Reading Room

พุ่มเทวา ที่ระลึกงานเชิดชูเกียรติศิลปินภาคใต้ : ขุนอุปถัมภ์นรากร

ผลลัพธ์การค้นหา: "โนรา"

พิธีกรรมที่น่าศึกษาในโนราโรงคร

ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์



โนราเป็นมหรสพหรือการเล่นร้องรำพื้นบ้านดั้งเดิมของชาวภาคใต้ เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่ชาวภาคใต้และภาคอื่น ๆ ของประเทศมาช้านาน จนแทบกล่าวได้ว่ามีคนไทยน้อยคนที่ไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อมหรสพนี้ สําหรับชาวภาคใต้ในสมัย ๒๐ ปีที่แล้วมา โนราเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เพราะโนราเป็นทั้งแบบแผนการรำร้อง และพิธีกรรมที่เกิดจากความเชื่อบางประการ ที่ยังความสุขความเจริญมาสู่ตน โนราจึงเป็นศิลปะที่เราไม่อาจมองข้ามไปได้โดยง่ายเลย

ก่อนที่จะก้าวมาดำรงบทบาทการสร้างความบันเทิงแก่ชุมชน โนราคงจะเป็นการแสดงสำหรับประกอบพิธีกรรมสำคัญ ๆ มาก่อน เช่น พิธีกรรมของกษัตริย์ หรือเจ้าเมือง และชนชั้นสูงในแต่ละท้องถิ่น หลักฐานในข้อนี้อาจมองเห็นได้จากเครื่องแต่งกาย ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีลักษณะคล้ายของกษัตริย์สมัยโบราณอยู่หลายส่วน นอกจากนี้พิธีกรรมและคตินิยมหลายอย่างที่โนรากระทำหรือยึดถือ ทำให้คะเนได้ว่าโนราจะต้องพัฒนามาจากการแสดงในพิธีกรรมสำคัญ หรือพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์มาก่อน

ปัจจุบันโนราได้ลดบทบาทในการแสดงเพื่อประกอบพิธีกรรมสำคัญ ๆ ลง มุ่งไปแสดงเพื่อสร้างความบันเทิงแก่ชุมชนมากขึ้น พิธีกรรมและคตินิยมที่เคยยึดมั่นอยู่ ก็นับวันจะเปลี่ยนรูปหรือสูญหายไป ยิ่งภาวะเศรษฐกิจและอิทธิพลของศิลปะการแสดงรุ่นใหม่ เช่น เพลงลูกทุ่ง และดนตรีสากล เข้ามามีบทบาทในหมู่บ้านมากขึ้นก็ยิ่งทำให้โนราจำเป็นต้องละทิ้งบทบาทเดิม ไปแสดงบทบาทด้านสร้างความบันเทิงเพื่อความอยู่รอดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่บทบาทดั้งเดิมของโนราจะสูญหายไปด้วยเหตุและสภาวะดังกล่าว เราก็ควรจะทำความรู้จักกับโนราและบทบาทโนราในด้านพิธีกรรมเสียก่อน โนราที่กล่าวถึง ก็คือ โนราโรงครู”


ความหมาย

โนราโรงครู หมายถึงโนราที่แสดงเพื่อประกอบพิธีเชิญครู หรือบรรพบุรุษของโนรามายังโรงพิธี เพื่อรับการเซ่นสังเวย เพื่อรับของแก้บนและเพื่อครอบเทริดหรือผูกผ้าแก่ผู้แสดงโนรารุ่นใหม่ ด้วยเหตุที่ต้องทำการเชื้อเชิญครูมาเข้าทรง (หรือมา “ลง”) ยังโรงพิธี จึงเรียกพิธีกรรมนี้อีกชื่อหนึ่งว่า โนราลงครู”

โดยปกติการแสดงศิลปะร้องรำชนิดนี้ หากจัดขึ้นเพื่อชมในฐานะเป็นมหรสพ ก็เรียกว่า โนรารำ” ถ้าคณะโนราเดินทางไปแสดงในถิ่นต่าง ๆ ในลักษณะแสดงเร่ไปเรื่อย ๆ ก็เรียกว่า โนราเดินโรง” และถ้าให้คณะโนราตั้งแต่สองโรงขึ้นไปมาทำการประชันหรือแข่งขันกัน ก็เรียกว่า โนราโรงแข่ง”

“ครู” ตามความหมายของโนรามีสองความหมาย ความหมายแรกหมายถึง ผู้สอนวิชาการร้องรำโนราแก่ตนเอง หรือแก่บรรพบุรุษของตน เช่น แก่ปู่หรือแก่บิดาของตน เป็นต้น ความหมายที่สอง หมายถึงบรรพบุรุษหรือผู้ให้กำเนิดโนรา เช่น ขุนศรีสัทธา นางนวลทองสำลี และแม่ศรีมาลา เป็นต้น บรรพบุรุษตามความหมายนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ตายายโนรา


วัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์ของการแสดงโนราโรงครูมี ๓ ประการ

๑. เพื่อไหว้ครูหรือไหว้ตายายโนรา ด้วยเหตุที่เป็นศิลปินมีครู ดังนั้นผู้แสดงโนราก็ดี เทือกเถาเหล่ากอของโนราก็ดี จงถือเป็นธรรมเนียมว่าจะต้องมีการไหว้ครู และแสดงกตเวทิตาคุณต่อครูของตนอยู่เสมอ การไหว้ครูและแสดงกตเวทิตาคุณเช่นนี้ ก็ทำโดยการรำโรงครูนั่นเอง

๒. เพื่อแก้บน นอกเหนือจากธรรมเนียมการไหว้ครูดังกล่าวข้างต้นแล้ว บางคร้้งศิลปินโนราภาคใต้ยังเห็นว่า ครูโนราของตนที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมีเหตุเพทภัยแก่ตนและครอบครัว หรือญาติมิตร ก็มักจะบนบานศาลกล่าวต่อบรรพชนเหล่านั้น บางครั้งก็อาจจะบนบานให้ประสบโชคดี ซึ่งเมื่อสำเร็จสมประสงค์แล้วก็จำเป็นต้องแก้บนให้ลุล่วงไป ทางออกในกรณีนี้ก็คือการรำโรงครูนั่นเอง

๓. เพื่อครอบเทริด ธรรมเนียมนิยมอย่างหนึ่งของศิลปินไทย ก็คือการครอบมือแก่ศิลปินใหม่ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมอันเป็นมิ่งมงคลยิ่งของชีวิตศิลปิน สำหรับโนราของภาคใต้ ก็ประพฤติปฏิบัติในทำนองเดียวกัน ซึ่งเรียกว่า “พิธีครอบเทริด” หรือ “พิธีผูกผ้าใหญ่” หรือ “พิธีแต่งพอก” พิธีนี้จะจัดขึ้นเมื่อใด ก็จําเป็นต้องมีการรำโนราโรงครูทุกครั้ง


ชนิดของโนราโรงครู

โนราโรงครูมี ๒ ชนิด คือโรงครูใหญ่กับโรงครูเล็ก

โรงครูใหญ่ หมายถึงการรำโนราโรงครูเต็มรูป ปรกติการรำโนราโรงครูใหญ่ทำกัน ๓ วัน จึงจบพิธี เริ่มตั้งแต่วันพุธ ไปสิ้นสุดในวันศุกร์ และจะต้องทำกันเป็นประจำ เช่น ทุกปี ทุกสามปี ทุกห้าปี เป็นต้น การรำเช่นนี้จำเป็นต้องใช้เวลาเตรียมการนาน และต้องใช้ทุนทรัพย์ค่อนข้างสูง เพราะเป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อครูโนรา หรือตายายโนราที่ยากจะทำได้

