Reading Room

พุ่มเทวา ที่ระลึกงานเชิดชูเกียรติศิลปินภาคใต้ : ขุนอุปถัมภ์นรากร

โนราลงครู

สว่าง สุวรรณโร



เราเคยเห็นการรำ การร้อง การทำบท และการแสดงเป็นเรื่องของโนรามาแล้ว ลำดับต่าง ๆ นี้เป็นขั้นตอนของการแสดงโนรา ถ้าเป็นการประชันโรงก็จะเพิ่มการเฆี่ยนพรายเข้าไปด้วย โนราลงครูไม่เน้นการแสดง หากเป็นการเชิญพ่อแม่ตายายผู้ล่วล่วงลับไปแล้วมาเข้าทรงลูกหลานที่เป็นคนทรง การลงครูเป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวปักษ์ใต้ ผู้มีบรรพบุรุษเป็นโนรา ระยะเวลาของพิธีการตามประเพณีนี้ไม่กําหนดแน่นอน เลือกเอาเวลาแต่เหมาะ ๆ ตามความสะดวกของผู้เป็นเจ้าภาพ ดินฟ้าอากาศปลอดโปร่งว่างฟ้าวางฝน เช่น เดือนห้า เดือนหก และเดือนเก้า ที่ผู้เขียนไปดูและมาเขียนให้ได้อ่านกันอยู่นี้ เขาก็มีพิธีในเดือนเก้า คือ ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๒๑ ที่หมู่บ้านน้ำกระจาย อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

สาเหตุของการรับโนรามาเล่นลงครูมีได้สามประการ อันเป็นการรับช่วงมาจากบรรพบุรุษก็เลยทำสืบเนื่องกันมา วางแผนระยะยาวว่าจะ “ลง” กันทุกปี หรือกี่ปีครั้ง หรือตามกำหนดที่ “ตาหลวง” (พ่อแม่ตายายที่มาเข้าทรง) สั่งเอาไว้ อย่างไรก็ตามการจัดบ่อย ๆ เจ้าภาพก็แย่ ปัจจุบันลงครูทีหนึ่งต้องสิ้นค่าใช้จ่ายเกือบหมื่น เมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าภาพเลยผัดผ่อนมาเรื่อย ๆ จนลืมไป และเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ถือโอกาสเลิกเสียเลย สบายดี ได้เอาเวลาไปทำมาหากินเต็มที่ พ่อแม่ตายายที่ใจดีไม่เอาเรื่องก็ปล่อยลูกหลาน แต่พ่อแม่ตายายบางท่านยังมีความเป็นห่วงลูกหลานอยู่ หรือบางท่านก็เคร่งครัด ไม่ยอมให้ลูกหลานละทิ้งประเพณีไปง่าย ๆ ท่านจึงใช้วิธีลงโทษ ทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยต่าง ๆ นานา ไปรักษาหมอหลวงก็ไม่หาย หากลูกหลานที่ถูกทำโทษยังระลึกถึงพ่อแม่ตายายไม่ได้อีก ท่านก็จะเข้าฝัน ก็จะเกิดการบนบานศาลกล่าว และการแก้บนกันขึ้นประการที่สาม เกิดจากการบนเหมือนกัน แต่คนละสาเหตุกับอันที่สอง สาเหตุประการที่สามนี้ ลูกหลานบนเอาเองเพื่อให้ประสบความสำเร็จเช่นให้ลูกสอบเข้าเรียนต่อได้ ให้ได้งานทำ ให้ถูกหวย ถูกลอตเตอรี่ ฯลฯ พ่อแม่ตายายท่านก็เลือกช่วย พอประสบผลตามปรารถนาก็มีการแก้บนโดยรับโนรามาเล่นลงครูดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

