Reading Room

พุ่มเทวา ที่ระลึกงานเชิดชูเกียรติศิลปินภาคใต้ : ขุนอุปถัมภ์นรากร

ผลลัพธ์การค้นหา: "โนรา"

ขุนอุปถัมภ์นรากร

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช


ขอเขียนเสริมเติมต่อบทความของคุณงาแซง เรื่องท่านขุนอุปถัมภ์นรากรเห็นจะดีเป็นแน่ทีเดียว

คุณงาแซงได้อัญเชิญพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เรื่องจดหมายเหตุเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้มาลงไว้ ซึ่งผมขอคัดมาลงต่ออีกครั้งหนึ่งดังต่อไปนี้

โนราคนหนึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นกำนัน แล้วลาออกกลับไปแสดงโนราตามเดิม นายคนนี้ทูลกรมหลวงดำรงว่า เป็นกำนันไหนจะสู้โนราได้ อย่าว่าแต่จะให้เป็นกํานันเลย ถึงแม้จะให้เป็นอำเภอหรือเจ้าเมืองหรือเทศาก็ไม่ต้องการ เขาดีกว่าเทศา เพราะเทศามีคนถอดได้ โนราไม่มีใครถอดได้”

โนราคนที่ตรัสถึงในพระราชนิพนธ์นั้นคงจะไม่ใช่ท่านขุนอุปถัมภ์ฯ แต่ท่านขุนอุปถัมภ์ก็เคยเป็นกำนัน และราชทินนาม “อุปถัมภ์นรากร” นั้นก็เป็นราชทินนามตามประทวนกำนัน มิใช่ได้มาจากการเป็นโนรา

แต่นามโนราของท่านขุนนั้นดูเหมือนจะโด่งดังกว่าเพราะคนเขารู้จักท่านทั่วทั้งภาคใต้ว่า โนรา พุ่มเทวา

แปลว่ารำสวยเหมือนเทวดา

ยิ่งแปลเป็นฝรั่งยิ่งออกจะโก้

ไม่ใช่ Phoom the Great

แต่เป็น Phoom the Divine

ฟังแล้วจับใจพิลึก เพราะท่านขุนอุปถัมภ์ฯ นั้นถึงแม้จะมีอายุ ๘๐ ปีบริบูรณ์แล้ว แต่พอรัดเครื่องโนราสวมเทริดออกรำเข้ากับปี่กลองแล้วก็งามเหมือนเทวดาจริงๆ




ผมได้ดูท่านขุนอุปถัมภ์ฯ รำโนราเป็นครั้งแรกที่สงขลาเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง

ทางวิทยาลัยครูสงขลาได้มอบให้ท่านขุนอุปถัมภ์ฯ หักโนรานักศึกษาที่นั่น และเมื่อศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปแสดงโขนที่นักสงขลา ทางวิทยาลัยครูก็ได้กรุณาให้ท่านขุน ฯ มารำโนราให้ดู

คนที่ครอบโขนละครแล้วนั้น ถือว่าโนราเป็นครูใหญ่และเป็นครูแรง พอได้ยินเสียงปี่กลองโนราขึ้น ก็ยกมือไหว้ทุกครั้งไป

พอได้ยินเสียงปี่กลองโนราดังขึ้นที่สงขลาโขนธรรมศาสตร์ก็ยกมือไหว้ขึ้นพร้อมกัน

และพอผมได้แลเห็นท่านขุนอุปถัมภ์ฯ ออกรำผมก็ขนลุกเกรียว เพราะรู้ตัวว่าครูโนราที่ครูโขนละครเคยสั่งสอนให้เคารพกราบไหว้นั้นมาปรากฏตัวจริง ๆ เฉพาะหน้า

ศิลปะที่ท่านขุนแสดงออกนั้น เป็นศิลปบริสุทธิ์

เป็นแสงสว่างที่ส่องออกมาจากในใจของคนที่เจริญแล้วด้วยวัฒนธรรมอันสูงส่ง

เป็นอำนาจเป็นพลังที่อยู่เหนือกาลเวลาและอายุคน

เมื่อก่อนจะออกนั้นท่านขุนฯ เป็นผู้ที่เจริญด้วยวัย

แต่เมื่อออกแล้วท่านขุนฯ เป็นดวงประทีปแห่งนาฏศิลป์ เป็นวิญญาณหรือเป็นธาตุแท้แห่งโนรา

ไม่มีอายุ ไม่อยู่ในขอบเขตแห่งกาลเวลา

ปี่กลองที่เป็นคณะของท่านขุนฯ ก็อยู่ในระดับเดียวกัน

เป็นเสียงดนตรีปักษ์ใต้ซึ่งมีลีลาอันไม่มีสิ้นสุด

ความเคลื่อนไหวและการใช้อวัยวะมือเท้าและแขนขาของท่านขุน ฯ แสดงถึงวินัยแห่งศิลปินซึ่งไม่ทอดทิ้งการฝึกซ้อม

แม้แต่คนหนุ่ม ๆ เช่น ครูนาฏศิลป์ กรมศิลปากร ซึ่งได้ไปดูในคราวเดียวกันนั้นก็ยอมรับว่าทำไม่ได้อย่างท่านขุนฯ

ท่านขุนรำเสร็จแล้ว ผมและโขนธรรมศาสตร์ ตลอดจนครูศิลปากรก็เข้าไปกราบไหว้ด้วยความเคารพอย่างจริงใจทุกคน ซึ่งท่านขุนฯ ก็เอามือลูบหัวประสาทพรให้ทุกคน




