Reading Room

พุ่มเทวา ที่ระลึกงานเชิดชูเกียรติศิลปินภาคใต้ : ขุนอุปถัมภ์นรากร

ผลลัพธ์การค้นหา: "โนรา"

ศิลปินผู้เฒ่ามโนห์ราเทวดา

วุฒิกร



โนรา หรือ “มโนห์รา” หมายถึง การร่ายรำตามแบบฉบับของชาวปักษ์ใต้ ซึ่งประกอบด้วยการขับร้องประกอบดนตรี อันมี กลอง ทับ โหม่ง ฉิ่ง ปี่ และแตระ อันเป็นต้นฉบับในการเล่นละครชาตรีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องจากต้นกำเนิดของโนรามาจากเชื้อพระวงศ์ เพราะฉะนั้นเครื่องแต่งกายต่าง ๆ จึงเป็นเครื่องทรงเกือบแทบทั้งสิ้น ในยุคปัจจุบันนี้ได้พลอยมีการพัฒนาการขับร้องร่ายรำของโนราให้ผิดเพี้ยนไปจากของเดิมอยู่มากทีเดียว แต่ทางวิทยาลัยครูสงขลาได้จัดให้มีการฝึกสอนโนรา อันเป็นแบบประเพณีดั้งเดิม เพื่อเป็นการรักษาศิลปะเก่าแก่นี้ไว้ โดยมีปรมาจารย์ชั้นบรมครูคือ “ท่านขุนอุปถัมภ์นรากร” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “มโนห์ราพุ่มเทวา” เป็นผู้ฝึกสอนท่วงท่าร่ายรำตามแบบฉบับดั้งเดิมอย่างแท้จริง

ในการแสดงศิลปะพื้นเมืองของชาวภาคใต้งานมหกรรมดนตรีครั้งที่ ๑๐ ณ สังคีตศาลา วันที่ ๒๐ มีนาคมนี้ ขุนอุปถัมภ์นรากร ก็ได้รับการติดต่อจากสมาคมชาวปักษ์ใต้ ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ให้มาโชว์ศิลปะอันเก่าแก่ในครั้งนี้ด้วย โดยการนำของนายรุ่น เอสะนาชาตัง เทศมนตรีเมืองพัทลุง และมีนายสันติ ลูกชายขุนอุปถัมภ์นรากร เป็นผู้ประสานงาน ปรากฏว่าการแสดงได้รับความสนใจจากประชาชนที่เข้าไปชมเป็นอันมาก ก่อนหน้าที่จะไปแสดงที่สังคีตศาลา ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้นำขุนอุปถัมภ์นรากรและคณะมโนห์ราชุดนี้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ ตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อรำถวายต่อหน้าพระพักตร์ ซึ่งเป็นที่พอพระราชหฤทัยเป็นอันมาก และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเสมาจารึกพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. แก่ขุนอุปถัมภ์นรากร และเหรียญที่ระลึกมีพระบรมฉายาลักษณ์แก่มโนห์ราและนักดนตรีในคณะทุกคนด้วย


“ผมรู้สึกปลื้มปิติและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นครับ” ขุนอุปถัมภ์นรากรได้เปิดเผยความรู้สึกกับผม เมื่อถูกถามความรู้สึกที่ได้รับพระราชทานเสมาจารึก พระปรมาภิไธยย่อ ภปร. ครั้งนี้

ขุนอุปถัมภ์นรากรหรือมโนห์ราพุ่มเทวาศิลปินผู้เฒ่าวัย ๘๐ ปี ได้เปิดเผยชีวประวัติของตัวเองตั้งแต่เยาว์วัยให้ฟังว่า บิดามารดามีอาชีพเป็นชาวนาชื่อนายเงินและนางชุม ส่วนท่านขุนฯ ผู้นี้เกิดที่ตำบลดอนทราย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๔ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ โดยมีชื่อเดิมว่า “นายพุ่ม ช่วยพูลเงิน”

ในขณะที่อายุได้ ๑๒ ขวบ ได้ไปเป็นลูกศิษย์ท่านพระครูกาเดิม วัดวิหารเบิก ตำบลลำปำ ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองพัทลุงในสมัยก่อนโน้น หลังจากนั้นได้กลับไปอยู่บ้านที่อำเภอควนขนุน ได้เห็นการแสดงมโนห์ราที่นั่น รู้สึกชอบอกชอบใจมากจึงได้ไปสมัครเป็นลูกศิษย์มโนห์ราชม ซึ่งเป็นครูคนแรกถ่ายทอดศิลปะวิชาการให้