โรงโนราที่ใช้ลงครูสร้างเหมือนโรงโนราธรรมดา แต่ซีกที่โนราแต่งตัวปล่อยโล่ง ไม่ต้องมีฉากหรือม่านกั้นแต่อย่างใด หากมีเขาก็ม้วนและผูกไว้ข้างบน ไว้ใช้บ้างตอนเล่นเป็นเรื่องระหว่างที่ยังไม่เชื้อ (เชิญ) ครู (ตาหลวง) ด้านตะวันออกมีเครื่องเซ่น เครื่องบูชา ประกอบด้วยบายศรีและดอกไม้ธูปเทียน ตรงจั่วด้านตะวันออก ทำเป็นพาไลสำหรับตั้งศาลวางเครื่องบูชาและเครื่องสังเวย ได้แก่ หัวหมู ไก่ เหล้า หมาก พลู บุหรี่ ธูป เทียน ข้าวตอก ดอกไม้ ของหวาน ของคาว และมะพร้าวอ่อน รวมแล้วต้องครบ ๑๒ อย่าง เมื่อตาหลวงเข้าทรงแล้วจะขึ้นสำรวจเครื่องบูชาเหล่านี้ โรงโนราด้านตะวันออกจึงต้องคาดไม้แทนบันไดขึ้นตรงซีกซ้ายมือ (เมื่อหันหน้าไปทางตะวันออก) ส่วนซีกขวามือมีเทริด หน้าพราน และเครื่องแต่งตัวโนรา แขวนไว้บูชา

ตามปรกติโนราจะเข้าโรงวันพุธตอนเย็นและสิ้นสุดรายการแสดงวันศุกร์บ่ายหรือเย็น แต่พิธีครั้งนี้วันศุกร์ตรงกับวันพระ ทำพิธีไม่ได้ต้องหยุด และเลื่อนไปทำพิธีส่งตาหลวงกลับเอาในวันเสาร์ เมื่อโนราเข้าโรงคือวันพุธนั้น ก็มีการแสดงให้คนดูเหมือนโนราธรรมดา เริ่มแต่พลบค่ำจนดึกก็เลิก วันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันพฤหัสบดีจะเป็นวันเริ่มพิธีลงครู ตอนเช้าวันนี้โนราจะรำไหว้ครูเสียครึ่งวัน เขาเรียกการรำตอนนี้ว่า “แต่งพอก”

คำว่า “แต่งพอก” แปลตรงตัวว่า “แต่ง” หมายถึงการแต่งตัว (โนรา) ส่วน “พอก” ก็แปลความหมายตามพจนานุกรมนั่นแหละ คือ “ปะ หุ้ม โปะให้หนา โพกผ้า” ทั้งนี้เพราะผู้แสดง ได้แก่ โนราใหญ่หรือตัวหัวหน้าคณะโนราต้องเอาเครื่องบูชาครูชุดหนึ่ง ประกอบด้วย เข็ม ๙ เล่ม เงิน ๙ บาท หมากพลู ๙ คำ ดอกไม้ ๙ ดอก เทียน ๙ เล่ม ห่อผ้าขาวนำมาคาดสะเอว หลังจากนั่งสนับเพลา และก่อนการสวมเครื่องอื่น (รัดเครื่อง)

รองศาสตราจารย์ภิญโญ จิตตธรรม เรียกการแสดงโนราแบบนี้ว่า “โรงครู” ก็เข้าเค้าเหมือนกันเพราะโนราเองก็ไหว้ครู ระลึกถึงครูเช่นกัน นอกจากนั้นหัวหน้าโนรายังเรียกตัวเองว่า “ครูหมอ” เขาเป็นผู้แนะนำสั่งสอน “ตาหลวง” ที่มาเข้าทรง เมื่อเกี่ยวกับเรื่องครูเช่นนี้ก็เป็นธรรมดาการแสดงเริ่มจากการไหว้ครู เมื่อเริ่มโหมโรง รองหัวหน้าโนราขอศีลขอพรด้วย “สัสดี” ด้วยบทว่า “สัสดีข้าขอไหว้...” ต่อไปก็ (ประ) กาศครู มีบทเชื่อมว่า “สัสดียกเอาไว้จะอภิปรายอาจารย์ข้า” แล้วพรรณนาถึงครูโนราที่ได้ฝึกสอนเขามาเช่น “ท่านโนราจวนเป็นครูสอน ยอกรแหวกวางหว่างเกศา” เป็นต้น

