Reading Room

พุ่มเทวา ที่ระลึกงานเชิดชูเกียรติศิลปินภาคใต้ : ขุนอุปถัมภ์นรากร

ผลลัพธ์การค้นหา: "มโนห์รา"

ตำนานและความเป็นมาของโนห์ราโนรา

วิเชียร ณ นคร



เรื่องราวใด ๆ ก็ตามที่มีขึ้น เกิดขึ้นในอดีตอันยาวนานมาแล้ว ก็ย่อมจะหาความชัดเจนได้ยาก เพราะในสมัยโบราณวิทยาการในด้านการเขียนการบันทึก ยังไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนปัจจุบันจะรู้จะทราบได้ก็จากคำบอกเล่าจากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่ง ถ่ายทอดกันเป็นเช่นนี้เรื่อยมา เมื่อระยะเวลานานเข้า ๆ และจากปากคำบุคคลหลาย ๆ บุคคล ก็ย่อมจะทำให้เนื้อความที่เป็นจริงผิดเพี้ยนกันไป ลักษณาการเช่นนี้เรียกว่า “ตำนาน”

มโนห์รา หรือโนรา ก็มีตำนานที่เล่าต่อ ๆ กันมาหลายชั่วอายุคน และจากหลายกระแส จึงทำให้มีตำนานมโนห์รา หรือโนราในปัจจุบันมีหลายฉบับ เนื้อความในแต่ละฉบับมีส่วนคล้ายกันและแตกต่างกันตามภาวนิยมดังนี้

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอ้างถึงหลักฐานอันเป็นทํานานที่ได้ไปจากนครศรีธรรมราช มีข้อความตอนหนึ่งว่า “ในคำไหว้ครูของโนรา มีคำกล่าวถึงครูเดิมของโนราที่ชื่อขุนศรัทธา อยู่ในกรุงศรีอยุธยา มีความผิดต้องราชทัณฑ์ถูกลอยแพไปเสียจากพระนครแพขุนศรัทธาลอยออกจากปากน้ำไปติดอยู่ที่เกาะสีชังพวกชาวเรือทะเลมาพบเข้า จึงรับไปส่งขึ้นที่เมืองนครศรีธรรมราชหรือเมืองนคร ขุนศรัทธาจึงได้เป็นครูฝึกโนราให้มีขึ้นที่เมืองละครเป็นเดิมมา” และยังได้ประทานความเห็นต่อไปว่า ขุนศรัทธาผู้นี้เป็นตัวละครที่มีชื่อเสียงมากในกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะเมื่อเล่นเรื่อง “นางมโนห์รา” ครั้นถูกเนรเทศออกไปอยู่เมืองนครศรีธรรมราช ได้ไปหัดให้ชาวเมืองเล่นตามแบบเก่า คือให้เล่นเรื่องนางมโนห์ราที่ตนถนัด ชาวเมืองนครศรีธรรมราชหรือชาวนคร จึงเรียกละครชนิดนี้ว่า “โนรา” โดยอ้างเหตุผลว่า วิสัยชาวนครศรีธรรมราชนิยมพูดคำสั้น ๆ ตัดลหุที่อยู่คำต้นเสีย เช่น คำว่า ตะเภา พูดว่า เภา คำว่า มโนห์รา จึงเลยเหลือเพียงคำ โนรา ดังนี้

จากหลักฐานและพระดำริของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพอันกล่าวแล้ว จึงอนุมานได้ว่าโนรามาจากละครชนิดหนึ่งที่เล่นมาก่อนในกรุงศรีอยุธยา คือละครชาตรีนั่นเอง เพราะทรงเรียกโนราว่า “ละครโนรา” ขึ้นอีกชื่อหนึ่ง

ต่อมาจนถึงปัจจุบันได้มีท่านผู้รู้หลายท่านกล่าวว่า โนราเป็นการแสดงศิลปะการร่ายรำของชาวภาคใต้โดยแท้ ไม่ได้วิวัฒนาการมาจากละครชาตรี และก็ไม่ได้มาจากกรุงศรีอยุธยาแต่อย่างใด

ผู้เขียนจึงขอเสนอตำนานทั้งสอง คือ ตำนานของละครชาตรี และหลักฐานของโนราที่พบในจังหวัดภาคใต้ คือ จังหวัดพัทลุง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดอื่น ๆ มาเพื่อพิจารณาดังนี้


ตำนานละครชาตรี ฉบับกรมศิลปากร

ตำนานฉบับนี้กล่าวว่า “ยังมีพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าท้าวทศวงศ์ ครองพระนครกรุงศรีอยุธยา อัครมเหสีทรงพระนามว่าสุวรรณดารา มีพระราชธิดาองค์หนึ่งทรงพระนามว่า นางนวลสำลี ครั้นพระราชธิดาเจริญวัยขึ้น เทพดาก็จุติมาปฏิสนธิในครรภ์ของนางนวนสำลี เมื่อครรภ์เจริญขึ้น ทรงทราบถึงพระราชบิดา ๆ ก็ทรงสงสัย จึงโปรดให้หาโหรมาทำนาย โหรทำนายว่ามนุษย์ในชมพูทวีปนี้ ไม่มีใครที่จะมาต้องพระราชธิดาเลย แต่ชะตาบ้านเมืองจะบังเกิดเป็นนักเลงชาตรี

