สัญญาณสามโมงเช้าเริ่มปล่อยตัวแสดง เที่ยงก็พัก บ่ายโมงเริ่มรำต่อ บ่าย ๔ โมงเลิก เป็นต้น

        ๔. ข้อตกลงต่อไป คือการตัดสินแพ้ชนะ เดิมทีเดียวตัดสินกันเฉพาะตอนบ่าย ตอนเช้าไม่ตัดสิน ที่เป็นเช่นนี้เพราะตอนเช้าเป็นตอนที่คนกำลังทะยอยกันมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเที่ยง คนจะมาน้อยลง ตอนบ่ายจึงตัดสินได้ว่าใครแพ้ใครชนะโดยถือเกณฑ์คนมากเป็นฝ่ายชนะ มาสักประมาณ ๔๐ ปีมานี้ การตัดสินเปลี่ยนไป คือพอโนราพักเที่ยง เจ้างานจะให้โนราออกว่าเพลงขอเงินจากคนดูทั่วไป ใครขอเงินได้มากกว่าก็ชนะไปขั้นหนึ่ง แล้วพอเริ่มตอนบ่ายก็ตัดสินด้วยคนดูขั้นหนึ่งด้วย บางทีก็ตัดสินด้วยเงินที่ขอได้กับผู้ดูในตอน ๑๐ นาทีตอนใกล้จะเลิก ถ้าคณะใดมีคนชมมากตอนนั้นจะเป็นฝ่ายชนะ กติกานี้เองมีผลทําให้การแสดงโนราหวังเพื่อความชนะมากขึ้น คือ เมื่อคิดจะชนะด้วยวิชาไม่ได้ ก็ต้องชนะด้วยเล่ห์ ฉะนั้นในช่วง ๑๐ นาทีสุดท้าย โนราก็จะกลเล่นกลเรียกผู้ดู เช่น เจาะแก้ม อมไฟ ไต่บันไดกระดาษ เป็นต้น การตัดสินวิธีนี้เป็นการทำลายศิลปะทางอ้อมได้เหมือนกัน