รู้สึกว่าเอกลักษณ์ของโนราคือการแสดงที่ไม่คำนึงถึงเรื่อง แต่เน้นการว่าบทและทำบท (แสดงท่าตามบทร้อง) ลำดับในการไหว้ครูในการแสดงครั้งนี้ก็เหมือนกัน หลังประกาศครูโนราแล้วมาไหว้ครูอีก

        “ไหว้บุญคุณครูลูกเสียแล้ว            ไหว้บุญคุณแก้วคุณครูสอน
คุณพระมารดายกไว้ก่อน                       ไหว้คุณครูสอนมโนรา
ค่ำเช้าเข้านอนสอนให้เรียน                   ให้ขีดให้เขียนเรียนวิชา


อย่างไรก็ตามผู้เขียนเกิดความคิดว่าการเล่น “ลงครู” หรือ “โรงครู” จะเริ่มเอาตอนนี้ เพราะหลังจากนั้นก็ว่าเป็นลำดับไปจนจบรำแต่งพอก กล่าวคือ พอจบไหว้ครูก็ไหว้คุณพระมารดา “ส่วนบุญคุณครูไหว้เสร็จสรรพ กลับมาไหว้คุณพระมารดา” ตอนนี้ใช้ทำนอง “เพลงแตระ” และ “เพลงทับ” แต่มีการแสดงประกอบ โดยหัวหน้าโนราเป็นตัวแม่ มีพรานออกมาเป็นตัวพ่อ แสดงให้เห็นภาระของแม่ และความรักที่มีต่อลูก

__________

๑ ภิญโญ จิตตธรรม โนรา หน้า ๔๙.

๒ ล.ด. หน้า ๓๒-๓๓.


ลำดับที่สอง เป็นคติสอนใจคนทั่วไปให้เห็นความเป็นอนิจจังของชีวิตมนุษย์ทั่วไป

        แสงทองตะหวันเอ๋ย (ตะหวัน-ตะวัน)           เจ้าฉายขึ้นมาเมื่อยามเช้า

ชักมากันเข้า                                                    กั้นเจ้าแสงทองตะหวันเอ๋ย

ฝนตกข้างเหนือ                                               ฝนตกลงฉาฉา

โส้เอยโส้กัน (โส้-รองน้ำ)                                  แต่น้ำหมันหลั่งลงชายคา

แทงท่อลงมา                                                   แต่ยังค่ำไม่โร้เป็นห่วง (โร้-รู้)

น่าสงสารฝูงคน                                                บ้างพี่บ้างผอม

บ้างทุกข์บ้างตรอม                                           บ้างผอมบ้างไข้

อนิจจาฝูงคน                                                   แก่แล้วหมันหล่นเหมือนใบไม้

บ้างผอมบ้างไข้                                               บ้างเมียตายไปก่อนผัว

เรามารับกรรมกันทั่ว                                         บ้างผัวตายก่อนเมีย

ทรัพย์สินอยู่ข้างหลัง                                        แต่ตั้งจะสูญจะเสีย

ผัวตายก่อนเมีย                                                ไปเผาป่าช้าน่าสงสาร

ทรัพย์สินอยู่ข้างหลัง                                         ฉิบหายอันตรธาน

ไปเผาป่าช้าน่าสงสาร                                       ได้แต่ดุ้นฟืนกับท่อนไม้

ลูกหลานอยู่ข้างหลัง                                         ชวนกันนั่งร้องไห้

ได้แต่ดุ้นไฟกับท่อนไม้                                      คอยจนหวันเย็นไม่เห็นมา”