เมื่อพระเจ้าทศวงศ์ทรงทราบถึงประพฤติเหตุดังนั้น ก็ทรงพระราชดำริว่า จะให้พระราชธิดาอยู่ในพระราชวังต่อไปก็จะอับอายแก่ชาวเมือง จำเราจะทำแพลอยไปเสียให้พ้นบ้านพื้นเมือง ดำริดังนั้นแล้วก็ตรัสสั่งให้เสนาข้าราชการทำแพลอยนางนวลสำลีไป ครั้นถึงมหาสมุทร เทพดาบันดาลให้เกิดพายุพัดแพลอยไปติดอยู่ที่เกาะกะชัง แล้วเทพดาก็นฤมิตเป็นศาลาขึ้นที่บนเกาะให้นางนวลสำลีได้อาศัย นางนวลสำลีอาศัยอยู่บนเกาะกะชังต่อมา จนครรภ์ของนางครบถ้วนทศมาส ก็ร้อนถึงเทพดาได้ลงมาประคับประคองนาง ครั้นถึง ณ วันพฤหัสบดี เดือนหก ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีชวด นางก็ประสูติพระโอรส แล้วเทพดาก็นำเอาดอกมณฑาสวรรค์มาชุบให้เป็นนางนมชื่อว่า แม่ศรีมาลา แล้วชุบเป็นนางพี่เลี้ยงสองคนชื่อ แม่เพียน แม่เภา บำรุงรักษากุมารนั้น อยู่มาวันหนึ่งนางศรีมาลาและนางพี่เลี้ยงพาพระกุมารไปเที่ยวป่าพบสระน้ำเข้าแห่งหนึ่งชื่อสระอโนตัตนที ที่สระนั้นมีนางกินนร ๕๐๐ มารำเล่นและเล่นน้ำอยู่ทุก ๆ วัน ในวันที่พระกุมารไปนั้นก็ประจวบกับวันที่นางกินนรมารำอยู่ นางศรีมาลากับพระกุมารก็จำเอาท่าทางกินนรรำนั้นมาได้

ครั้นพระกุมารชันษาได้ ๙ ปี เทพดาก็ลงมาให้ชื่อว่า พระเทพสิงหร แล้วเทพดาก็เอาศิลาหนึ่งก้อนมาชุบให้เป็นพรานบุญ แล้วชุบหน้าพรานทองคำให้พรานบุญด้วย พรานบุญก็เล่นรำทำเพลงอยู่ด้วยพระเทพสิงหรได้หนึ่งขวบปี มาวันหนึ่ง พรานบุญกับพระเทพสิงหรชวนกันไปเที่ยวในป่าแล้วทั้งสองคนก็นอนหลับไปที่ใต้ต้นรัง เทพดาลงมานฤมิตฝันบอกท่าเพลงรำ พระเทพสิงหรกับพรานบุญก็จำได้แม่นยำทั้ง ๑๒ ท่า คือ

๑. ท่าแม่ลาย

๒. ท่าเขาควาย (หรือราหูจับจันทร์)

๓. ท่ากินนร

๔. ท่าจับระบำ

๕. ท่าลงฉาก

๖. ท่าฉากน้อย

๗. ท่าผาหลา

๘. ท่าบัวตูม

๙. ท่าบัวบาน

๑๐. ท่าบัวคลี

๑๑. ท่าบัวแย้ม

๑๒. ท่าแมลงมุมชักใย

แล้วเทพดาก็นฤมิต ทับ ให้ ๒ ใบ ชื่อ น้ำตาตก ใบหนึ่ง ชื่อ นกเขาขัน อีกใบหนึ่ง แล้วนฤมิตกลองใบหนึ่งชื่อว่า เภรีสุวรรณโลก แล้วเทพดาก็ลูบสัมผัสในองค์เทพดามาชุบเป็นขุนสัทธา ครูมโนห์ราไว้แทนเทพดาองค์นั้น พระเทพสิงหรกับพรานบุญตื่นขึ้น เห็นขุนสัทธาทั้งทับและกลอง ก็มีความชื่นชมยินดี ยกมือขึ้นไหว้ขุนสัทธา ยกไว้เป็นครูแล้วพากันกลับไปยังศาลาที่อาศัย เทพดานฤมิตเรือให้อีกหนึ่งลำ นางนวลสาลีก็พาพระเทพสิงหรกับพี่เลี้ยงนางนมและนางพวกชาตรีลงเรือลำนั้น เทพดาก็บันดาลให้เป็นลมพายุพัดพาเรือไปขึ้นที่พระนครศรีอยุธยา พระเทพสิงหรก็เที่ยวรำชาตรีไปตามบ้าน ชาวเมืองก็เลื่องลือว่าชาตรีรำดีนัก มีผู้คนแตกตื่นไปดูกันมาก ความทราบถึงท้าวทศวงศ์ รับสั่งให้หาชาตรีไปว่าหน้าพระที่นั่ง ท้าวทศวงศ์ทอดพระเนตรเห็นนางนวลสำลีก็ทรงจําได้ ตรัสเรียกเข้ามาไต่ถาม นางก็เล่าความถวายแต่หนหลัง ก็ทรงโปรดปรานมาก พระราชทานเครื่องต้นให้พระเทพสิงหรทรงเล่นชาตรี ชาตรีจึงได้แต่งเครื่องทรงเทริดและสังวาลแต่นั้นมา แล้วยกพระเทพสิงหร พระราชทานให้เป็นศิษย์ขุนสัทธาต่อไป ภายหลังพวกเสนาข้าราชการสมัครจะเล่นชาตรีกับพระเทพสิงหร ท้าวทศวงศ์ก็พระราชทานให้จึงปรากฏนามหลังว่า ขุนพราน พระยาพราน แล้วโปรดยกส่วยสัตพัทธยาให้แก่พวกชาตรีของพระเทพสิงหรทั่วทุกคน”