โรงครูเล็ก หมายถึงการรำโรงครูอย่างย่นย่อ คือใช้เวลารำเพียง ๑ คืนกับ ๑ วันเท่านั้น ปรกติจะรำในเย็นวันพุธ ไปสิ้นสุดในวันพฤหัสบดี การรำชนิดนี้มีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับการรำโรงครูใหญ่ แต่ทว่าไม่อาจกระทำพิธีให้ใหญ่โตเท่าการรำโรงครูใหญ่ได้ เพราะเวลาและฐานะเศรษฐกิจรัดตัว ดังนั้นเมื่อถึงวาระที่ต้องทำการบูชาครูหรือตายายโนรา (เช่นถึงวาระ ๓ ปี ๕ ปี) จึงได้ทำพิธีบูชาอย่างย่นย่อเสียก่อนสักครั้งหนึ่ง เพื่อมิให้ผิดสัญญาต่อครูหรือตายายโนรา การทำพิธีอย่างย่นย่อเช่นนี้เรียกว่า “การโรงครูเล็ก” หรือ “การค้ำครู”

ในระหว่างการรำโรงครูเล็ก จะมีการเชิญครูหรือตายายโนรามาเข้าทรง ระหว่างเข้าทรงอยู่ก็จะต้องบอกกล่าวขอผัดผ่อนหรือยืดเวลาการรำโรงครูใหญ่ออกไปให้นานขึ้น เท่าที่ตนจะเห็นว่าสะดวกและคล่องตัวเป็นที่สุด เช่น อาจจะต้องขอยืดเวลาลงครูจากเดิมไปเป็น ๗ ปีต่อครั้ง หรือ ๙ ปีต่อครั้ง เป็นต้น หากครูหรือตายายโนราไม่ขัดข้อง การรำโรงครูใหญ่ในครั้งต่อไปก็จะกระทำในวาระใหม่ตามที่ตกลงกัน แต่ถ้าหากครูหรือตายายโนราเห็นว่าเป็นช่วงยาวนานเกินไป ก็อาจจะต่อรองโดยขอให้มีการทำพิธีบูชาครูอย่างย่นย่อหรือสังเขปเสียสักครั้ง ในตอนกึ่งกลางช่วง เช่น ขอตกลงว่าจะรำโรงครูใหญ่ทุก ๑๐ ปี ครูหรือตายายโนราก็อาจขอให้มีการบูชาครูอย่างย่นย่อหรือสังเขปในปีที่ ๕ เสียสักครั้งหนึ่งก่อน การรำย่างย่นย่อหรือสังเขปในปีที่ ๕ นี้ เรียกว่าการรำโรงครูเล็ก หรือการค้ำครู ครั้นถึงปีที่ ๑๐ ตามที่ได้ตกลง จึงจะทำพิธีราโรงครูใหญ่ต่อไป

การรำโรงครูทั้งสองชนิด เมื่อพิเคราะห์ดูแล้วจะเห็นว่า เป็นธรรมเนียมอันดีของศิลปินโนรา เพราะเป็นการแสดงความรำลึกถึงคุณครูประการหนึ่ง และเป็นการชุมนุมครูและศิษย์ปัจจุบันได้อีกประการหนึ่ง อันจะเป็นหนทางให้สัมพันธภาพระหว่างครูกับศิษย์ และโนรากับโนราด้วยกันยังแน่นแฟ้นอยู่เหมือนเดิม

อนึ่ง เนื่องจากการรำโรงครูเล็กหรือการค้ำครู เป็นพิธีกรรมอย่างย่นย่อ ถือกันว่ามีความขลังหรือศักดิ์สิทธิ์น้อยกว่าการรำโรงครูใหญ่ ดังนั้นในการแก้บน และการครอบเทริดหรือผูกผ้าจึงไม่นิยมทำพิธีโรงครูเล็ก แต่จะทำพิธีโรงครูใหญ่แทน


ระยะเวลาทำพิธีโรงครู

ระยะที่นิยมประกอบพิธีรำโนราโรงครูก็คือ ฤดูแล้ง ซึ่งเป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวเสร็จเรียบร้อย ในแถบจังหวัดตรัง มักทำในราวเดือนยี่ถึงเดือนสาม แถบจังหวัดพัทลุง นครศรีธรรมราช และสงขลา มักทำในเดือนหกถึงเดือนเก้า โดยไม่จำกัดวันขึ้นวันแรม


วันประกอบพิธี

การรำโรงครู ทั้งโรงครูใหญ่และโรงครูเล็ก นิยมทำในวันพุธ ไปเสร็จสิ้นในวันศุกร์รวม ๓ วัน ในบางแห่งอาจจะมีการยึดถือปลีกย่อยออกไปบ้าง เช่น โนราจังหวัดสงขลาถือกันว่า ถ้าวันพุธใดตรงกับวันพระ จะงดการทำพิธีเข้าโรงครู ด้วยถือว่าวันนั้นตายายโนราจะไม่มา เพราะติดงานบุญของตนอยู่ (หรือเพราะต้องรักษาศีล) ไม่อาจปลีกตัวมาได้ จึงต้องงดทำพิธีเข้าโรงครู ต้องเลื่อนไปทำในวันพุธของสัปดาห์ต่อไป

ในกรณีดังกล่าวนี้ ขุนอุปถัมภ์นรากรกลับเห็นว่าไม่สู้จำเป็นนัก ขอให้เป็นความสะดวกของผู้จัดพิธีเป็นสำคัญกว่า ด้วยถือว่าฤกษ์ดีก็คือวันที่คนส่วนใหญ่ที่ร่วมพิธีเห็นว่าสะดวก แต่ขอให้ทำให้ถูกต้องตามพิธีการ เป็นอันใช้ได้


โรงพิธี

โรงสำหรับใช้ประกอบพิธีรำโนราโรงครูมีลักษณะคล้ายกับโรงโนรารุ่นเก่า คือสร้างโรงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเสา ๘ เสา โดยแบ่งเป็น ๓ ตอน เสาตอนหน้าและหลังมีตอนละ ๓ เสา ส่วนตอนกลางมี ๒ เสา (ไม่มีเสากลาง) การที่ไม่มีเสากลางช่วยให้ไม่เกะกะในเวลารำ อีกทั้งไม่เกะกะสายตาของผู้ชม หน้าโรงหันไปทางทิศตะวันออก ไม่ต้องยกพื้นโรง หลังคาเป็นรูปหน้าจั่ว มุงด้วยจาก ตรงกลางจั่วครอบด้วยกระแชง ถ้าไม่มีกระแชงก็ใช้ใบเตยมาแทนได้

การที่ต้องครอบกระแชงเอาไว้บนหลังคาจั่ว นัยว่าเพื่อเป็นที่ระลึกถึงเมื่อครั้งที่นางนวลทองสำลีถูกลอยแพไปในทะเล ก็ได้อาศัยกระแชงเครื่องมุงแพเพื่อกันแดดมาโดยตลอด แต่อีกนัยหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าต้องการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่ดั้งเดิม เพราะโรงพิธีของกาหลอ ซึ่งเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวภาคใต้ก็นิยมมุงแชงเช่นเดียวกัน

ด้านหลังของโรงพิธี ทําเป็นเพิงที่พักของคณะโนรา โดยต่อเสาและหลังคาออกไปจากเสาเดิมที่มีอยู่แล้ว เสาเพิงที่พักของโนราที่ได้ต่อออกไปนี้ ให้ถือเป็นเสาพิเศษ ไม่นับรวมอยู่ในเสาโรงซึ่งมีอยู่ ๘ เสา

ด้านขวาของโรง มีที่สำหรับวางเครื่องบูชาและเครื่องสังเวยที่ใช้ในพิธีนี้ ได้แก่ ธูปเทียน ดอกไม้ หมากพลู ของคาว ของหวาน ข้าวตอก หัวหมู ไก่ เหล้า และมะพร้าวอ่อน นอกจากนี้ ต้องมีเทริด หน้าพราน และเครื่องแต่งตัวโนราวางไว้ ที่สำหรับวางสิ่งของเหล่านี้เรียกว่า “ศาล” หรือ “พาไล” ทาเป็นชั้นวางคล้ายหิ้ง โดยใช้ไม้ไผ่คาดผูกกับเสาข้างโรง ยื่นออกไปรับกับไม้ชายคาต่อยื่นลงมา ศาลหรือพาไลนี้มีความสูงประมาณระดับสายตา

__________

พรหม ปานมา ผู้ให้สัมภาษณ์ ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ ผู้สัมภาษณ์ ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.