ลำดับที่สาม เรียกว่า บท “นกเปิดกาน้ำ” มีการแสดงประกอบด้วย เป็นบทสอนไม่ให้ลบหลคุณครูบาอาจารย์ มิฉะนั้นจะได้รับอันตรายด้วยการกระทำของตนเอง เรื่องมีว่าไชชาย (ชายหนุ่ม) คนหนึ่งเห็นนกเป็ดกาน้ำจับปลากิน เห็นวิธีหักเงี่ยงปลาก็แปลกใจในความสามารถของมัน จึงจำแบบมาฝึกอาวุธ พระพุทธเจ้าเสด็จมาพบเข้าจึงถามว่าเรียนมาจากไหน ไชชายผู้นั้นละอายที่จะตอบตามความจริง จึงตอบว่าเรียนรู้เอง พระพุทธเจ้าทรงขอให้รำหอก “หลาหน” ให้ดูไชชายรำไปวำมาเกิดแทงเอาตัวเองเข้า เลยต้องตายด้วยน้ำมือของตนเอง บทสุดท้ายของเรื่องสรุปไว้ว่า

        “................................              ................................

นี่แหละคุณครู                                   มีแล้วลบเสียไม่ได้

ที่หอกมาแทงเอาตัวตาย                    เพราะชายมาลบบุญคุณครู”


ลำดับที่สี่ แสดงเป็นเรื่อง ยักษ์ตนหนึ่งมีธิดาชื่อรามา นางไปรักกับมนุษย์ชื่อจิตณรงค์ และเก็บหนุ่มคู่รักไว้ในปราสาทของนาง พ่อรู้เข้าจึงสั่งขุนแก้วขุนไกร อำมาตย์ผู้ใกล้ชิด ไปบอกให้นางส่งตัวจิตณรงค์ นางบอกว่าจิตณรงค์ตายเสียแล้ว ส่วนศพนางได้เอาไปถ่วงน้ำ ยักษ์ผู้พ่อให้เอาตัวมาให้ได้นางก็แก้ตัวต่างๆ นานา เช่น ปลากินศพ น้ำแห้งเป็ดกินปลา เจ้าของเป็ดขายเป็ด ทั้งนี้เพื่อตัดปัญหาไม่ให้พ่อสั่งหาศพ ยักษ์โกรธ รู้ว่าลูกสาวโกหกจึงให้จับมาโบย ขุนแก้วขุนไกร รับโบยแทน แล้วปล่อยนางไปเสีย ยักษ์ลงโทษให้ประหารชีวิตขุนไกร ขุนแก้วให้ประหารตนแทน เมื่อขุนแก้วตายแล้วยักษ์ร้องไห้คร่ำครวญด้วยความอาลัยรัก


ลำดับที่ห้า ร้องและรำบท “พลายงาม” เนื้อร้องมีครบถ้วนในหนังสือ “โนรา” ของรองศาสตราจารย์ภิญโญ จิตต์ธรรม หน้า ๔๘-๔๙ อาจารย์อธิบายว่า “เป็นการรำพึงรำพันของช้างซึ่งขาดเสรีภาพจากป่ามาอยู่บ้าน ขาดความสำราญอันจะพึงมีตามธรรมชาติ อยากจะกลับไปอยู่ป่า แต่ไปไม่ได้” แต่บทของโนราเปลื้อง ศ. เพียรศิลป์ เริ่มตรง “เที่ยงแล้วพึ่งได้มาลงโรง พลายงามตามโขลงมาเข้าทรง” ทําให้คิดว่ามีอะไรสัมพันธ์กันอยู่ระหว่างพลายงามกับการลงครูและอีกคำหนึ่งว่า “แต่เทียมหมอเฒ่าจับได้มาอาลัยในคาไปไม่ได้” (แต่เทียม = ตั้งแต่) ยิ่งชัดใหญ่ เพราะตาหมอเฒ่า ตาหมอหลวงตาหมอเทพ (สิงหร) เป็นเชษฐบุรุษในบรรดาพ่อแม่ตายายทั้งหลาย อย่างไรก็ตามบท “พลายงาม” นี้ ทั้งร้องทั้งรับเพราะมาก ทำนองแปลกกว่าบทอื่น ๆ ลูกคู่รับออก “ช่าช่า...ด้วย” (ผู้เขียนมีม้วนเทป-หากสนใจจะฟัง)