ตำนานโนรา ฉบับคำบอกเล่าของขุนอุปถัมภ์นรากร

“พระยาสายฟ้าฟาดเป็นกษัตริย์ครองเมือง ๆ หนึ่ง มีมเหสีทรงพระนามว่านางศรีมาลา ทั้งสองพระองค์มีบุตรีด้วยกันองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “นวลทองสำลี” คืนหนึ่งนางนวลทองสำลีได้สุบินนิมิตว่ามีเทพดามาร่ายรำให้ดู การร่ายรำนั้นมีท่ารำทั้งหมด ๑๒ ท่า เป็นท่ารำที่สวยงามน่าชมมาก พร้อมทั้งมีเครื่องประโคม คือ กลอง ทับ ฉิ่ง ปี่ และแตระ การประโคมดนตรีก็ลงกับท่ารำเป็นจังหวะรับกัน เมื่อตื่นบรรทมนางก็ทรงจดจำท่าต่าง ๆ นั้นได้ ทรงสามารถร่ายรำตามแบบในสุบินนิมิตนั้นได้ทันที นางได้สั่งสาวใช้ให้ทําเครื่องประโคมตามในสุบินนิมิต การประโคมก็ฝึกให้สาวใช้ประโคมตามจังหวะลีลาเหมือนในสุบินนิมิตทุกกระบวนท่าแล้วนางได้ฝึกสอนให้พวกสาวใช้ให้ร่ายรำเพื่อจะได้เป็นคู่รำกับนาง ต่อจากนั้นก็มีการประโคมเครื่องดนตรีและร่ายรำเป็นที่ครื้นเครงในปราสาทของนางเป็นประจำทุกวัน จนเป็นที่ชื่นชอบของพระราชบิดามาก

อยู่มาวันหนึ่งนางนวลทองสำลีทรงอยากเสวยเกสรดอกบัว จึงรับสั่งให้นางสาวใช้ไปเด็ดมาให้ เมื่อนางได้เสวยเกสรดอกบัวแล้วกาลต่อมานางก็ทรงครรภ์ ความทราบถึงพระยาสายฟ้าฟาดผู้เป็นพระราชบิดา เมื่อทรงไต่สวนจากนางและผู้ใกล้ชิดคือนางสาวใช้ทั้ง ๓๐ นาง ก็ไม่ได้เค้าเงื่อนว่าผู้ใดเป็นสวามีของนาง ทำให้พระยาสายฟ้าฟาดทรงพระพิโรธมาก ถึงกับทรงคิดที่จะประหารชีวิตของนางเสียเลย แต่เมื่อทรงทบทวนดูก็เห็นว่านางนวลทองสำลี เป็นพระราชธิดาของพระองค์จึงทำให้พระทัยอ่อน แต่ด้วยขัติยมานะของกษัตริย์จึงให้พระองค์ต้องเนรเทศพระราชธิดาออกจากบ้านจากเมืองไป โดยให้ลอยแพไปเสียจากเมืองพร้อมทั้งนางสาวใช้ทั้ง ๓๐ นาง แพนั้นได้ลอยไปในทะเล และได้ถูกลมพายุพัดไปติดที่เกาะกะชัง ที่เกาะกะชังนี้เทพดาได้ชบ (เนรมิต) บรรณศาลาให้ได้พักอาศัย และที่นี้นางนวลทองสำลีก็ได้ประสูติพระโอรสทรงพระนามว่า น้อย เมื่อพระกุมารน้อย มีพระชนมายุได้ ๑๐ พรรษา ก็ได้ฝึกหัดร่ายรำกับพระมารดาและบรรดานางสาวใช้จนเป็นที่เชี่ยวชาญ ต่อมาพระกุมารน้อยได้ถามความเป็นมาของตนต่อพระมารดา นางนวลทองสำลีทรงเล่าความแต่หนหลังให้พระโอรสฟังตั้งแต่ต้นจนจบ พระกุมารน้อยจึงขอลาพระมารดา เพื่อเดินทางไปยังเมืองของพระอัยกา โดยอาศัยเรือนายวาณิช เมื่อไปถึงเมืองของพระอัยกา พระกุมารน้อยได้เที่ยวร่ายรำโนราตามสถานที่ต่าง ๆ เรื่อยไป เนื่องจากการร่ายรำของพระกุมารน้อยเป็นของแปลก ทำให้ผู้คนสนใจมาชมกันมาก จนข่าวเลื่องลือไปถึงพระกรรณของพระยาสายฟ้าฟาด พระยาสายฟ้าฟาดได้ทรงถามเสนาอำมาตย์ว่า “โนรา” เป็นอย่างไร เป็นคนหรือสัตว์ หรืออย่างไร แล้วในที่สุดพระองค์ก็ได้ทรงปลอมแปลงพระองค์ไปในกลุ่มคน เพื่อทอดพระเนตรโนราดังกล่าว พระองค์ได้สังเกตเห็นว่า พระกุมารน้อยที่ร่ายรำโนรานั้นมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับพระราชธิดาของพระองค์ คือ นางนวลทองสำลี จึงได้ไต่ถามว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร จนได้รู้กันว่าเป็นตากับหลาน ทําให้พระยาสายฟ้าฟาดทรงยินดีเป็นอย่างยิ่ง