เครื่องบูชาประกอบพิธี

๑. เครื่องบูชาสำหรับถวายครูหรือตายายโนรา ผู้เป็นเจ้าภาพจะต้องจัดหามาวางไว้บนศาลหรือพาไล เครื่องบูชาเหล่านี้ประกอบด้วย หมาก ๙ คำ, เทียน ๙ เล่ม, เครื่องเชี่ยน ๑ สำรับ, กล้วย ๓ หวี, อ้อย ๓ ท่อน, ขนมพองลา ๓ สำรับ, มะพร้าว ๓ ลูก เครื่องคาวหวาน ๑๒ สำรับ, เสื่อ ๑ ผืน, หมอน ๑ ใบ, ผ้าขาว ๑ ผืน ผ้านุ่งห่มชาย ๑ ชุด, ผ้านุ่งห่มหญิง ๑ ชุด, บายศรีปากถ้วย ๑ ปาก, หน้าพราน ๒ หน้า คือหน้าพรานชายและหน้าพรานหญิงซึ่งเรียกว่า “หัวอีทาสี” อย่างละหน้า โดยวางหน้าพรานหญิงไว้ทางซ้าย หน้าพรานชายไว้ข้างขวา

นอกจากนี้ก็มีเทริดวางไว้ จํานวนเทริดต้องจัดหาตามจํานวนปีที่เว้นจากการทำพิธี เช่น ช่วง ๗ ปีจึงทำพิธีโรงครูครั้งหนึ่ง ก็ต้องจัดหาเทริดมาวางไว้บนศาล ๗ ยอด ในกรณีที่ไม่อาจหาเทริดได้ครบถ้วน ก็อาจใช้ใบเตยมาทำเทริดจําลอง แล้วใช้ทองคำเปลวมาปิดไว้ก็ได้

ที่เพดานของศาลหรือพาไล จะต้องใช้ผ้าขาวสี่เหลี่ยมจัตุรัสมาผืนหนึ่ง ใช้ด้ายขาวผูกสี่มุมแล้วขึงเข้ากับหลังคาโรงบริเวณศาล เพื่อทำเป็น “เพดาน” ของที่บูชา ภายในเพดานให้ใส่หมาก พลู ธูป เทียน และดอกไม้ไว้

บนศาลหรือพาไลจะต้องมีการตั้งราดด้วยเงินเหรียญ ๓ บาท สำหรับอาหารคาวหวานทั้ง ๑๒ สำรับ จะต้องปักเทียนเอาไว้ให้ครบทุกสำรับ เพื่อเชื้อเชิญให้ครูหรือตายายโนรามารับเครื่องเซ่นสังเวย

๒. เครื่องบูชาที่ท้องโรง คณะโนราที่ประกอบพิธีรำโรงครูจะต้องเป็นผู้จัดหาเครื่องบูชา โดยนำมาวางไว้ที่พื้นกลางโรง ก่อนจะวางลงจะต้องปูเสื่อ ซึ่งทำด้วยพ้อ หรือคล้าให้เต็มพื้นโรง เนื่องจากพื้นโรงกว้าง แต่ผืนเสื่อเล็ก จึงจำเป็นต้องใช้หลายผืนมาปูต่อกัน มีข้อแม้ในการปูว่าผืนกลางโรงจะต้องวางอยู่บนผืนอื่น ๆ และถือกันว่าจะปัดกวาดหรือสะบัดฝุ่นหรือผงใด ๆ ไม่ได้ จนกว่าจะเสร็จพิธี

นอกจากมีเสื่อพ้อหรือเสื่อคล้าปูแล้ว จะต้องหาเสื่อจูด ผ้าขาว หมอนมาอย่างละ ๑ เอาหมอนวางบนเสื่อ แล้วเอาผ้าขาวปูบนหมอนอีกทีหนึ่ง หลังจากนั้นจึงเอาธูปเทียน ๙ ชุด มาวางไว้บนหมอน เพื่อไว้ให้คนทรงหรือที่เรียกว่า “ครูหมอ” มานั่งบริกรรมคาถาเชิญครูหรือตายายโนรามาเข้าทรง

ที่เพดานโรงพิธี จะต้องมีผ้าขาวสี่เหลี่ยมจัตุรัสผืนหนึ่ง มาผูกไว้เพื่อทำเป็นเพดานโรงเช่นเดียวกับเพดานที่บูชาบนศาล ภายในเพดานนี้ให้ใส่หมาก พลู ธูป เทียน และดอกไม้ไว้เช่นเดียวกัน

สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกสองอย่างก็คือ บายศรีท้องโรง ขนาด ๓-๙ ชั้น มีความสูงขนาดเท่าที่เจ้าภาพพึงพอใจ ซึ่งอาจจะสูงถึงศาลก็ได้จำนวน ๑ ปาก และอีกอย่างหนึ่งก็คือสายสิญจน์สำหรับใช้ทำพิธีเชิญครู

เครื่องบูชาทั้งสองรายการ คือเครื่องบูชาสำหรับถวายครู และเครื่องบูชาที่ท้องโรง จะต้องตระเตรียมไว้ให้พร้อมก่อนเริ่มพิธี


พิธีกรรมวันแรก

ดังได้กล่าวแล้วว่า การรำโรงครูใหญ่จะต้องกระทำ ๓ วัน พิธีกรรมวันแรกจะเริ่มแต่วันพุธเย็นเป็นต้นไป พิธีกรรมวันแรกนี้จะมี ๓ ขั้นตอน คือการเข้าโรง การเบิกโรง และการลงโรง จะได้กล่าวถึงพิธีกรรมวันแรกนี้ไปทีละขั้นตอนดังนี้

๑. การเข้าโรง หมายถึงการที่เจ้าภาพไปรับคณะโนราที่จะมาประกอบพิธีรำโรงครูใหญ่เข้ามาสู่โรงพิธี การไปรับนั้นเจ้าภาพจะต้องเอาหมากพลูไปรอรับที่หน้าบ้าน ถือกันว่าหากไม่เอาหมากพลูไปรับ ก็จะเข้าไปในบ้านของเจ้าภาพ และเข้าโรงพิธีไม่ได้

เมื่อจะเข้าโรงพิธี โนราจะต้องคำนึงถึงทิศทางที่จะเดินเข้า กล่าวคือ จะต้องเดินเข้าโรงทางทิศเหนือ (ภาษาปักษ์ใต้เรียกว่าทิศ “ปลายตีน”)