ลำดับที่หกรำ “สิบสองเรื่อง” ซึ่งรองศาสตราจารย์ภิญโญ ได้รวบรวมไว้อย่างละเอียดแล้วในหนังสือ “โนรา” หน้า ๔๙-๕๒ มีเรื่องอะไรบ้าง และแต่ละเรื่องมีบทร้องว่าอย่างไร ก็กรุณาหาอ่านจากเล่มนั้น

ลำดับสุดท้ายเป็นกำพรัด “กำพรัดนกกระจอก” มีว่าดังนี้

        “นางนกจอกบินออกชายคา                  ทำปีกวาวาข้ามท่าสมุทรไท

ไปไม่ได้เพราะน้องนางห่วงไข่                      ข้ามท่าสมุทรไทเท่านั้นน้องหนา

นางนกจอกบินออกชายคา                           ทําปีกวาวาจะข้ามสระทันดร

ไปไม่ได้เพราะน้องนางลูกอ่อน                     ข้ามสระทันดรเท่านั้นน้องหนา

นางนกจอกบินออกชายคา                           ทําปีกวาวาจะข้ามทะเลวน

ยังไปไม่ได้ลูกนางไม่มีขน                            ข้ามทะเลวนเท่านั้นน้องหนา

ได้ปีกได้หางนางนกจอก                              ค่อยโผผินบินออกนอกชายคา นอกชายคา

ค่อยโผผินบินออก                                       นอกชายคา”


เมื่อเสร็จรำแต่งพอกก็พอดีเที่ยง โนราหยุดพักรับประทานอาหาร ถึงเวลาประมาณ ๑๔ นาฬิกา ก็จะเริ่มพิธีเชิญตาหลวงมาเข้าทรง ตามปรกติคนทรงมีประจำอยู่แล้ว หากคนทรงตายไปก่อน จะต้องเลือกคนทรงใหม่ ลูกหลานต้องมานั่งพร้อมหน้ากัน แต่งตัวเป็นคนทรงไว้ให้พร้อมคือ นุ่งผ้าโจงกระเบน คาดเข็มขัดเงิน หรือนาก ผ้าสะไบพาดไหล่ จะนั่งบนบ้านหรือนั่งในโรงโนราก็ได้ ทุกคนมีผ้าขาวคลุม เพื่อความสะดวกในการตั้งสมาธิ นายโรงโนราว่าบทเชื้อเชิญพ่อแม่ตายายมาเข้าทรง ตาหลวงที่จะเข้าทรงมีหลายองค์ แต่ที่ทุกเจ้าภาพจะต้องเชิญบูรพาจารย์โนราก่อน ซึ่งทางโนราเขาทราบดี นั่นคือตาหมอเฒ่า ตาหมอเทพ และตาเทพสิงหร จากนั้นก็เชิญตายายโนราของเจ้าภาพเอง การเชิญต้องเชิญมาเข้าทรงทีละองค์ คนทรงต้อง “สะบัด” (โนราทําเพลงเชิด คนทรงสั่นอีกครั้งเพื่อสลัดตาหลวงให้ออกจากร่าง) เสียก่อน จึงจะเชิญตาหลวงองค์ต่อไป ขณะเชิญตาหลวงมาเข้าทรง ดนตรีทำเพลงเชื้อเข้าตามบทร้องเชิญของครูหมอ (หัวหน้าโนรา) เมื่อเข้าทรง คนทรงเริ่มสั่น ดนตรีก็ทำเพลงเชิด ต่อไปนี้เป็นบทเชื้อที่พอจะจดมาได้เพื่อเป็นตัวอย่าง ทั้งนี้เพราะฟังบทไม่ค่อยชัด


บทเกริ่น

                “(ตาเอยตาหลวง)๔                         ลูกบวงสรวงราชครู                        ถ้วนหน้า

        ครูกลอนของข้า                                  แม่ศรีมาลา                                  เป็นครูต้น

        ลูกจะข้ามก็ไม่รอด                              ครั้นลูกจะลอด                              ก็ไม่พ้น

        แม่ศรีมาลาเป็นครูต้น                           มารดาพ่อขุน                                ศรัทธา