ต่อมาพระยาสายฟ้าฟาดได้จัดเรือให้ไปรับนางนวลทองสำลีจากเกาะกะชัง แต่นางได้ปฏิเสธด้วยความน้อยใจที่ว่าขับไล่ส่งมาแล้ว จะมารับไปทําไมอีก พวกเสนาอำมาตย์ที่ไปรับครั้งนั้นได้กลับมากราบทูลให้พระยาสายฟ้าฟาดทรงทราบ พระยาสายฟ้าฟาดจึงได้มีพระบัญชา ให้จัดเรือไปรับอีกครั้ง และพร้อมกับสั่งว่าถ้านางยังไม่ยอมกลับก็ให้จับมัดมาให้ได้ พวกเสนาอำมาตย์จึงได้ไปเชิญเสด็จนางนวลทองสำลีที่เกาะกะชังอีกเป็นครั้งที่สอง นางก็ปฏิเสธไม่ยอมกลับบ้านเมืองอีก พวกเสนาอามาตย์ก็จับนางมัดขึ้นเรือมาตามพระบัญชาของพระยาสายฟ้าฟาด (ตอนนี้ในการเล่นโนราในภายหลังเรียกว่าคล้องหงส์ คือการร่ายรำเพื่อจับนางนวลทองสำลีนั่นเอง) ตอนขากลับเมื่อเรือมาถึงปากน้ำพบจระเข้ลอยขวางอยู่ พวกลูกเรือได้แทงจระเข้นั้นจนถึงแก่ความตาย (ในตอนหลังจึงได้มีการรำแทงเข้ขึ้น) เมื่อพระราชธิดา คือนางนวลทองสำลีได้พบพระราชบิดาแล้ว พระยาสายฟ้าฟาด ก็ได้ทรงขอโทษในเรื่องที่พระองค์ได้ทรงทำในอดีต จากนั้นพระองค์ได้ให้มีการรับขวัญโดยทำขวัญให้นาง ในงานนี้จัดให้มีมหรสพ ๗ วัน ๗ คืน มหรสพดังกล่าวก็มีการรำโนราร่วมด้วย ครั้งนี้พระยาสายฟ้าฟาดได้พระราชทานเครื่องทรงให้พระราชนัดดาเพื่อทรงรำเครื่องในงานนี้ และในครั้งนี้พระยาสายฟ้าฟาดก็ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ พระกุมารน้อย พระราชนัดดาเป็นที่ “ขุนศรีศรัทธา”

เครื่องทรงที่พระราชทาน คือ เทริด กำไลแขน ปั้นเหน่ง สังวาล พาดเฉียง ๒ ข้าง ปีกนกแอ่น หางหงส์ สนับเพลา ฯลฯ แล้วแต่เป็นเครื่องทรงของกษัตริย์ทั้งสิ้น

ต่อมาขุนศรีศรัทธาได้สอนรำโนราเป็นการถ่ายทอดศิลปะในแบบโนราไปเรื่อยมา และได้แพร่หลายต่อมาหลายชั่วอายุคน จนบัดนี้”


ตำนานโนรา ฉบับนายภิญโญ จิตต์ธรรม

กล่าวว่า “ในระหว่าง ๑๘๕๘ - ๒๐๕๑ เมืองพัทลุงที่บางแก้ว มีเจ้าเมืองชื่อพระยาสายฟ้าฟาดหรือท้าวโกสินทร์ มีมเหสีชื่อ ศรีมาลา หรือ อินทรกรณีย์ มีลูกชาย ชื่อ เทพสิงหร และลูกหญิง ชื่อ นวนทองสำลี หรือ ศรีคงคา คนทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมท้องกัน ท่านเจ้าเมืองผู้พ่อได้จัดหาผู้รู้ ครูวิชาต่าง ๆ มาอยู่ประจำทำการฝึกสอนในสำนักของเจ้าเมือง ในเรื่องเรียกว่า “ราชครู” มีหลวงนายเสน ๑ นายทองกันดาร ๑ หลวงนายคงผมหมอ ๑ หลวงนายชม ๑ นายจิตร ๑ คณะราชครูได้ทำการฝึกสอนวิชาใดอื่นไม่แจ้งชัด แต่ในวิชาร่ายรำขับร้องประกอบดนตรี เป็นไประเริงครึกครื้นมากที่สุดกว่าอย่างอื่น ผู้ที่เล่าเรียนนอกจนนางจากลูกหญิงลูกชายของเจ้าเมืองแล้วยังมีข้าสาวชาวสำนักร่วมด้วยอีกหลายคน ในที่สุดนางนวนทองสำลีฝึกรำได้ ๑๒ ท่า ได้อย่างชำนาญจนนองสามารถเป็นครูฝึกสอนผู้อื่นได้ ต่อมาเจ้าเทพสิงหรกับน้องสาวคือนางนวนทองสำลี หรือศรีคงคา ได้ลักลอบได้เสียกันในทางชู้สาวในระหว่างพี่ร่วมท้องร่วมไส้ และพวกราชครูบางคนก็ได้เสียกับศิษย์สาวที่เป็นข้าสาวชาวสำนัก เมื่อเรื่องเปิดเผยขึ้นเพราะนางนวลทองสำลีหรือศรีคงคาตั้งท้องตลอดถึงข้าสาวชาวแม่ผู้อื่นอีกด้วย พระยาสายฟ้าฟาดโกรธมาก ได้จับเอานายคงผมหมอ นายชม นายจิตร นายทองกันดาร รวม ๔ คน ถ่วงน้ำเสีย

ส่วนนางนวลทองสำลีหรือศรีคงคา กับเจ้าเทพสิงหรได้ถูกทำโทษ โดยการลอยแพพร้อมกับพรรคพวก ๑๒ คนไปขึ้นฝั่งที่เกาะกะชัง และได้อาศัยอยู่บนเกาะเป็นเวลานานพอสมควร จนในที่สุดนางนวลทองสำลีเกิดลูกชาย ข้าสาวที่ได้เสียกับนายคงผมหมอก็ได้เกิดลูกคนหนึ่งภายหลังชื่อว่าจันทร์กระยาผมหมอ