ครั้นเข้าโรงพิธีแล้วก็ต้องตั้งเครื่องดนตรีให้พร้อมที่จะบรรเลง เครื่องดนตรีของโนราประกอบด้วย ปี่ ทับ กรับ โหม่ง ฉิ่ง กลอง ขั้นตอนตรงนี้เรียกว่า “การตั้งเครื่อง” เมื่อตั้งเครื่องเสร็จก็บรรเลงไปประมาณ ๕ นาที จึงหยุดเพื่อรับประทานอาหารเย็น

ครั้นเวลาย่ำค่ำ (ซึ่งภาษาปักษ์ใต้รุ่นเก่า เรียกว่า “เวลานกชุมรัง”) ก็จะเริ่มพิธี โดยเริ่มตั้งแต่การไหว้ครู (ซึ่งภาษาปักษ์ใต้เรียกว่า “การกาศครู”) ในการนี้จะต้องไหว้ถึง ๙ ครั้ง โดยนั่งไหว้ ๓ ครั้ง แล้วลุกขึ้นไหว้ ๓ ครั้ง แล้วนั่งไหว้อีก ๓ ครั้ง สลับกันไปอย่างนี้ เมื่อไหว้ครบ ๙ ครั้งก็ก้มลงกราบ ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อแจ้งให้ครูหรือตายายโนราทราบว่า วันนี้ลูกหลานได้มาทำพิธีบวงสรวงหรือบูชาด้วยโนราและเครื่องเซ่นไหว้แล้วขอเชิญตายายมาชมโนราเถิด ในการไหว้ช่วงนี้เจ้าภาพก็จะต้องมาร่วมพิธีไหว้ด้วย ขณะไหว้ดนตรีก็บรรเลงไปตลอดเวลา

๒. การเบิกโรง หมายถึงการเปิดโรงพิธี เพื่อเชื้อเชิญให้บรรดาครูโนราหรือบรรพบุรุษได้เข้ามาร่วมชุมนุมในพิธีกรรมที่จัดขึ้น

การเบิกโรงเริ่มจากการเอาเทียน ๓ แห่ง หมาก ๓ คำ และเงินเหรียญ ๓ อัน มาทำพิธีกล่าวคือ จุดเทียนทั้งสามแท่งขึ้น แท่งหนึ่งไปปักไว้ที่กลอง อีกสองแท่งนำไปปักไว้ที่ทับ แท่งละใบ ส่วนหมากสามคำนั้น ให้นำไปวางไว้ที่เดียวกับที่ปักเทียน

อนึ่ง ในการนี้จะต้องเอากำไลแขน และเล็บสำหรับสวมนิ้วโนราไปวางไว้ในเชี่ยนหมากซึ่งอยู่ในโรงพิธีนี้ด้วย

ในการเบิกโรงจะต้องกล่าวนโมบูชาพระรัตนตรัยสามจบ แล้วตั้งคาถาสัคเคจนจบ จากนั้นจึงว่าบท “ชุมนุมครู” เพื่อเชื้อเชิญครูหรือตายายโนรามายังโรงพิธี ด้วยข้อความว่า

                “ศรี ศรี ขอเชิญท่านสัสดี

        ราชครูของข้านี้ มาชื่อศรีกันมา

        มาด้วย สองด้วย ชูช่วยนะมัฏฐา

        คุณครูอุปัชฌาย์ อุปการะแนะนำสอน

        วันนี้มีการ ขอเชิญญาณท่านเสด็จจร

        มามาอย่าอาวรณ์ เข้าแตะต้องของบูชา

        .......................................................

        .......................................................

        .......................................................”

__________

 หีด บุญหนูกลับ ผู้ให้สัมภาษณ์ สาโรช นาคะวิโรจน์ ผู้สัมภาษณ์ ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.


เมื่อกล่าวบทชุมนุมครูเสร็จ ก็ทำพิธีซัดหมาก หมากที่ใช้ในการนี้ก็คือหมาก ๓ คำที่นำไปไว้ที่กลองและทับนั่นเอง

หมากคำแรก (คือหมากซึ่งวางอยู่ที่กลอง) โนราผู้ทำพิธีก็จะต้องนำไปเหน็บเอาไว้ที่หลังคาโรงพิธี ถือเป็นการประกาศเชิญเทวดามาคุ้มครองและป้องกันมิให้เกิดอันตรายขณะทำพิธี

หมากคำที่สอง (คือหมากซึ่งวางอยู่บนทับ) จะต้องนำไปสอดไว้ใต้เสื่อ ถือเป็นการประกาศเชิญพระธรณีมาคุ้มครอง

หมากคำที่สาม (คือหมากซึ่งวางอยู่ที่ทับเช่นกัน) ให้ถือกำไว้กับเทียนสามแท่งแล้วสอดเข้าไปในกำไลมือเสียก่อน ๓ รอบ แล้วจึงใส่เข้าไปในทับ กล่าวข้อความว่า

                “โอมรัญจวนจิต

        โอมรัญจวนใจ

        พระพายพัดไป

        ขอให้วินาศสันติ

        ขอให้ฝูงชน

        เมื่อยินเสียงทับเสียงกลอง

        ได้มารักหวงข้าพเจ้า

        ดั่งลูกดั่งหลาน”

__________

 หีด บุญหนูกลับ ผู้ให้สัมภาษณ์ สาโรช นาคะวิโรจน์ ผู้สัมภาษณ์ ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.


เมื่อซัดเข้าไปในทับ ก็ให้ตีทับตีกลองในลักษณะตีรัว สักครู่หนึ่งจึงหยุด เป็นอันเสร็จขั้นตอนการเบิกโรง

๓. การลงโรง หมายถึงการโหมโรงด้วยเครื่องดนตรี การลงโรงจะเริ่มขึ้นภายหลังการเบิกโรงเสร็จลงสักครู่หนึ่ง ในการนี้โนราจะให้ลูกคู่ตีเครื่องดนตรีโหมโรงเสียก่อน เมื่อโหมโรงได้สักระยะหนึ่ง นายโรงโนราก็จะทำการบูชาครูหรือกาศครูอีก คำกาศครูนี้จะขึ้นด้วยบทที่ว่า “รื่นรื่นลูกไหว้นางธรณี ... หลั่นเข้ามารองเป็นแท่นรองตีน” ขณะที่ร้องบทนี้ เครื่องดนตรีก็จะหยุดบรรเลง ต่อจากนี้ก็ขึ้นบท “ฤกษ์งามยามดี” ซึ่งมีข้อความตอนต้นว่า

                “ฤกษ์งามยามดี

        ปานชอบยามพระเวลา

        ชอบฤกษ์ร้องเชิญ

        ดำเนินราชครูถ้วนหน้า”


เสร็จจากบทฤกษ์งามยามดี จึงขึ้นบทร่ายแตระ ซึ่งมีข้อความตอนต้นว่า

                “ลูกกาศครูเท่านั้นแล้ว

        ผ่องแผ้วเป็นเพลงพระคาถา

        ไหว้บริถิวราชา

        พรหมมาหาลาภชัย”


จบบทร่ายแตระจึงขึ้นบทเพลงโทน ซึ่งมีข้อความตอนต้นว่า

        “หัตถ์ทั้งสองประคองตั้ง ตั้งไว้เหนือเศียรรัง ดั่งดอกปทุมา”


จบบทเพลงโทน จึงขึ้นบทไหว้คุณบิดามารดา ซึ่งมีข้อความตอนต้นว่า

                “ไหว้บุญคุณครูลูกเสียแล้ว

        ไหว้บุญคุณแก้วคุณครูสอน

        ไหว้คุณอาจารย์ท่านเสียก่อน

        ท่านได้สั่งสอนข้าพเจ้ามา”