        แย้มพระโอษฐ์โปรดเกล้า                     มาเป็นคนเฒ่า                              (แต่ก่อน)

        มารดาศรัทธาท่าแค                             มีแต่พ่อเทพ                                 สิงหร

        ถ้าพ่อสมัครรักลูกจริง                           มาช่วยอวยสิง (สิง-ศีล)                  อวยพร

        ไหว้พ่อเทพสิงหร                                สอนมนต์พ่อขุน                             ศรัทธา

        ไหว้ศรัทธาราม                                    โฉมงามเบิกหน้า                           บายตา (หน้าตาเบิกบาน)

        ราชครูของข้า                                      พ่อลับตา                                     ไปเสียแล้ว

        พ่อลับตาไป                                        ท้าวไทไปสู่                                  วิมานแก้ว          

        ลับตาไปเสียแล้ว                                 เหมือนแก้วมาหล่น                        ไปจากอก

        โอ้อนิจจา                                           ลูกนึกขึ้นมา                                  น้ำตาตก

        มาหล่นไปจากอก                                เสมือนลูกนก                                 มาถูกเฉียว (เฉียว-เฉี่ยว)

        โอ้ว่าอนิจจา                                        มาทิ้งลูกยา                                   ไว้คนเดียว”


บทเชิญตาหมอเฒ่า

                “ตาหมอเฒ่าเป็นต้นเชียก (เชียก-เชือก)             อย่าให้ลูกร้อง                 เรียกหา

        ตาหมอเฒ่าเป็นเทพ                                                เป็นผู้วิเศษ                     ในเมืองพระพารา

        ตาหมอเฒ่าต้นหน                                                   ให้ขับต้อนพล                 กันเข้ามา

        แต่ไหรแต่ก่อน                                                      รู้แล้วไม่ห่อน                  ได้อยู่ช้า”


บทเชิญพ่อเทพสิงหร

                “สิบนิ้วยอกร                                                     ไหว้เทพสิงหร                ให้ร่อนมา

        เทพสิงหรของลูกแก้ว                                                แล้วแล้วไม่ห่อน             ได้อยู่ช้า”

__________

ผู้เขียนเติมเข้าเอง

แต่ก่อนมา


บทเชิญตาหมอเทพ

                “ตาหมอเฒ่ามาแล้ว                             ตาหมอเทพของลูกแก้ว                      เชิญเข้ามา

        ตาหมอเฒ่าเดินหน้า                                    ตาหมอเทพลีลา                                เดินตามหลังตา

        ตาหมอเทพของลูกแก้ว                                แล้วแล้วไม่ห่อน                              ได้อยู่ช้า

        มาจับตาซ้าย                                               โยกย้ายไปจับ                                   ที่ตาขวา

        มาจับที่ตาขวา                                             ให้ซ่านมา                                         ถึงหัวใจ

        มาจับแต่นิ้วกลาง                                         นิ้วนางพ่อจะเว้น                                ไว้ให้ใคร

        ริ่นริ่นไรไร                                                   ไคลเข้าในร่าง                                   พระกายา”

__________

 ก่อนนี้ไม่เคย


บทเชิญตาหลวงอินทร์

                “พ่อเทพสิงหรลงมาแล้ว                         หลวงอินทร์ใจแก้ว                             องค์ที่สี่

        แต่ก่อนเคยได้ยิน                                          ขึ้นชื่อหลวงอินทร์                              เขาใจดี

        เชิญลงมาองค์ที่สี่                                          ใจดีดำเหนิน (ดำเหนิน-ดำเนิน)           เชิญพ่อมา

        ตาหมอหลวงอินทร์ของลูกแก้ว                       เสียงแจ้วข้ากาศ (กาศ-ประกาศ)          อาราธนาหา

        ถ้าหากผิดพลั้งอย่าถือ                                   เชิญหลวงอินทร์แลมือ (แล-ดู)             มโนรา

        ศิโรราบกราบไหว้                                          ครูหมอตายาย                                   ข้างซ้ายขวา