เมื่อลูกชายของสองพี่น้องผัวเมียเติบใหญ่ขึ้น ได้รับการฝึกสอนจากแม่จนฟ้อนรำได้ชำนาญ ในวันหนึ่งเมื่อมีโอกาสกลับไปเมืองพัทลุง ก็ได้ไปเที่ยวร้องรำในที่ต่าง ๆ จนข่าวร่ำลือไปถึงพระยาสายฟ้าฟาดเจ้าเมืองผู้เป็นปู่และตา โนราน้อยคงได้ถูกเรียกตัวไปแสดงการรำร้องให้ดู เมื่อปูู่ ตากับหลานได้พบกันเรื่องขุ่นข้องหมองใจหนหลังก็หมดสิ้นไป จึงได้มีการรับเจ้าเทพสิงหรกับนางนวลทองสำลีหรือศรีคงคากลับคืนสู่บ้านเมือง แล้วพระยาสายฟ้าฟาดได้ให้การสนับสนุนการเล่นโนราของลูกกับหลานเป็นอย่างดี โดยให้เครื่องแต่งตัวโนรา จนถือเป็นแบบอย่างมาจนบัดนี้ หลังจากนั้นก็แต่งตั้งหลานชายเป็นขุนศรีศรัทธา อันถือเป็นครูเฒ่าของโนรามาจนบัดนี้”


ประวัติโนรา จากนิยายเรื่องเกี่ยวกับเสา ซึ่งเล่าโดยนายพูน เรืองนนท์

กล่าวว่า “พระเทพสิงหรกับแม่ศรีคงคาเป็นสามีภรรยากัน เป็นผู้มีความสามารถแสดงละครชาตรีอย่างเลิศ แต่เป็นคนเข็ญใจต้องเที่ยวแสดงละครเร่ร่อนไปในที่ต่างๆ เพื่อหาเลี้ยงตัว การแสดงละครของพระเทพสิงหรกับแม่ศรีคงคามีศิลปะถึงขนาดใคร ๆ ก็เลื่องลือไปทั่วเมือง ตลอดจนนางฟ้าเทวดาก็พากันมาดูจนเพลิดเพลิน และลืมขึ้นไปเฝ้าพระอิศวร ๆ ก็กริ้ว ตรัสว่าจะจัดละครโรงใหญ่ขึ้นแสดงเพื่อประชัน และจะทำลายการแสดงของพระเทพสิงหร และแม่ศรีคงคา พระวิสสุกรรมได้ทูลทัดทานอย่างไรก็ไม่ทรงเชื่อ พระวิสสุกรรมจึงไปบอกให้พระเทพสิงหรและแม่ศรีคงคาว่า เวลาแสดงให้ทำที่ประทับของพระองค์ไว้ พระองค์จะเสด็จลงมาคุ้มครองไม่ให้แพ้พระอิศวร” จึงเป็นธรรมเนียมของการเล่นโนรา ว่าต้องทําเสาผูกผ้าแดงปักไว้กลางโรง มิฉะนั้นต้องสมมุติเสาอื่นขึ้นแทน”

__________

มนตรี ตราโมท การละเล่นของไทย หน้า ๑-๑๐.


ประวัติโนรา จากคำไหว้ครูละครชาตรี

(ขานเอ แรกลงโรงที่ ๑)

          ขานเอ                      ขานให้โนเนโนไน
ขานมาช้าต้อง                     ทำนองเหมือนวัวซักไถ
เพลงครวญคิดขึ้นมา            ทรหานในหัวใจ
เพลงแม่นวนสำลีไม่ลืมใน     ถึงจะไปไม่ลืมตัวแม่หนา ฯ

          ลมเอยรวย ๆ             ยังหอมแต่รสแป้งทา
หอมรสครูข้า                       ส่งกลิ่นเข้ามาไรไร
หอมมาสาแค่                      ลูกเหลียวไปแลสาไกล
หอมฟุ้งสุราลัย                    ไคลเข้าในโรงเถิดแม่หนา ฯ

          ลมเอยลมใด             ที่พัดตั้งเมฆขึ้นมา
ลมว่าวอุตตรา                     พัดต่อด้วยลมสลาตัน
ลูกจะชักเอาใบแล่น             กลางคืนมาเป็นกลางวัน
ไกลตลิ่งไกลฝั่ง                  เอาเกาะกะชังมาเป็นเรือน
เพื่อนบ้านเขานับปี               แม่นวนสำลีนับเดือน
เอาเกาะกะชังมาเป็นเรือน     เป็นแท่นที่นอนน้องหนา ฯ

__________

 คำไหว้ครูละครชาตรี ตามแบบฉบับของกองการสังคีต กรมศิลปากร


(คำเชิญครู ๒)