พอว่าบทนี้เสร็จ โนราจะออกรำ โนราที่ออกมาจะเป็นตัวนาง หรือโนราเด็ก บางแห่งเจ้าภาพอาจจะให้เล่นเป็นเรื่อง เป็นการรำเพื่อความบันเทิงไม่ได้เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมอีกแล้ว บางแห่งเจ้าภาพก็อาจให้แสดงไปถึงสองยามก็เลิก บางแห่งก็อาจให้แสดงจนสว่างก็มี เป็นอันว่าพิธีกรรมในวันแรก (คือวันพุธ) ได้จบสิ้นลงเพียงนี้


พิธีกรรมวันที่สอง

การรำโรงครูใหญ่ในวันที่สอง คือวันพฤหัสบดี ถือเป็นพิธีใหญ่ เพราะวันพฤหัสบดีถือกันว่าเป็นวันครู พิธีกรรมในวันนี้มีแตกต่างกันอยู่สองลักษณะ คือพิธีกรรมเพื่อแก้บนลักษณะหนึ่ง และพิธีกรรมเพื่อครอบเทริดอีกลักษณะหนึ่ง พิธีกรรมทั้งสองลักษณะมีขั้นตอนการปฏิบัติแตกต่างออกไป แต่ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะพิธีกรรมเพื่อแก้บนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

พิธีแก้บน หมายถึงการตอบแทนสิ่งที่ตนบนบานหรือขอความช่วยเหลือจากครูโนราหรือตายายโนรา พิธีนี้มีลำดับตั้งแต่การไหว้ครู ไปสิ้นสุดที่การเชิญตายาย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

๑. การไหว้ครู การไหว้ครูเริ่มต้นจากการเชิญครู แล้วไปเซ่นไหว้

๑.๑ การเชิญครู เริ่มต้นการเชิญตั้งแต่ย่ำรุ่ง ทั้งเจ้าภาพและโนราจะต้องกระวีกระวาดเพื่อเตรียมการเชิญครู โนราซึ่งเป็นนายโรง หรือที่เรียกกันว่า โนราใหญ่” จะต้องทําการแต่งพอกซึ่งหมายถึงการนั่งสนับเพลา แล้วนุ่งผ้าลายตามแบบโนรา แล้วเอาผ้าขาวมาผืนหนึ่ง พันเข้าเป็นชั้น ๆ ผ้าขาวผืนนี้จะต้องพับให้เป็นชั้นอย่างมีระเบียบตามจำนวนเทริดที่ตั้งบนศาล กล่าวคือ หากตั้งเทริด ๗ ยอด ก็ให้พับผ้าขาว ๗ ชั้น หากตั้งเทริด ๙ ยอด ก็ให้พับผ้าขาว ๙ ชั้น ดังนี้เป็นต้น ผ้าที่พับแต่ละชั้นเรียกว่า “พอก” ในพอกแต่ละชั้นมีการใส่หมาก ๑ คำ เทียน ๑ แท่ง เงิน ๑ สตางค์ (ปัจจุบันใส่เหรียญบาท ๑ เหรียญ) เมื่อพับและบรรจุแล้วก็นำมาพันไว้รอบสะเอวแล้วเอาผ้าลายมาคลุมไว้ข้างหลัง โดยมีผ้ารัด ที่ผ้ารัดมีพอกห้อยสะเอวข้างละอัน มีผ้าเช็ดหน้าหนึ่งผืน ในผ้าเช็ดหน้าจะมีหมาก ๑ คำ เทียน ๑ แท่ง เงิน ๑ เหรียญ ผูกเป็นช่อไว้หนึ่งครั้ง เอาปลายข้างหนึ่งมาแขวนไว้ข้างสะเอว ต่อจากนั้นจึงนุ่งผ้าลาย โดยปรกติของโนราทับลง ต่อมาจึงใส่ผ้าห้อยหน้าหางหงส์ เครื่องลูกปัด และสวมเทริด ทั้งหมดนี้เรียกว่า “การแต่งพอก” ในการทำพิธีโรงครูใหญ่

ก่อนจะออกมาร่า ในตอนเช้าโนราใหญ่หรือโนรานายโรงจะต้องเชิญครู และกาศครูเสียก่อน โดยเริ่มจากบท “ฤกษ์งามยามดี...ผ่องแผ้ว เป็นเพลงพระคาถา” จากนั้นจึงขึ้นบท “หัตถ์ทั้งสองประคองตั้ง...” รวม ๓ บท แล้วจึงกาศครู ๙ หน ต่อไปจึงขึ้นบท “แสงทอง” ซึ่งมีข้อความในตอนต้นดังนี้

                “โอ้ว่าแสงทองสวรรค์เหอ...

        ................................................

        ................................................”


จบบทแสงทอง ก็ขึ้นบท “นางนกจอก” ซึ่งมีข้อความว่า

                “นางนกจอกบินออกชายคา

        ทำปีกวาวาจะข้ามสมุทรไทย

        ข้ามไม่ได้เพราะน้องหวงไข่

        จะข้ามสมุทรไทยเท่านั้นแหละหนา

        นางนกกระจอกบินออกชายคา

        ทำปีกวาวาจะข้ามสาทันดร

        ข้ามไปไม่ได้เพราะนางลูกอ่อน

        ข้ามสาทันดรเท่านั้นแหละหนา

        นางนกกระจอกบินออกชายคา

        ทําปีกวาวาบินข้ามทะเลวน

        ยังข้ามไม่ได้เพราะลูกนางไม่ขน

        พี่จะข้ามทะเลวนเท่านั้นแหละน้องหนา

        ใต้ปีกได้หางนางนกจอก

        ค่อยโผผินบินออกไปนอกชายคา

        ขวัญเอยชายคา”


เสร็จบทนี้แล้วก็รับประทานอาหารเช้า รับประทานอารเช้าแล้ว ก็ลงโรงต่อ โดยให้นางโนราออกรำตามปรกติมักรับประทานเฉพาะอาหารเช้า แล้วแสดงต่อเนื่องไปโดยไม่หยุดรับประทานอาหารเที่ยง

๑.๒ การเซ่นไหว้ เมื่อโนราใหญ่หรือนายโรงโนราออก ก็กล่าวบท “ฤกษ์งามยามดี” จนจบ แล้วจึงทำการเซ่นไหว้ วิธีการเซ่นไหว้ทั้งโนราใหญ่และเจ้าภาพก็ร่วมกันออกชื่อบรรพบุรุษโนราทั้งหมดที่ตนรู้จัก เพื่อมารับเครื่องเซ่นไหว้ ในการนี้ต้องจุดเทียนทุกแท่ง ทั้งที่บนศาล บนจานอาหารคาวหวานที่ท้องโรง รวมทั้งเทียนที่หน้าเทริดทุกแท่งก็ต้องจุดไว้ให้ครบ

หลังจากออกชื่อบรรพบุรุษแล้ว โนราใหญ่ก็จะออกรำไหว้ครู และกล่าวบทสรรเสริญคุณครูว่า

                “คุณเอ๋ยคุณครู

        เหมือนฝั่งแม่น้ำพระคงคา

        คิ่นคิ่นจะแห้งไหลมา

        ยังไม่รู้สิ้นสุด

        .......................................

        .......................................