        มาเถิดมาต้า (มาต้า มาเถิด)                            ดำเหนินเชิญมา                                 ให้ไวไว

        ช้านักไม่ได้                                                   ธูปเทียนดอกไม้                                ต้องจอไฟ (จอจุด)”


บทเชิญตาหลวงทรง

                “ทั้งหญิงทั้งชาย                                           พี่น้องทั้งหลาย                              เขาประสงค์

        ความรักความห่วง                                                 ความเป็นบ่วง                                ตาหลวงทรง

        ถึงเวลาแล้วพ่อจะลง                                              ลูกขอเชิญมา                                เถิดพ่อมา

        มาเถิดมาต้า                                                         เพราะพระเวลา                              มันไม่คอย

        หลวงทรงพ่อจงเลื่อนลอย                                      จะให้ลูกหลานคอย                        ไปถึงไหน

        รีบรีบไรไร                                                            เข้าไปในร่าง                                 พระกายา

        มาเร็วเร็วเถิดพ่อแก้ว                                             ลูกจะแผ้วแต่โรง                            ไว้คอยท่า”


บทเชิญโนรามี

                “มือข้าทั้งสิบนิ้ว                                สอดขึ้นหว่างคิ้ว                        เหนือเกล้าพระเกศี

        ยกขึ้นวันทา                                             ลูกจะร้องเรียกหา                      โนรามี

        แต่ก่อนเขาใจดี                                        พอมาปีนี้                                  ลูกหลานไม่เคยเห็น

        แต่ก่อนแต่ไหร (ไหร-ไร)                            โนรามียอดใย                           น้ำใจเย็น

        ลูกหลานไม่ห่อนเห็น                                 มาเล่นมารำ                              เสียเถิดหนา

        มาเถิดโนรามี                                            ฤกษ์งามยามดี                          เชิญพ่อมา

        มาเถิดมาต้า                                             หว่างตัวลูกยา                           ร้องเรียก

        ดอกจิกดอกจัก                                         ยังเล่าดอกรัก (ยังเล่า มีอีก)        ดอกลำเจียก

        ตัวพ่อเหมือนควาย                                    ส่วนตัวลูกชาย                          เปรียบเหมือนเชียก

        ถ้าพ่อไปไหน                                            ลูกน้อยก็ตาม                           เรียก

        ไม่ให้พ่อไปไกล                                        จูงเข้าในโรง                            มโนรา”


บทเชิญตาหลวงสิทธิ์

                “กล่าวถูกกล่าวผิด                        จะขออ้างหลวงสิทธิ์                        ติดต่อมา

        หลวงสิทธิ์ของลูกแก้ว                          แล้วแล้วไม่ห่อน                              ได้อยู่ช้า

        หลวงสิทธิ์เจ้าเอย                                ทรามเชยจับทรง                              ร่อนลงมา

        มาเถิดมาต้า                                        ดำเหนินเดินช้า                                อยู่ว่าไหร

        เข้ามาต้าเหวอยอด (ต้าเหวอ-เถิดนะ)     พ่อบุญรอดเข้ามา                            ช้าอยู่ไย

        รีบรีบอย่าทำไร (ไร-ชักช้า)                    เข้ามาในโรง                                   มโนรา

        หลวงสิทธิ์ของลูกแก้ว                          แล้วแล้วไม่ห่อน                              จะอยู่ช้า

        ถ้าพ่อมาก่อนให้นั่งหน้า                        มาช้าให้นั่ง                                     อยู่ข้างหลัง

        เราแห่เจ้าเข้าตัว                                  เหมือนแห่เจ้าอยู่หัว                         ให้เข้าวัง

        ธงแดงแห่หน้า                                    ธงราชวา                                         แห่ตามหลัง

        เชิญท่านเจ้าตามเส้นด้าย                     เคลื่อนย้ายเข้ามา                             ตามเส้นใย”