          ฤกษ์งามยามดี                       ปานนี้ชอบยามเวลา
ชอบฤกษ์ครูข้า                                 แม่สีมาลาครูต้น
จะข้ามเสียก็ไม่รอด                           ลูกน้อยจะลอดก็ไม่พ้น
แม่สีมาลาเป็นครูต้น                          มารดาพ่อเทพสิงหร
ถ้าพ่อสมัครรักลูกจริง                        พ่อมาอวยสิ่งอวยพร
พ่อเทพสิงหร                                   อ้อนวอนพ่อขุนสัทธา
เห็นเหล่าเป็นหลั่น                            ตั้งแต่วันนั้นมาแลหนา
ถัด ๆ เลื่อน ๆ เคลื่อนกันมา                แม่สีมาลาเป็นประธาน
นพคุณบุญปลูก                                ได้เอ็นดูลูกเอ็นดูหลาน
แย้มพระโอษฐ์โปรดปราน                  ดำเนินเชิญท่านมานั่งหน้า
แม่เพียนแม่เภา                                เชิญท่านมาลงหูลงตา
ขุนพรานพระยาพราน                        ดำเนินเชิญท่านมานั่งว่า
พรานบุญหน้าทอง                            ลอยแล้วให้ล่องเข้ามา
พรานทิพพรานเทพ                          พรานนอนพ่อขุนสัทธา
หลวงสุทธิ์หลวงเสน                         หลวงคงวังเวนครูของข้า
ร้องเชิญพ่อหลวงสุทธิ์                      ตายเมื่อไปยุทธ์เมืองไชยา
จุติจากเมืองฟ้า                                ชื่อเจ้าพระยาโถมน้ำ
เล่นไหนรำไหนพ่อทรามปลอด           ลูกไม่สู้ลอดไม่ข้าม
พระยาโถมน้ำ                                   โฉมงามพระยามือไฟ
พระยาสายฟ้าฟาด                            ลูกน้อยจะร้องประกาศไป
พระยามือเหล็กมือไฟ                        ยอดในตาหลวงคงคอ
ลูกชายแทนมา                                 ชื่อจันกระหยาผมหอ
ตาหลวงคงคอ                                  ผมหอหลวงคงปราจิต
แต่แรกพ่อเบ็นนาย                            ใจท้าวพ่อร้ายเป็นพ้นคิด
คงกระหยาปราจิต                             ผิดด้วยสาวสนมกรมชาววัง
อาบนํ้าทาแป้ง                                  ตกแต่งไม่ทันจะผันหลัง
ผิดด้วยสาวสนมกรมชาววัง                 รับสั่งผูกคอไปฟันเสีย
ไม่ทันจะสั่งลูก                                  บุญปลูกไม่ทันจะสั่งเมีย
รับสั่งผูกคอไปฟันเสีย                        ริมฝั่งแม่น้ำย่านยาว
ตายเจ็บตายไข้                                 ลูกน้อยจะได้ถามข่าว
ริมฝั่งแม่น้ำย่านยาว                           ชีวิตก็ม้วยมรณา
ถ้าพ่อตายข้างเหนือ                          นํ้าเน่าน้ำเหลืองให้ไหลลงมา
น้ำเน่าลูกจะละลายจันทน์                  น้ำมันลูกจะละลายแป้งทา
กระดูกแข็งกระดูกขา                         ลูกยาจะทำไม้กลัดผม
ดวงเนตรพ่อผมสอด                          ลูกน้อยจะทำปรอทอม
เที่ยงๆ สาย ๆ                                   ลูกชายจะคายออกชม
ทําเป็นไม้กลัดผม                             ชมต่างพ่อร้อยชั่ง เอย ฯ


(เพลงไหว้ครูที่ ๓)

          ๑. ครูเอยครูสอน                        สอนให้ฉันรำสิบสองท่า
ปลดปลงลงมา                                     ให้รำเป็นท่าต่าง ๆ กัน
รำให้เป็นช่อ                                         รำให้เป็นชานชั้น
แม่ลายกนก                                         ยกให้เป็นเครือวัลย์
ท่าราหูจับจันทร์                                   ให้เวียนแต่ซ้ายหาขวา
ปลดปลงลงมา                                     ให้รำเป็นท่าบัวตูม
บัวบานบัวคลี่                                       บัวแย้มตะพุ่ม
รำท่าบัวตูม                                          แมลงมุมชักใย
รำท่าพระยาหงส์ทอง                            ลอยล่องในกลางสระใหญ่
ล่องมาล่องไป                                      ริมฝั่งแม่น้ำคงคา
เชิญเจ้าร้อยชั่ง                                     รำช้างประสานงา
รำท่ากินนรา                                         ลงมาเล่นน้ำสาคร
บ้างเก็บดอกไม้                                    มาร้อยเป็นเครื่องอาภรณ์
นี้แหละครูสอน                                     ทำนองพ่อขุนสัทธา
พ่อขุนสัทธาแก่                                    กระแสไม่มีเสียเลยหนา
รำวันละสิบสองท่า                                สอนไว้จำจิตจำใจ ฯ

          ๒. ดึกสงัดเงียบเพรียบพง           น้ำค้างตกลงตรงหลังคา
แต่งองค์ฉันทรงผ้าภูษา                        ลงมาในโรงบรรจง
ไหว้หวัดพระสัสดี ขออย่าให้มีภัย           ผิดพลั้งสิ่งใดช่วยบำรง
ข้าไหว้เทพท้าวในด้าวดง                      คุ้มข้ามาลงในโรงรำ
บุญคุณครูมาอยู่บนเหลือเกล้า                รักษาข้าพเจ้าทุกเช้าค่ำ
ลูกแต่งตัวโอ่โถงลงมาในโรงรำ              ครูได้แนะนำคำบทกลอน
ราชครูของข้า                                      พ่อมาช่วยสั่งช่วยสอน
ฉันพากเพียรเรียนบทอยู่เกลื่อนกลอน     คุณครูได้สอนข้าพเจ้ามา ฯ

          ๓. มือขาตั้งเหนือเศียรรา             ข้ายอไหว้
ตัวต่างเข้าตอก                                     มือต่างดอกไม้
ตั้งเหนือเศียรรา                                    ข้าประนมไหว้
ไหว้คุณพระพุทธคุณพระธรรม                ไหว้คุณพระสงฆ์บำรงอย่าให้ตกต่ำ
ไหว้คุณพระพุทธคุณพระธรรม                ได้รักษาร่างกายา ฯ


คำกาศครู ของขุนอุปถัมภ์นรากร


(ตอนที่ ๑)

          ขานเอ ขานให้โนเน ... โนไน ... ขานมาชาต้องทำนองเหมือนวัว ... ชักไถ เพลงสำลีไม่ลืมในพี่ไปไม่ลืม ... น้องหนา ... รวยรวยยังหอมแต่รส ... แป้งทา.... หอมรสครู ข้าส่งกลิ่นพ่อมา ... ไรๆ ... หอมมาสาแค่ลูกเหลียวไปแล ... หอมไกล ... หอมฟุ้งสุราลัยไคลเข้าในโรง ... น้องหนา ... ลมใดพัดแล้วตั้งเมฆ ... ขึ้นมา ... ลมว่าวดาหราพัดโต้ด้วยลม ... หลาตัน (สลาตัน) ... ลูกก็ชักใบแล่นกลางคืนมาเป็นกลางวัน ... ไกลหลิ่งไกลฝั่งเอาเกาะกะชัง ... เป็นเรือน ... ลูกนั่งนับปี นางทองสำลีนับเดือน ... เอาเกาะซังเป็นเรือนเป็นแท่นที่นอน ... น้องหนา ... 