                        ฯลฯ

        กุมวางขวางไว้

        พระหัตถ์เบื้องซ้ายเบื้องขวา....เอ้ย”


จบบทนี้ต้องรำบทครูสอน บทสอนรำ บทปฐม ถ้ามีเวลาพอต้องว่าให้จบบท แต่ถ้าเห็นว่าเวลาไม่พอก็ให้ตัดทอนลงได้

จบบทนี้จึงขึ้นบทสรรเสริญคุณมารดาเหมือนที่กระทำในวันแรก จากนั้นจึงขึ้นบท “ฝนตกข้างเหนือ” ดังมีเนื้อความว่า

                “ฝนตกข้างเหนือ

        โตนเหอมันลงมาฉาฉา

        แทงท่อลงมา

        ถูกเขาพระยากงจีน

        .......................................

        .......................................

                        ฯลฯ

        ตัดความรำคาญ

        เพื่อนฝูงของเรา

        เพื่อนฝูงของเราถ้วนหน้า”


ต่อจากนี้จึงขึ้น บทพลายงาม ซึ่งมีเนื้อความว่า

                “เที่ยงแล้วเพิ่งได้มาลงโรง

        พลายงามตามโขลงแล้วก็มาเข้าซอง

        กลิ้งเกลือกเสือกสนคำรนร้อง

        เปลี่ยวเปล่าเศร้าหมองเป็นหนักหนา

        ...................................................

        ...................................................”


จบบทพลายงาม ก็ต้องทําพิธีตั้งเมือง บทตั้งเมือง หมายถึงบทร้องเพื่อระลึกถึง ครั้งพระยาสายฟ้าฟาดได้ทําโรงโนราแก่หลานของตน ซึ่งภายหลังมาเป็นขุนศรีสัทธาง

พิธีตั้งเมืองต้องใช้ขันไปโตใส่น้ำเอาไว้เรียกว่า “แม่ขัน” ภายในขันมีข้าว ๓ รวง มีใบเฉียงพร้า ใบหมากผู้ หญ้าคา หญ้าเข็ดมอน มาผูกรัดเข้าด้วยกัน แล้วเอามีดโกน หินลับมีด เงินเหรียญ ๑ เหรียญ และเทียนชัยวางไว้ในขัน แล้วขึ้นบทร้องดังนี้

                “สมเด็จพระภูธร

        ตัวเมืองอุดรปัญจา

        เขอเมืองพระองค์

        นับได้ห้าร้อยพันวา

        ...................................

        ...................................

                ฯลฯ

        ตั้งแต่ร้านสองแถว

        ในเมืองอุดร อุดรปัญจา”


เมื่อจบบทตั้งเมืองแล้ว จึงขึ้นบทสิบสองหรือเรียกอีกอย่างว่า “จับบทสิบสอง” เป็นการเล่นเรื่องต่าง ๆ อย่างคร่าว ๆ จำนวน ๑๒ เรื่อง ได้แก่ เรื่อง พระสุธนมโนห์รา เรื่องลักษณวงศ์ และเรื่องพระรถเมรี เป็นต้น การจับบทนี้จะทำแต่เพียงสั้น ๆ ตามเวลาที่มีอยู่ เพราะหากเล่นเต็มรื่อง ก็ไม่อาจแสดงได้จบ โดยเริ่มต้นบทว่า

                “ขอแสดงแจ้งเรื่องในเบื้องบท

        ครบกำหนดสิบสองทํานองสาร

        จะกล่าวถึงนางมโนห์ราปรีชาชาญ

        สิทธาจารย์เขาจะเอาไปเผาไฟ

        ..................................................

        ..................................................

                            ฯลฯ

        สิบสองเรื่องเปลื้องไว้พอได้แล

        ขอแสดงแต่เท่านี้พี่น้องเหย”


จบการเล่นจับบทสิบสองแล้วจึงหยุดพัก แต่บางแห่งเจ้าภาพอาจจะขอให้มีการเชิญครูอีกก็ได้ เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถเชิญให้มาเข้าทรงได้หรือเรียกอีกอย่างว่า ยังไม่สามารถ “ลงครู”

๒. การเชิญตายาย หมายถึงการเชิญบรรพบุรุษของโนราให้มาเข้าทรงโนรา บรรพบุรุษนี้นับเนื่องมาแต่สมัยอดีต เช่น สมัยขุนศรีสัทธาและแม่ศรีมาลา มาจนถึงครูโนราที่ล่วงลับไปแล้ว

การเชิญตายายจะเริ่มทำพิธีเชิญในตอนกลางคืนของวันพฤหัสบดี ในการเชิญโนราจะต้องทราบว่าเจ้าภาพนับถือตายายชื่อใดบ้าง บางบ้านอาจนับถือตายายหลายคน ก็จะต้องจดชื่อเอามาให้หมด เพื่อจะได้เชิญมาได้ถูกต้องครบถ้วน

การเชิญตายายจำเป็นต้องมีคนทรงเป็นผู้ทำพิธี สมัยก่อนในตระกูลหนึ่ง ๆ มักมีคนทรงประจำตระกูลอยู่เสมอมิได้ขาด หากคนทรงตระกูลนั้นล้มหายตายจากไป ก็จะต้องเลือกคนทรงใหม่มาทําหน้าที่แทน

ในพิธีนี้คนทรงจะต้องนุ่งผ้าโจงกระเบนคาดเข็มขัดเงินหรือนาก มีผ้าสไบพาดไหล่ ผ้านุ่งแต่ก่อนใช้ผ้าสีขาว ปัจจุบันหันไปใช้ผ้าสีใดสีหนึ่งซึ่งเห็นว่าหาได้สะดวกมานั่งแทน มีผ้ากาสาวพัสตร์พาดไหล่ คนทรงอาจจะนั่งทำพิธีเชื้อเชิญครูอยู่ในโรงพิธี หรืออยู่ในบ้านเจ้าภาพก็ได้ แต่หากนั่งในบ้านเจ้าภาพ ก็จะต้องตกแต่งบ้านให้เหมือนท้องโรงพิธี คือจะต้องมีเสื่อ หมอน ผ้าขาว หมากพลู ๙ คำ ธูปเทียน ๙ ชุด มีเพดานซึ่งทำด้วยผ้าขาวผูกไว้ มีสายสิญจน์โยงจากคนทรงซึ่งนั่งอยู่ในบ้าน ไปยังโรงโนรา

การทรงนั้น ผู้ทรงต้องนั่งพับเพียบพนมมือวางเทียนไว้หน้าตนเอง วิธีเชิญเริ่มด้วยการกล่าวบทสัสดีมีสองชนิด คือบทสัสดีเต็มรูป เรียกว่า “สัสดีใหญ่” กับบทสัสดีอย่างย่อ เรียกว่า “สัสดีน้อย” แล้วจึงออกชื่อตายายหรือบรรพบุรุษที่เจ้าภาพประสงค์จะเชื้อเชิญมาทีละคน จนกระทั่งครบทุกคน ตายายหรือบรรพบุรุษโนราบางท่าน เมื่อได้ทราบด้วยญาณวิถี ก็จะมาเข้าคนทรง บางครั้งก็มาพร้อมกัน จนไม่อาจจะลงในร่างคนทรงคนเดียวได้ กรณีนี้ก็มักจะพบว่า ตายายหรือบรรพบุรุษที่เชื้อเชิญมา ไปเข้าทรงคนอื่น ๆ ในบริเวณโรงพิธีอยู่บ้างเหมือนกัน ในกรณีนี้เจ้าภาพจึงต้องเตรียมคนทรงสำรองเอาไว้สัก ๑ คน ด้วยเหมือนกัน แต่ก็มีบางครั้ง ที่แม้จะได้เชื้อเชิญเป็นเวลานานแล้ว แต่ตายายหรือบรรพบุรุษก็มิได้มาเข้าทรง นายโรงโนราก็อาจจะต้องกล่าวเชิญด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อน จึงจะสามารถเชิญเข้าทรงได้ดังเช่นบทเชื้อเชิญที่ว่า