ผมก็เรียกท่านขุนอุปถัมภ์นรากรว่าพ่อตั้งแต่นั้นมา

สมาคมชาวปักษ์ใต้จัดให้พ่อและคณะได้มาแสดงในงานดนตรีมหกรรมของกรมศิลปากรในคราวนี้

พอมาถึงกรุงเทพฯ พ่อก็ให้คนพามาหาผมเพื่อเยี่ยมถามทุกข์สุข

ผมถามพ่อว่ามากรุงเทพฯ ครั้งนี้พ่ออยากได้อะไรบ้าง ผมจะได้หาให้

พ่อแกบอกว่าอายุปูนนี้แล้วไม่ต้องการอะไรหรอก ยังเหลืออยู่อย่างเดียวเท่านั้น

ผมก็ถามว่าอะไร

พ่อบอกว่าเคยรำโนราถวายพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ มาแล้วหนึ่งครั้ง รัชกาลที่ ๗ หนึ่งครั้ง

ความปรารถนาในขณะนี้ จึงมีอยู่อย่างเดียว คือ

ใคร่เข้ารำถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลนี้อีกสักครั้งเท่านั้น

เป็นบุญของพ่อที่ได้สมปรารถนา เพราะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ่อและคณะเข้ารำโนราถวายทอดพระเนตรบนพระที่นั่งที่สวนจิตรลดา เมื่อตอนกลางวันวันเสาร์ที่ ๒๐ มีนาคม

พ่อและโนราอีกสามคน ซึ่งสองในสามคนนี้เป็นผู้ใหญ่บ้าน อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง รำโนราถวายสุดฝีมือ

ใช้เวลาประมาณ ๔๐ นาที

จบแล้วพ่อก็กราบบังคมทูลว่ายังไม่เหนื่อยเลย จะโปรดเกล้าให้อีกก็ยังได้

พ่อแกเป็นคนโบราณ จึงพูดจาเพ็ดทูลได้คล่องแคล่ว แต่คนในคณะของพ่อซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาสามัญจากท้องที่ห่างไกลนั้น เขาก็พูดจาเพ็ดทูลได้คล่องแคล่วเหมือนกัน

ด้วยภาษาพื้นบ้านธรรมดา ไม่ใช้ราชาศัพท์ด้วยความเคารพที่ออกมาจากจริงใจ

ไม่ปรากฏว่ามีอะไรมากีดกั้นระหว่างเจ้าชีวิตกับชาวบ้านเมืองพัทลุง

คนที่พูดหรือคิดว่า ราชาศัพท์เป็นเครื่องกีดขวางมิให้คนไทยใกล้ชิดพระเจ้าอยู่หัวของเขานั้นเป็นคนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง

ที่ว่าไม่รู้จักที่สูงนั้นคือ ไม่รู้จักพระเจ้าอยู่หัวเมืองไทย ว่าทรงใกล้ชิดกับราษฎรของพระองค์เป็นที่สุด ตั้งแต่รัชกาลไหนมาก็หามิได้เคยทรงบังคับให้ราษฎรเพ็ดทูลด้วยราชาศัพท์ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กราบบังคมทูลด้วยถ้อยคำสามัญได้ตลอดมา สำหรับผู้ที่ไม่รู้หรือไม่อยู่ในฐานะที่จะรู้ราชาศัพท์



ผมเองเกิดไม่ทันรัชกาลที่ ๕ แต่ในรัชกาลที่ ๖ นั้นเคยได้เห็นกับตาว่าราษฎรพายเรือมาเฝ้าริมเรือพระที่นั่งที่อำเภอเจ้าเจ็ด และได้ยินกับหูว่าราษฎรใช้สรรพนามเรียกตัวเองว่า “ฉัน” เรียกในหลวงว่า “ท่าน” และใช้ครับ จ๊ะ จ๋า ตามที่เขาถือว่าสุภาพ โดยไม่มีใครไปกีดขวางห้ามปรามเลย

ที่ว่าไม่รู้จักที่ต่ำก็คือ ผู้ที่พูดหรือคิดเช่นนั้นรับราชการในตำแหน่งใหญ่โตเหนือหัวราษฎรธรรมดาสามัญจนไม่รู้เสียแล้วว่า ราษฎรไทยเขามีเกียรติของเขาตามธรรมชาติเพียงใด

ในฐานะที่เขาเป็นคนไทย

มีในหลวงเป็นของเขา

เขาจะเข้าเฝ้าเพ็ดทูลอย่างใกล้ชิดสนิทสนมกับพระเจ้าอยู่หัวของเขาด้วยเกียรติของคนไทยธรรมดาสามัญ

ไม่รู้สึกกระดากกระเดื่องอย่างไรเลย

เขาจะสยบหัวให้แก่คนขนาดนายอำเภอเท่านั้น

เพราะเขาไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวโดยใช้เรื่อง

อย่างไรก็ตาม รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งพ่อก็มาหาผมอีก คราวนี้พ่อแกกลายเป็นคนหนุ่มรุ่นเดียวกับผมไปแล้ว ผูกเน็คไทอันเบ้อเร่อสีสุดทันสมัย เดินตัวปลิวกว่าผมเป็นกอง

ผูกเสมา ภปร. เสียด้วย

ที่ว่าโนราไม่มีใครถอดได้นั้นจริง


.................................................................................................

พิมพ์ครั้งแรกใน สยามรัฐ ๒๔ มีนาคม ๒๕๑๔ หน้า ๕.