__________

๓ ภิญโญ จิตต์ธรรม โนรา หน้า ๑๕-๑๖.


(ตอนที่ ๒)

          ฤกษ์งามยามดีปานี่ชอบยามพระเวลา

ชอบฤกษ์ร้องเชิญดำเนินราชครูถ้วนหน้า

ราชครูของน้องลอยแล้วให้ลองเข้ามา

ราชครูของข้ามาแล้วพ่ออย่าพ้นไป

เชิญพ่อเข้ามานั่งนี้ลูกหยาย ถ่ายที่ให้พ่อนั่งใน

มาแล้วพ่ออย่าพ้นไปมาอยู่เหนือเกล้าเกศา

มาอยู่เหนือเกล้าเหนือผมมาช่วยคุมลมกันยา

กันทั้งลูกลม พรมโหวดกันทั้งผีโพด มายา

มากันพรายแกมยาละมบ เขาฝังไว้ริมทาง

มากันให้ถ้วนให้ถี่มากันลูกนี้ทุกทีย่าง

ละมบเขาฝังไว้ริมทางจําไว้แวะซ้ายและขวา

สิบสองหัวช้างสิบสองหัวเชียกจำให้พ่อร้องเรียกหา

ถ้าพ่อไม่มาลูกยาจะได้เห็นหน้าใคร

เห็นหน้าแต่ท่านผู้อื่นความชื่นลูกยามาแต่ไหน

ให้ลูกเหลียวหน้าไปหาใครเหมือนใยราชครูถ้วนหน้า

ลูกไหว้ครูพักอีกทั้งครูสอนไหว้แล้วเอื้อนกลอนต่อมา

ไหว้ครูสั่งสอนข้าพ่อมาคุ้มหน้าคุ้มหลัง

มาเถิดพ่อสายสมรมาคุ้มลูกเมื่อนอนเมื่อนั่ง

มาคุ้มข้างหน้าข้างหลังพ่อมาวังซ้ายวังขวา

ราชครูของน้องลอยแล้วให้ล่องเข้ามา

ราชครูของข้าดำเนินเชิญมาให้หมดสิ้น

ไม่ว่าอยู่แค่ หรืออยู่ไกลลูกร้องกาศไปให้ได้ยิน

ดำเนินเชิญมาให้หมดสิ้นไหลแล้วให้เทกันเข้ามา

ขุนโหรญาโหรขุนพรานญาพรานโปรดปรานเหนือเกล้าเกศา

ไหว้พรานเทพเดินดงพระยาพรานคงมาเดินป่า

พรานบุญปรึกษาเดินจำนำหน้าราชครู

แม้นผิดแม้นพลาดตรงข้อไหนชาวไทยเมตตาได้เอ็นดู

บรรดาราชครูมาอยู่เบื้องซ้ายเบื้องขวา

ลูกจับเริ่มเดิมมาไหว้ขุนศรัทธาเป็นประธาน

ไหว้หลวงเสนได้เป็นครูพักเป็นหลักนักเลงแต่โบราณ

ถัดแต่นั้นทองกันดารไหว้ตาหลวงเสนสองเมือง

ไหว้ตาหลวงคงคอผมหมอไหว้ท้าววิจิตรเรือง

โปรดให้รับท้าวเข้าสู่เมืองลือเลื่องความรู้ได้เล่าเรียน

พ่อมาสอนศิษย์ไว้ต่างตัวพ่อไม่คิดกลัวเพราะความเพียร

สิบนิ้วข้าหรือคือเทียนเสถียรสถิตยอไหว้ไป

ยอไหว้พระยาโถมน้ำโฉมงามพระยาลุยไฟ

พระยาสายฟ้าฟาดลูกน้อยนั่งร้องกาศไป

พระยามือเหล็กพระยามือไฟไหว้ใยตาหลวงคงคอ

ไหว้ลูกของพ่อที่แทนมาชื่อจันทร์กระยาผมหมอ

ตาหลวงคงคอผมหมอหลวงชมดาจิตร

เมื่อยามเป็นคนพ่อทองหลวงนายแต่ท้าวมาไร้ความคิด

หลวงชมตาจิตรผิดด้วยสนมกรมชาววัง

พออาบน้ำทาแป้งดับแดง ไม่ทันได้ผันหลัง

ผิดด้วยสนมกรมชาววังรับสั่งผูกคอให้ฆ่าเสีย

พ่อไม่ทันได้สั่งลูกบุญปลูกไม่ทันได้สั่งเมีย

รับสั่งผูกคอให้ฆ่าเสียในฝั่งแม่น้ำย่านยาว

หากพ่อมาตายด้วยเจ็บไข้ลูกรักจักได้ไปถามข่าว

ในฝั่งแม่น้ำย่านยาวชีวิตพ่อม้วยมรณา

ถ้าพ่อตายข้างฝ่ายบกให้เป็นเหยื่อนกเหยื่อกา

ถ้าพ่อไปตายฝ่ายเลให้เป็นเหยื่อเข้เหรา

พ่อไปตายฝ่ายเหนือให้น้ำเน่าน้ำเหงื่อไหลลงมา

น้ำเน่าลายจันทน์น้ำมันลูกลายแป้งทา

โดกแข็งโดกขาลูกยาไว้ทำไม้กลัดผม

ดวงเนตรพ่อทองผมสอดลูกน้อยไว้ทำไม้หลอดอม

ทำไม้กลัดผมชมต่างพ่อร้อยชั่งแก้ว

โอ้พ่อร้อยชั่งแก้วสองแถวพ่อร้อยชั่งอา

ร้อยชั่งรักข้าพ่ออย่าตัดรักเสียให้ม้วย

พ่ออย่าตัดลูกเหมือนตัดตาลพ่ออย่างานหลานเหมือนรานกล้วย

พ่ออย่าตัดรักเสียให้ด้วยเห็นดูด้วยช่วยรำมโนรา...