เมื่อมโนห์ราชม พร่ำสอนจนหมดเปลือกและเห็นหน่วยก้านว่าเด็กคนนี้เป็นศิลปินเต็มตัว จึงได้นำไปฝากให้เรียนต่อกับมโนห์ราไข่โก ซึ่งมีนิวาสสถานอยู่ที่บ้านไม้เสียบ ตำบลวังอ่าง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ฝึกหัดต้นฉบับดั้งเดิมของมโนห์ราทุกแบบอย่างอยู่ที่นั่นถึง ๑๐ ปีเศษ จนสามารถที่จะออกบินเดี่ยวได้ จึงตั้งคณะมโนห์ราของตนเองขึ้นออกตระเวนแสดงจนทั่วภาคใต้กระทั่งถึงปีนัง เป็นที่เลื่องชื่อลือชามากจนกระทั่งมีผู้ให้ฉายาว่า “เทวา” หรือ “เทวดา” เพราะการร่ายรำเป็นไปในลักษณะของเทวดา มีลูกศิษย์ลูกหามากมายก่ายกอง พออายุได้ ๓๐ ปีก็แต่งงานกับสาวตำบลนาขะหยาดชื่อ “แหม้ว” อยู่กินด้วยกันมาจนบัดนี้ มีทายาททั้งหมด ๕ คน ชาย ๒ หญิง ๓

มโนห์ราพุ่มเทวา ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนอุปถัมภ์นรากร เมื่ออายุประมาณ ๔๐ ปีหลังจากที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นกำนันตำบลชะมวง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง และรับราชการได้ ๕ ปี รับราชการเป็นกำนันเมื่ออายุ ๓๕ ปี ขุนอุปถัมภ์นรากร ได้เลิกการแสดงตั้งแต่นั้นมา และมาเริ่มใหม่เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๒ โดยรำถวายหน้าพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันคราวเสด็จฯ เยือนภาคใต้

ศิลปินผู้มีฉายาเทวดาซึ่งถือเป็นเพชรเม็ดเอกของเมืองใต้ผู้นี้ได้เล่าความประทับใจให้ฟังว่าได้รำถวายหน้าพระที่นั่งรัชกาลที่ ๖ ครั้งแรกที่พลับพลานาวง อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ซึ่งก็ได้รับพระราชทานรางวัล และเป็นที่พอพระราชหฤทัย หลังจากนั้นได้รำถวายอีกเป็นครั้งที่ ๒ ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งครั้งนี้ได้รับพระราชทานเงินรางวัล ๕๐๐ บาทในขณะนั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับปัจจุบันก็มากโขอยู่ทีเดียว

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๗ วิทยาลัยครูสงขลา ได้ติดต่อไปสอนเป็นกิจกรรมนอกเวลาของนักศึกษา ซึ่งขุนอุปถัมภ์นรากรก็ตกลงไปสอนเพื่อเป็นวิทยาทานให้ โดยไม่มีเงินเดือนประจำแต่อย่างไร นอกจากนั้นยังได้รับเชิญให้ไปสอนในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ด้วย จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้เอง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้นำโขนไปแสดงที่จังหวัดสงขลา และได้ชมการแสดงมโนห์ราต้นฉบับดั้งเดิมซึ่งขุนอุปถัมภ์นรากร ได้แสดงให้ชม รู้สึกติดอกติดใจมาก และสรรเสริญว่าเป็นบรมครูมโนห์ราที่แท้จริง ถึงกับไปกราบคารวะท่านขุนอุปถัมภ์นรากร และยกย่องให้เป็น “เพชรสงขลา” นับถือมาจนกระทั่งบัดนี้ นอกจากนั้น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังได้ติดต่อให้ขุนอุปถัมภ์นรากรและคณะซึ่งมาแสดงที่สังคีตศาลาเมื่อวันที่๒๐ มีนาคม ไปถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ส่วนพระองค์เพื่อรักษาไว้ซึ่งศิลปะและวัฒนธรรมของชาติสืบต่อไปด้วย



_______________________________________________________

พิมพ์ครั้งแรกใน เดลินิวส์ วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๑๔ หน้า ๕, ๒.