ละครชาตรี
มนตรี ตราโมท
ละครรำที่เป็นแบบฉบับบริสุทธิ์ของไทยในสมัยโบราณก็มีอยู่ ๓ อย่าง คือ ละครชาตรี ละครนอก และละครใน บรรดาละครแบบฉบับทั้งสามนี้ ละครชาตรีดูเหมือนจะมีอายุเก่าแก่ และเป็นต้นเค้าให้เกิดละครนอกและละครในขึ้นด้วย ส่วนละครดึกดำบรรพ์ก็ดี ละครพันทางก็ดีเป็นละครแบบผสม ซึ่งดัดแปลงปรับปรุงขึ้นจากละครนอกและละครใน แล้วนำแบบของการแสดงประเภทอื่นเข้ามาผสม จึงเห็นได้ว่าละครชาตรีอาจเป็นบ่อเกิดของละครไทยก็ได้
ในสมัยโบราณก่อนที่จะมีละครขึ้น ไทยเราก็มีแต่การขับร้องฟ้อนรำอย่างที่เรียกรวมอยู่ในจำพวกระบำ เพราะมิได้แสดงเป็นเรื่องเป็นราวอย่างใด ต่อเมื่อได้รับวัฒนธรรมด้านละครของอินเดียเข้ามา จึงได้เกิดเป็นละครชาตรีขึ้น ซึ่งแต่แรกทีเดียวก็เดินแบบคล้ายคลึงกับอินเดียมาก กล่าวคือ มีตัวละครแสดงเพียง ๓ ตัว คือตัวนายโรง (ยืนเครื่อง) ๑ ตัวนาง ๑ และตัวว่าอวด (เป็นตัวเบ็ดเตล็ดด้วย) ๑ มีเครื่องปี่พาทย์ประกอบเพียง ปี่เลาหนึ่ง โทนคู่หนึ่ง กลองเล็กคู่หนึ่ง และฆ้องคู่เท่านั้น ละครชาตรีนี้ได้แพร่หลายเป็นที่นิยมอยู่ในจังหวัดภาคใต้ของไทย แต่สมัยโบราณเห็นจะนิยมแสดงเรื่องมโนห์รา (พระสุธน) กันเป็นพื้นชาวปักษ์ใต้ซึ่งชอบพูดตัดพยางค์หน้าจึงเรียกละครแบบนี้ว่า “โนรา” ละครยกคือ ตุ๊กตาละครสำหรับถวายเจ้า ซึ่งทำเป็นรูปละครสามตัวมี พระ นาง และจำอวด ก็น่าจะจำลองมาจากละครโนราดังกล่าวแล้ว
การที่ละครชาตรีเข้ามาแพร่หลายอยู่ในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ มีเค้าว่าจะเข้ามาจากจังหวัดภาคใต้ได้ ๓ คราว คราวแรกใน พ.ศ. ๒๓๑๒ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จยกกองทัพลงไปปราบปรามจับตัวเจ้านครและพาขึ้นมากรุงธนบุรีพร้อมด้วยพวกละคร แต่แล้วก็โปรดให้กลับไปเป็นเจ้านครศรีธรรมราชตามเดิม ทั้งมีละครผู้หญิงเป็นเครื่องประดับยศด้วย คราวที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๓ ในการฉลองพระแก้วมรกต โปรดให้ละครของเจ้านครขึ้นมาแสดง ปรากฏว่าได้แสดงประชันกับละครผู้หญิงของหลวงด้วย แต่ในครั้งกรุงธนบุรีนี้ คงจะมิได้ทำความแพร่หลายเท่าใดนัก แม้จะเหลือตกค้างอยู่บ้างก็คงไม่กี่คนที่ทำความแพร่หลายแก่ละครชาตรีให้มีมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เมื่อรัชกาลคที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องด้วยเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๕ เจ้าพระยาพระคลัง๑ ได้กรีธาทัพลงไปปราบปรามระงับเหตุการณ์ทางหัวเมืองภาคใต้ บังเอิญในปีนั้นฝนแล้งน้ำน้อย ข้าวแพง ราษฎรอดอยาก ขณะที่เจ้าพระยาพระคลังยกทัพกลับกรุงชาวเมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง และเมืองสงขลา จึงขออพยพติดตามกองทัพมาด้วย เมื่อเข้ามาถึงกรุง ข้าวก็แพงอยู่ ข้าวเปลือกราคาเกวียนละ ๔๐ ถึง ๕๐ บาท ข้าวสารถังละ ๑ บาท ถึง ๑ บาท ๑ เฟื้อง (ถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็ยังถูกกว่าราว ๒๕ เท่า) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้ช่วยชาวนครศรีธรรมราช ชาวพัทลุง และชาวสงขลาที่กองทัพพามา โดยคิดราคาข้าว และค่าตัวให้แก่บรรดามูลนายและให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ ตำบลสนามกระบือ (คือบริเวณถนนหลานหลวง และถนนดำรงรักษ์ในบัดนี้) หัดเป็นช่างปูนช่างศิลาไว้ช่วยราชการเรียกว่า “ไพร่หลวงเกณฑ์บุญ” แต่บรรดาชาวนครศรีธรรมราช ชาวพัทลุง และชาวสงขลาเหล่านี้ มีผู้ที่สามารถในการแสดงละครชาตรีอยู่เป็นอันมาก จึงได้รวบรวมกันตั้งเป็นคณะละครรับเหมาการแสดงในงานต่าง ๆ ต่อมา ก็เป็นที่พอใจของชาวกรุงจนเป็นที่ขึ้นชื่อลือนามละครชาตรีตำบลสนามกระบือ (เรียกกันเป็นสามัญว่าสนามควาย) และฝึกหัดสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ในเวลานี้ละครชาตรีถูกความกดดันจากละครประเภทอื่นและลิเก จนทำให้ใกล้จะเสื่อมสูญไปสิ้นแล้ว แม้ที่แสดงกันอยู่ทั่ว ๆ ไป ก็เพียงไหว้ครูและรำซัดตอนต้นตามแบบละครชาตรีนิดหน่อย พอเข้าเรื่องก็กลายเป็นละครนอกปนลิเกไปหมด
_______________
๑ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค)

การแสดงละครชาตรีที่แท้จริงนั้น ต้องประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้ คือ ๑. โรง ๒. การแต่งกาย ๓. วิธีแสดง ๔. ปี่พาทย์ จะต้องเป็นไปกามแบบแผน
๑. โรง ละครชาตรีไม่ต้องมีสิ่งใดประกอบมากมาย แม้ฉากก็ไม่ต้องมี บริเวณที่แสดงนอกจากมีหลังคาไว้บังแดดบังฝนตามธรรมดา ซึ่งในโบราณใช้เสา ๔ ต้น ปัก ๔ มุม เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส แล้วก็มีเตียง ๑ เตียง และเสากลางซึ่งถือว่าเป็นเสามหาชัยอีก ๑ เสาเท่านั้น เสาต้นกลางนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก (ในสมัยก่อนจะต้องใช้ไม้ชัยพฤกษ์) เพราะมีความหมายถือว่าแทนองค์พระวิสสุกรรม หรือเป็นเสาที่พระวิสสุกรรมเสด็จมาประทับ มีนิยายอันเกี่ยวกับเสานี้อยู่เรื่องหนึ่งว่า พระเทพสิงหรกับแม่ศรีคงคาซึ่งเป็นสามีภริยากันเป็นผู้สามารถในการแสดงละครชาตรีอย่างเลิศแต่เป็นคนเข็ญใจต้องเที่ยวแสดงละครเร่ร่อนไปในที่ต่าง ๆ เพื่อหาเลี้ยงตัว การแสดงละครของพระเทพสิงหรกับแม่ศรีคงคามีศิลปะถึงขนาดจนใคร ๆ ก็เลื่องลือไปทั่วเมือง ตลอดจนนางฟ้าก็พากันลงมาดูและเพลิดเพลินจนลืมเข้าเฝ้าพระอิศวร พระอิศวรก็กริ้ว ตรัสว่าจะจัดละครโรงใหญ่ขึ้นแสดงบ้าง เพื่อประชันและทำลายการแสดงละครของพระเทพสิงหรกับแม่ศรีคงคา พระวิสสุกรรมจึงทูลเตือนว่า พระองค์เป็นเจ้าโลก จะไปทำการทับถมทำลายผู้น้อยนั้น หาเป็นการสมควรไม่ พระอิศวรก็ไม่ยอม จัดการแสดงจนได้ พระวิสสุกรรมก็เข้าด้วยพระสิงหรและแม่ศรีคงคา บอกว่าจะแสดงเมื่อใดให้ทำที่ประทับไว้ จะมากำกับคุ้มครองอยู่ด้วย เพื่อปกป้องผองภยันตรายและมิให้แพ้พระอิศวรได้ จึงได้ทำเสาผูกผ้าแดงปักไว้ตรงกลางโรง พระวิสสุกรรมก็มาประทับเป็นประธานอยู่ตลอดเวลาแสดง ทําให้ละครชาตรีไม่แพ้ละครโรงใหญ่ของพระอิศวรได้๒ จึงเป็นประเพณีสืบมาว่า โรงละครชาตรีต้องมีเสากลาง หากไม่มีจะใช้เสาอื่นใดตั้งแทนก็ได้ เสานี้ใช้เป็นที่ผูกซองคลี (ซองใส่ไม้รบต่าง ๆ) ในภายหลัง เพื่อสะดวกในการแสดงที่ตัวละครจะหยิบเอาได้ตามความต้องการโดยเร็ว