                “มาเกิดมาต้า

        ดำเนินเชิญมาให้ไวไว

        มาดามสายด้าย

        พ่อร่ายลงมาตามสายไหม

        เชิญมาไวไว

        หรือไยราชครูถ้วนหน้า

        ร้องเรียกร้องหาสักเท่าใด

        พ่อม่วงทอง* ไปไหนไม่เห็นมา

        ร้องเรียกราชครู

        เหมือนร้องเรียกหมูเรียกหมา

        หรือพ่อเป็นผีตายโหง

        ไม่สู้เข้าโรงมโนห์รา

        เพราะเขาได้เคยเชื่อถือ

        ฝูงชนระบือเลื่องลือชา

        ถ้าไม่ลงในคืนนี้

        เขาก็ไม่นับถือต่อไปแล้วหนา

        เจ้าพระคุณดิฉานอา

        ขอให้มาให้ไวไว”

__________

* คำนี้หมายถึงชื่อบรรพบุรุษโนรา หากเชื้อเชิญผู้อื่น ก็อาจเปลี่ยนถ้อยคำตรงนี้ได้

 หีด บุญหนูกลับ ผู้ให้สัมภาษณ์ สาโรช นาคะวิโรจน์ ผู้สัมภาษณ์ ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.


เมื่อขึ้นบทเชื้อเชิญเช่นนี้เข้า สักครู่ตายายหรือบรรพบุรุษนั้น ๆ เป็นต้น มาเข้าทรงอย่างแน่นอน

การจะรู้ว่าตายายหรือบรรพบุรุษเข้าทรงหรือจับลงแก่คนทรงแล้วหรือยังนั้น อาจจะสังเกตได้โดยกิริยาการของคนทรง เพราะคนทรงจะแสดงกิริยาการสั่นเทาทั้งมือและกาย ถ้าจะทดสอบให้แน่ชัดก็อาจทําได้โดยการให้คนทรงอมเทียนซึ่งกำลังจุดไฟอยู่สัก ๓ ครั้ง หากอมแล้วไม่แสดงอาการว่าร้อน ก็แสดงว่าเวลานี้ตายายหรือบรรพบุรุษมาเข้าทรงแล้ว แต่ถ้าเจ้าภาพยังไม่มั่นใจ ก็อาจขอให้พิสูจน์ โดยวิธีการลุยไฟก็ได้

ขณะกำลังเข้าทรงหรือจับลง ดนตรีจะบรรเลงเพลงเชิด ระหว่างทางจากบ้านที่คนทรงนั่งมาถึงโรงพิธี จะมีการปูเสื่อเป็นทางเดิน นัยว่าเพื่อให้ตายายเดินมาเข้าโรงพิธีได้โดยสะดวก เมื่อคนทรงเดินมาถึงโรงพิธี ก็จะทําการร่ายรำตามเพลงดนตรี เมื่อรำเสร็จก็นั่งลง ลูกหลานหรือเจ้าภาพก็จะมาถามชื่อเสียงเรียงนามบรรพบุรุษที่มาเข้าทรง เมื่อทราบแล้วก็ค่อยถามต่อไปว่า เครื่องบูชาและเครื่องเซ่นสังเวยครั้งนี้ถูกต้องหรือไม่ ถ้าได้รับคำตอบว่าไม่ถูกต้อง ก็ต้องรีบแก้ไข หากได้รับคำตอบว่าถูกต้อง ก็เป็นอันเสร็จการถาม ตายายในร่างคนทรงก็จะขึ้นไปบนศาลหรือพาไล นัยว่าเป็นการขึ้นไปสำรวจตรวจสอบเครื่องเซ่นบูชาก่อนจะขึ้นบนศาล เจ้าภาพต้องจุดเทียนทุกแห่งบนศาลเอาไว้ ดนตรีก็จะบรรเลงเพลงเชิด เมื่อตรวจศาลเสร็จ ตายายในร่างคนทรงก็กลับลงมานั่งในโรงพิธีอย่างเดิม หากคนทรงเดิมนั่งอยู่บนบ้าน ก็จะเดินกลับไปยังบ้านดังเดิมเช่นกัน

การจะรู้ว่าตายายออกจากร่างคนทรงไปในวลาใดนั้น สังเกตได้จากการสะบัดแขนและหน้า มีกิริยาการดังคนปรกติ

เมื่อตายายออกจากร่างคนทรงไปแล้ว ก็ต้องทำการเชื้อเชิญตายายคนใหม่ต่อไปอีก ทำดั่งนี้ไปจนครบตามรายชื่อที่เจ้าภาพกำหนดไว้ให้ แม้จะกินเวลาเนิ่นช้าสักเท่าใดก็ตาม

การเชื้อเชิญตายายหรือบรรพบุรุษโนรามาข้าทรง และรับเครื่องเซ่นสังเวยเช่นนี้เป็นความเชื่อในหมู่เชื้อสายโนราด้วยกันมานาน เป็นพิธีกรรมที่ลูกหลานหรือเชื้อสายโนราพึงใจที่จะกระทำ ในบางคราวอาจต้องใช้เวลาเพื่อการเชื้อเชิญเป็นเวลานาน บางครั้งการเชื้อเชิญมีอุปสรรคอยู่บ้าง เช่น ตายายหรือบรรพบุรุษบางรายก็แย่งกันมาเข้าทรง บางรายก็น้อยใจที่ถูกเชิญมาในอันดับหลัง ๆ บางรายก็มาเข้าทรงคนอื่นที่มิได้ตระเตรียมไว้ และมาเข้าตั้งแต่วันพุธ อันเป็นวันแรกของพิธี ยิ่งไปกว่านั้นบางแห่งตายายที่มาแล้ว บังเกิดความไม่พอใจถึงกับขว้างปาเครื่องเซ่นสังเวยกระจุยกระจาย เป็นผลให้เจ้าภาพต้องจัดหากันใหม่เป็นที่โกลาหล*

__________

* อาจารย์สาโรช นาคะวิโรจน์ เคยเล่าให้ฟัง เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๒๓ ว่าเหตุนี้เกิดที่ตำบลคลองแดน อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เท็จจริงอย่างไรผู้เขียนไม่ยืนยัน


การเชื้อเชิญตายายหรือบรรพบุรุษในวันนี้จะจบสิ้นลงเมื่อเจ้าภาพเห็นว่าสมควรแก่เวลาประการหนึ่ง หรือเห็นว่าได้เชื้อเชิญตายายหรือบรรพบุรุษมาเข้าทรงจนครบถ้วนแล้วอีกประการหนึ่ง

ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นพิธีกรรมเพื่อการแก้บนเป็นประเด็นสำคัญ หัวใจของพิธีกรรมในวันนี้จึงเป็นการตอบแทนบุญคุณของตายายบรรพบุรุษด้วยการเซ่นสังเวยบัดพลี โดยการเชื้อเชิญวิญญาณมาสู่โรงพิธีเป็นประการสำคัญ

แต่ถ้าการรำโรงครูครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อครอบเทริดแก่โนราใหม่ พิธีกรรมในวันพฤหัสบดีก็แตกต่างกันออกไปอีก ซึ่งจะไม่ขอกล่าว ณ ที่นี้


พิธีกรรมวันที่สาม

การรำโรงครูใหญ่ในวันที่สาม คือวันศุกร์ถือเป็นวันสุดท้าย พิธีกรรมในวันนี้จึงมีไม่สู้มากเท่าวันที่สอง กิจกรรมหลักของวันนี้ก็คือการส่งครู และการตัดเหฺมฺรย