        ๕. พอตกลงกติกาเรียบร้อยแล้ว กลางคืนจะมีการเปรียบมือ ก่อนจะแข่งขันกันในวันรุ่งขึ้น โนราจะรำเปรียบมือ เป็นการโชว์ให้ชาวบ้านตัดสินกันไปก่อนหน่อยหนึ่ง การเปรียบมือนี้โนราใหญ่จะไม่รำ แต่จะให้เด็กรำ ๔-๕ คน สักประมาณ ๔-๕ ทุ่มก็เลิก นอกจากเปรียบมือแล้ว ในการประชันโรง จะขาดหมอไม่ได้ ปกติจะมีหมออย่างน้อย ๒ คน พอกลางคืนหมอประจำคณะจะเริ่มลงมือ กั้นสายสิญจน์รอบ ๆ โรง ไม่ให้คนเข้าใกล้ เพราะกลัวฝ่ายตรงข้ามจะทำคุณไสย หมอจะสวดมนตร์หลังโรงตั้งแต่หัวค่ำจนสว่าง พอวันรุ่งขึ้นก็จะต้องทำต่อไป โดยอาจจะผลัดเปลี่ยนกันทำ ในวันประชัน ตั้งแต่ตอนเช้าโนราจะเริ่มรำตามข้อตกลง โดยจะให้เด็กออกรำ จนกระทั่งพักกลางวัน ตอนพักโนราจะเดินว่าเพลงขอเงินหรือไม่ก็พักเฉย ๆ แล้วแต่จะตกลงกัน พอเริ่มตอนบ่ายโนราใหญ่จะออกรำ ตามปกติถ้าประชันกันในวัดโนราใหญ่จะไปแต่งตัวมาจากที่พักของเจ้าอาวาสให้คนหามแห่มาเวียนโบสถ์ ๓ รอบแล้วมาเวียนโรงอีก ๑ รอบ จากนั้นจึงขึ้นโรง การที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อเป็นการขอความเป็นสิริมงคลแก่ตนประการหนึ่ง กับกันการทําจากอีกฝ่ายหนึ่งด้วย และประการสำคัญก็เพื่อเป็นการดึงคนที่เดินกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ให้ดูการรำที่โรงของตน ลูกคู่จะบรรเลงเครื่องดนตรีเชิด โนราใหญ่ก็ออกรำ การออกรำของโนราใหญ่ จะมีหมอคนหนึ่งเดินประพรมน้ำมนตร์นำหน้า โนราจะถือไม้หวาย หมอนอกจากถือหม้อน้ำมนตร์แล้วยังต้องถือลูกมะนาว มีกระดาษที่เขียนชื่อของอีกฝ่ายหนึ่ง สำหรับให้โนราใหญ่เฆี่ยน เรียกว่า “เฆี่ยนพราย” โนราใหญ่ออกมา มีตัวตลกถือเทริดออกมาเดินเวียนโรง ๓ รอบ หมอก็จะประพรมน้ำมนตร์ไปพลาง โนราใหญ่จะเริ่มเฆี่ยนพราย คือการรำโดยการเอาชื่อโนราฝ่ายตรงข้ามมาเขียนในกระดาษ แล้วลงยันต์รอบ ๆ มีคาถากำกับ เสร็จแล้วม้วนกระดาษ แล้วเอาสายสิญจน์พัน วิธีเฆี่ยนโนราใหญ่จะใช้ไม้หวายที่ลงยันต์ตลอดและต้องเป็นไม้หวายทั้งราก ที่ตั้งผิงไฟบนผราแผงตากของเหนือเตาไฟในครัวจนดำ มิฉะนั้นจะไม่ขลัง รำไปพลางเฆี่ยนไปพลาง เพื่อเป็นการตัดไม้ข่มนามอีกฝ่ายหนึ่ง รำเฆี่ยนพรายต้องเฆี่ยน ๓ ที เมื่อรำเฆี่ยนพรายจบ ก็จะเหยียบลูกมะนาว ที่ลูกมะนาวทั้ง ๓ ลูก ก็เขียนชื่อฝ่ายตรงข้ามไว้ และลงยันต์เรียบร้อย ในการเหยียบลูกมะนาวนั้น ลูกแรกนั้นโนราใหญ่จะเหยียบพลาดไม่ได้ เพราะถ้าเหยียบพลาดถือว่ามีลางแพ้ ส่วนลูกที่ ๒ และ ๓ นั้นจะพลาดหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ในตอนเฆี่ยนพราย หรือตอนเหยียบลูกมะนาวจะมีคาถากำกับ เป็นการตัดไม้ข่มนามอีกฝ่ายหนึ่ง พอเฆี่ยนพราย เหยียบลูกมะนาวเสร็จ นายโรงจะเอาทั้งกระดาษและลูกมะนาวทั้ง ๓ ใบมารวมกัน หมอกับโนราใหญ่จะกรวดน้ำ “อิมินา...” เพื่อแผ่กุศลให้อีกฝ่าย เพื่อขอโทษว่าอย่าถือโทษกันเลย เพราะที่ทำไปนั้น ทำไปตามวิสัยของนักเลง (นักแสดง) เมื่อกรวดน้ำเสร็จแล้วโนราจะรำขอเทริด ตอนที่โนราใหญ่รำเฆี่ยนพรายและเหยียบลูกมะนาวนั้น โนราใหญ่ยังไม่ได้สวมเทริด มีแต่ผ้าขาวโพกหัว ผ้าขาวนั้นเป็นผ้าลงยันต์เต็มทั้งผืน เพื่อกันไม่ให้อีกฝ่ายทำถูก การรำขอเทริดเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากที่เครียด ๆ มาเป็นการสนุกสนาน คนชูเทริดเป็นตัวตลก ตัวตลกจะรำทำท่าตลก ๆ ให้คนชม ในขณะที่โนราใหญ่จะรำสวย ๆ ขอเทริด เมื่อรำขอเทริดจบโนราใหญ่จะรำทำบทไปจนเลิก ประมาณ ๒๐ ปีมานี้ การว่าเฆี่ยนพรายและเหยียบลูกมะนาวเกือบจะหาไม่ได้อีกแล้ว เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง

        การแสดงโนราในปัจจุบันนี้นับเป็นการค้าประเภทหนึ่ง ซึ่งมีผู้ยึดเป็นอาชีพ การยึดเป็นอาชีพก็ต้องหวังเพื่อให้มีเงินพอใช้ในการเลี้ยงชีวิต การจะมีเงินใช้พอก็จะต้องมีคนนิยม จึงจำเป็นที่โนราจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการแสดงของตนไปตามยุคตามความต้องการของสังคม เพื่อความอยู่รอดของตน การที่โนราเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เป็นการปรับตัวที่ทำให้สามารถคงอยู่ในโลกบันเทิงนี้อีกต่อไปได้ หากไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว ก็ไม่แน่ว่าเราจะมีโนราให้ดูเช่นนี้อีกหรือไม่ และเป็นที่น่ายินดียิ่งที่สถาบันการศึกษาหลายแห่ง ทั้งระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษารวมทั้งวิทยาลัยนาฏศิลป์ นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นสถาบันที่ควรรักษาศิลปะการรำโนรานี้ได้เปิดฝึกสอนการรำโนราตามแบบโบราณ โดยจ้างโนราที่มีชื่อเสียงมาสอน นับเป็นวิธีการอนุรักษ์ศิลปะการรำโนราไว้อย่างน่าสรรเสริญและควรสนับสนุนอย่างยิ่ง จึงเชื่อแน่ว่า ศิลปะการรำโนราจะคงมีอยู่สืบไปอีกนานแสนนาน






หนังสืออ้างอิง

วิเชียร ณ นคร และคนอื่นๆ นครศรีธรรมราช โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์ ๒๕๒๑.

สาโรช นาคะวิโรจน์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ประหยัด เกษม ผู้สัมภาษณ์ ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๒๓.