๒. การแต่งกายของละครชาตรี แต่โบราณ ไม่สวมเสื้อ เพราะทุกตัวใช้ผู้ชายแสดงตัวยืนเครื่อง ซึ่งเป็นตัวที่แต่งกายดีกว่า ตัวอื่นก็นุ่งสนับเพลา นุ่งผ้า คาดเจียระบาด มีห้อยหน้า ห้อยข้าง สวมสังวาล ทับทรวง กรองคอกับตัวเปล่า บนศีรษะสวมเทริดเท่านั้น มาในสมัยนี้ผู้แสดงเป็นผู้หญิงโดยมาก และการไม่สวมเสื้อเป็นที่น่ารังเกียจของชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเวลาปรกติหรือในการงานใด ๆ ดังนั้น การแสดงละครชาตรีในสมัยนี้ การแต่งกายจึงมักใช้แบบสวมเสื้ออนุโลมอย่างละครนอก ส่วนการผัดหน้าในสมัยโบราณใช้ขมิ้นลงพื้น สีหน้าจึงนวลปนเหลือง ไม่ใช่ปูนแดงอย่างเดี๋ยวนี้
๓. วิธีแสดง เริ่มต้นจะต้องทำพิธีบูชาครูเบิกโรง มีเทียน ๑ เล่ม ธูป ๓ ดอก หมาก ๓ คำ (ป้ายปูนทางด้านหลังใบพลู และจีบเอาหลังเข้า) หมาก ๓ คำนี้ใส่ในโทนทั้งคู่ ๒ คำ ใส่ที่โคนเสากลาง (หรือใต้เสื่อก็ได้) ๑ คำ กับเงินกำนลอีก ๓ สลึง ๑ เฟื้อง เงินกำนลนี้ เมื่อทำพิธีเสร็จแล้ว จะต้องแบ่งให้คนเบิกโรง ๑ สลึง คนรำซัดหน้าบท ๑ สลึง คนแบกซองคลี ๑ สลึง และอีก ๑ เฟื้อง เป็นส่วนทำบุญอุทิศให้ครูบาอาจารย์ เมื่อทำพิธีบูชาครูเสร็จแล้ว ปี่พาทย์ก็โหมโรงชาตรี แล้วร้องประกาศหน้าบท ถ้ามีบายศรีด้วยก็ร้องเริ่มด้วย “ขานเอ” ถ้าไม่มีก็ต้องไปเชิญครูทีเดียว ต่อจากนั้นก็มีตัวยืนเครื่องออกมารำซัดหน้าบทตามเพลง การรำซัดนี้ในโบราณขณะที่ว่า ตัวรำจะต้องว่าอาคมไปด้วย เพื่อป้องกันเสนียดจัญไรและกระทำยำเยียต่าง ๆ วิธีเดินวนรำซัดก่อนแสดงนี้จะรำเวียนซ้าย เรียกว่า “ชักใยแมลงมุม” หรือชักยันต์ ต่อจากการรำซัดหน้าบทเวียนซ้ายแล้วก็เริ่มจับเรื่อง ตัวละครขึ้นนั่งเตียงแสดงต่อไป การแสดงละครชาตรี ตัวละครร้องเองไม่ต้องมีต้นเสียง ตัวละครที่นั่งอยู่ ณ ที่นั้น ก็เป็นลูกคู่ไปในตัวและเมื่อเลิกการแสดงจะว่าซัดอีกครั้งหนึ่งว่าอาคมถอยหลังรำเวียนขวา เรียกว่า “คลายยันต์” เป็นการถอนอาถรรพณ์ทั้งปวง
๔. ปี่พาทย์ ที่ประกอบการแสดงก็มี ปี่สาหรับทําทํานอง ๑ โทน ๑ กลองเล็ก (เรียกว่า กลองชาตรี) ๒ และฆ้อง ๑ คู่ แต่ในการที่ละครชาตรีมาแสดงกันในกรุงเทพฯ นี้ มักตัดเอาฆ้องคู่ออก ใช้ม้าล่อแทน ซึ่งเป็นประเพณีต่อมาจนบัดนี้ และบางทียังแถมใส่กลองแขกอีกด้วยก็มี.
_______________
๑ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค)
๒ เรื่องพระเทพสิงหรแม่ศรีคงคานี้ นายพูน เรืองนนท์ เป็นผู้เล่าให้ข้าพเจ้าฟัง ซึ่งแตกต่างกับตำราไหว้ครูมาก แต่ก็เป็นความหมายอีกด้านหนึ่ง และถ้าจะถอดใจความเทียบเคียงความมุ่งหมายของเรื่องออกก็ใกล้กับเรื่องในคราวฉลองพระแก้วมรกตเมื่อรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรีมาก
อ้างอิง
พิมพ์ครั้งแรกใน การละเล่นของไทย กรมศิลปากร ๒๔๙๗ หน้า๑-๑๐