แต่ละองค์เมื่อจับทรง หรือจับลง (สั่น) แล้วจะขึ้นศาล (พาไล) เพื่อตรวจดูเครื่องบูชา แล้วลงมานั่งอมเทียนสามครั้ง อาจกินหมาก หรือ สูบบุหรี่ มีการซักถามกัน หมดปัญหาก็สะบัด ตาหลวงที่เป็นโนรา อาจไม่ขึ้นพาไล แต่จะขอเครื่องทรงมาสวมและร่ายรำตามแบบของโนรา

วันศุกร์เป็นวันสุดท้ายของพิธีลงครู เริ่มด้วยการเชื้อตาหลวงทุกองค์มาลงอีกครั้ง ในคนทรงเดิม มีการซักถามปัญหา นัดแนะพิธีที่จะมีในปีต่อ ๆ ไป จากนั้นมีการสรงน้ำ ระหว่างเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวอยู่ลูกหลานที่บนบานอะไรไว้ก็เตรียมตัวแก้บน พวกเป็ด ไก่ หัวหมู สำรับกับข้าว รวมทั้งเหล้า บุหรี่ จัดเตรียมไว้ในโรงโนรา เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเสร็จก็ถึงเวลาเสวย วิธีเสวยใช้เทียนขี้ผึ้งวน แล้วเอาเทียนเข้าปาก จุดใหม่ แล้ววนอีก จนครบอาหารทุกอย่าง และจนอิ่มเสวยคำโต ๆ เพราะเทียนที่ตะแคงลงไส้มันยาวกว่าที่ปักไว้ธรรมดา นอกจากนั้นยังใช้เทียนเล่มโตด้วย เวลาใส่เข้าปากแต่ละคำ เสียงดังจ๊วบ น่าเอร็ดอร่อย แต่พอมาถึงสุรา ทรงหนึ่งใช้เทียนวนแล้วใส่เทียนเข้าปากเหมือนกับที่เสวยอาหารอย่างอื่น แต่อีกทรงหนึ่งใช้เทียนวน แล้วชี้ให้รินใส่แก้ว ซดเอาจริง ๆ ด้วย เขาเล่าว่าตอนให้ทรงดื่มเหล้าสนุกดี เพราะลูกหลานได้พลอยซดตามกันไปด้วย เสร็จเสวยก็เป็นช่วงของผู้ที่บนรำบนออกพราน มารำแก้บนกันเสีย ก็ครึกครื้นกันอีกตอนหนึ่ง ทั้งหญิงทั้งชายออกมารำกัน จากนั้นลูกหลานเข้าไปหมอบกราบตาหลวงขอศีลขอพรโดยทั่วกัน ได้พบหน้าลูกหลานพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ตายายก็ดีอกดีใจอย่างเห็นได้ชัด ทางลูกหลานก็ปลาบปลื้ม ไม่พบก็เหมือนได้พบ ได้คุยกับผู้ล่วงลับไปแล้วจริง ๆ ที่ดีอีกอย่างหนึ่งก็ตรงได้พบญาติพี่น้องที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะลูก ๆ หลาน ๆ ที่เพิ่มออกมารุ่นใหม่ หลังจากนั้นโนราทำเพลงเชิดคนทรงก็สะบัด เป็นเสร็จพิธีเข้าทรง

ส่วนโนรายังไม่เสร็จ หลังจากพักรับประทานอาหารแล้ว ต้องรำอีกรอบเพื่อส่งพ่อแม่ตายายและไล่ผีสางที่พลอยเข้ามาผสมโรงพลอยกินของเสวย ราว ๑๖ นาฬิกา จึงจบพิธีทั้งหมด หลังจากนั้นญาติที่มาไกลก็ไปเยี่ยมญาติในหมู่บ้าน กว่าจะทั่วก็ตกเย็นจึงกลับบ้านของตัวเอง


__________

พิมพ์ครั้งแรกใน นิทรรศการมรดกวัฒนธรรมไทย ครั้งที่ ๒ ณ วิทยาลัยครูสงขลา ๑๒ - ๑๙ มกราคม ๒๕๒๒ สงขลา, วิทยาลัยครูสงขลา ๒๕๒๒ หน้า ๓๕-๔๔.