๑. การส่งครู เนื่องจากได้เชื้อเชิญตายายหรือครูโนรามาเข้าทรง และรับเครื่องเซ่นสังเวยจากลูกหลานที่ประสงค์จะแก้บน หรือมารับไหว้จากลูกหลานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เห็นเป็นเวลาสมควรที่จะต้องเชื้อเชิญตายายกลับ จึงได้ประกอบพิธีส่งครูขึ้น

การส่งครูเริ่มตั้งแต่ตอนสายของวันศุกร์ โนราจะลงโรงแล้วให้นางโนรา หรือโนราเด็ก ๆ ออกมารำก่อน ครั้นใกล้เที่ยงโนราใหญ่จึงออกรำตามปกติ เมื่อโนราใหญ่จะออกแสดง ก็จะมีการสร้างจุดเร้าใจด้วยเสียงขับและเสียงดนตรีอยู่เสมอ การแสดงของโนราใหญ่วันนี้ก็เช่นเดียวกับวันก่อน ๆ แต่ที่มีพิเศษขึ้นก็คือ จะมีการแสดง “รำคล้องหงส์” และ “รำแทงเข้” ประกอบด้วย

การรำคล้องหงส์ จะเริ่มด้วยบท “กล่าวถึงพระโพธิสัตว์ เอ๋อ เอ้ย เอ้อ เอย เอย” จนถึงบท

                “เจ้าพระยาหงส์เอย

        ปีกอ่อนร่อนลงในดงป่าหมาก

        รูปร่างของเจ้าสะสวยดี

        เหตุไหรไปมีผัวยาก

        ปักษีตีวงลงป่าหมาก

        ทอยทิหนิงติงช้า

        เจ้าพระยาหงส์เอย”


ถัดจากรำคล้องหงส์ จึงถึงบทรำแทงเข้ การแสดงบทนี้เป็นการนำเอาเรื่องไกรทอง อันเป็นนิทานพื้นบ้านภาคกลางมาแสดง

จระเข้ที่ใช้ประกอบการแสดง ทําจําลองจากหยวกกล้วย หางจระเข้ทำด้วยทางมะพร้าว วางไว้นอกโรงพิธี บนตัว หัว และหางจระเข้มีเทียนปักอยู่ตำแหน่งละแท่ง วางจระเข้ ให้หันหัวไปทางทิศตะวันออก (คืออย่าให้อยู่ในทิศหลาวเหล็ก) ริมโรงพิธีมีแพทำด้วยหยวกกล้วยเช่นกัน โนราจะต้องเหยียบแพเสียก่อน จึงจะออกไปรำแทงจระเข้

ก่อนจะแทงจระเข้ มีคาถากำกับว่า

                “โอมธรณีสาร

        ครูคือผู้ผลาญ

        อุบาทว์ให้ได้แก่เจ้าไพร

        จังไรให้ได้แก่นางธรณี

        สิทธีให้ได้แก่ตัวกู”


พอแทงเสร็จ ก็ให้อนิจจํ และกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่ชาละวัน เพื่อจะได้ไปผุดไปเกิด

อนึ่ง มีความเชื่อกันมาแต่โบราณว่า ถ้าไปทางเรือเมื่อใด ก็ขอให้เว้นการร้องบทแทงเข้เป็นเด็ดขาด เพราะหากร้องบทนี้มักจะพบจระเข้อยู่เสมอ ๆ

เมื่อแทงเข้จบลง จึงส่งครูด้วยคำร้องดังนี้

                “ช้างมาแล้วพวกเรา

        ใบไม้มันเหงาเหงาไปทั้งป่า

        เย็นและระย่ำ

        ค่ำแล้วชอบยามพระเวลา

        ...................................

        ...................................”

                        ฯลฯ


จบบทส่งครูแล้วก็เป็นอันว่าบรรดาครูโนราหรือตายายโนราก็กลับกันหมด พิธีในวันนี้ก็จะเหลือแต่เพียง “ตัดเหฺมฺรย” อย่างเดียว

อย่างไรก็ตามในบางท้องที่เช่นจังหวัดสงขลา เมื่อจบบทส่งครูแล้วก็อาจจะเชิญครูโนราหรือตายายมารับเครื่องเซ่นสังเวยอีกครั้งหนึ่งก็ได้

๒. การตัดเหฺมฺรย เริ่มภายหลังที่ร้องส่งครูเรียบร้อยแล้ว นายโรงโนราหรือโนราใหญ่จะทำพิธีตัดเครื่องบูชาและอุปกรณ์การเซ่นสรวงบูชาต่อไปนี้ออก

        ก. บายศรีท้องโรง

        ข. เชือกมัดขื่อโรงพิธี

        ค. จากบนศาล ๓ ตับ

        ง. ผ้าขาวที่เพดานศาล ๑ มุม

        จ. ผ้าขาวที่เพดานท้องโรง ๑ มุม

        ฉ. ห่อเหฺมฺรย ซึ่งทำด้วยใบตอง (ตั้งอยู่บนศาล)

อุปกรณ์ที่นายโรง โนราใช้ตัดเหฺมฺรยมีมีด ๑ ด้าม เทียน ๑ แท่ง และหมากพลู ๑ คำ โนราใหญ่จะรำท่าตัดเหฺมฺรย พร้อมกับจับอุปกรณ์การตัดดังกล่าวกำไว้ในมือขวา แล้วตัดสิ่งทั้งหกไปตามลำดับ ขณะเดียวกันบุคคลในโรงพิธีก็จะช่วยยกเครื่องเซ่นบูชาลงมาจากศาล มาวางไว้ใต้ศาลเป็นอันเสร็จพิธี

อนึ่ง ในการตัดเหฺมฺรยแต่ละอย่าง จะต้องรำคาถากำกับการตัดไปด้วย คาถาตัดเหฺมฺรยนี้โนรามักไม่ยอมบอกหรือถ่ายทอดแก่ใครง่าย ๆ ยกเว้นแก่ลูกศิษย์ที่ตนมั่นใจว่าจะรับมรดกศิลปินโนราจากตนไปได้ และจะต้องเป็นศิษย์ที่ผ่านพิธีผูกผ้าโนรา โดยมีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๑ ปีมาแล้ว การที่โนราไม่ยอมบอกหรือถ่ายทอดคาถาตัดเหฺมฺรยแก่ใครง่าย ๆ นั้น ก็ด้วยเหตุที่เชื่อว่าตายายหรือบรรพบุรุษโนราจะมาทำอันตรายแก่ตนในภายหลัง

พิธีกรรมในโนราโรงครูเท่าที่กล่าวมาข้างต้น เป็นพิธีกรรมที่แฝงเร้นความเชื่อของชาวภาคใต้เอาไว้หลายประการ เป็นพิธีกรรมที่สะท้อนให้เห็นสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชีวิตชนบทและชีวิตศิลปินภาคใต้ได้ไม่น้อย โนราโรงครูจึงไม่ใช่พิธีกรรมอันเหลวไหลไร้สาระที่ผู้สนใจด้านสังคมวิทยา และคติชนวิทยาพึงมองข้ามเลย




บรรณานุกรม

พรหม ปานมา ผู้ให้สัมภาษณ์ ฉัตรชัย ศุกระกาญ ผู้สัมภาษณ์ ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมร อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.

สาโรช นาคะวิโรจน์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ฉัตรชัย ศุกรกาญจน์ ผู้สัมภาษณ์ ณ วิทยาลัยครูนศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.

หีด บุญหนูกลับ ผู้ให้สัมภาษณ์ สาโรช นาคะวิโร ผู้สัมภาษณ์ ณ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมร อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.