(ตอนที่ ๓)

          ลูกกาศราชครูเท่านั้นแล้วผ่องแผ้วเป็นเพลงพระคาถา

ลูกไหว้นางหงส์กรงพาลีไหว้นางธรณีเมขลา

ไหว้บริถิว ราชาภูมมาหาลาภหาชัย

ลูกจะไหว้แม่โภชวัชดีธรณีแม่ได้เป็นใหญ่

ลูกเล่นเต้นรำบรรดาที่ทำบนหัวแม่แหละขอคำความอำภัย

หลีกเกล้าเกศาเสียให้ไกลไหว้ภูมิสถานท่านเจ้าวัด

เล่นให้สบายให้คลายให้คล่องอย่าให้ข้องให้ขัด

ไหว้ภูมิสถานท่านเจ้าวัดผมถัดลงมาลงตา

ไหว้พุทธรูปในกุฏิและวิหารแบ่งองค์ส่งญาณเล็งแลมา

ลูกเข้ามาเยี่ยมที่ในอารามขอสมาอย่ามีความโทษา

ขึ้นชื่อความเจ็บอย่ามาใกล้ขึ้นชื่อความไว้อย่าให้มีมา

ทั้งไข้ร้อนไข้ห่าพ่อมาขับไล่เสียให้ไกล

อย่าโชกโบกโบยพ่อมาคุ้มโภยกันภัย

กันทั้งเสนียดจังไหรอย่าให้มาใกล้ลูกเลยหนา...


(ตอนที่ 4)

          หัตถ์ทั้งสองประคองตั้งยกขึ้นเหนือเศียรรังดังดอกปทุมมา

หัตถ์ทั้งสองประคองเศียรนั่งไหว้เวียนแต่ซ้ายย้ายไปหาขวา

ไหว้มุนีนาถพระศาสดาพุทธังธัมมังสังฆาไหว้อาจารย์

ไหว้คุณศีลาพระบารมีป่าฉะนี้นั่งไหว้พระคุณท่าน

ครุฑยักษ์ปักษาพยาบาลศัตรูหมู่มารขอให้หลบหลีกหนี

ไหว้จักรวรรดิฟ้าครอบทุกช่องชั้นขั้นขอบรอบทั้งโลกี

ไหว้เวสสุวรรณเจ้าบัญชีไหว้พระสุวรรณมาลีลูกไหว้ฤาษีสม

พระบวชพระเรียนจำเนียรนาถลูกนั่งไหว้พระบาทองค์พระยายม

ไหว้ภูมิสถานท่านเจ้ากรมยกขึ้นตั้งบังคมเหนือพระเกศา

กาศไปเห็นไม่ตรึกนี่ค่ำดึกดื่นเกินพระเวลา

กลัวพี่น้องน้าป้ามานั่งถ้าเหนื่อยเนื้อจะเหนื่อยใจ

เราร่ำเรียนมาหมายว่าจะเล่นทำเช่นเอาไว้ใช่จักได้ไหร

มาเราจะร้องท่องพระบทไปออกมาไวเชิญรำทำให้ชม... แม่ เอ้ย.


ประวัติโนรา ฉบับนายซ้อน ศิวายพราหมณ์

          รื่นเอยรื่นรื่น ข้าจะไหว้พระนางธรณีผึ่งแผน

          ลูกเอาหลังเข้ามาเป็นแท่น รองตีนมนุษย์ทั้งหลาย

          ชั้นกรวดและดินดำ ลูกจะไหว้ชั้นน้ำละอองทราย

          นาคเจ้าแล้ฤาสาย ขานให้โนเน โนไน

          ขานมา เล่าแล้ชาต้อง ทำนองเหมือนวัวชักไถ

          เพลงสำลีไม่ลืมไย พี่ไปก็ลืมน้องหนา

          ลมตั้งเมฆแล้ว ก็พัดขึ้นมา

          ลมว่าวดารา ผัดโต้ด้วยลมสลาตัน

          แล่นเรือเถิดเหวยน้อง กลางคืนมาเป็นกลางวัน

          แล่นออกลึกไม่เห็นฝั่ง เอาเกาะสีชังมาเป็นเรือน

          เพื่อนบ้านเขานับปี นางทองสำลีนับเดือน

          เอาเกาะสีชังมาเป็นเรือน เป็นแท่นที่นอนของน้องหนา

          ค่ำแล้วแก้วพี่ ป่านี้ชอบยามเวลา

          ค่ำแล้วแก้วพี่อา ค่ำเอยลงมาไรไร

          มาเราค่อยจดค่อยจ้อง มาเราค่อยร้องค่อยไป

          รักเจ้านวนสลิ้ม คือดังพิมพ์ทองหล่อใหม่

          เจ้านวลทั้งก้าน สคราญเจ้านวลทั้งใบ

          เจ้านวลจริงจริงไม่มีใย ขัดใจไปแล้วน้องหนา

          ครั้นถึงลงโรง ลูกยอไหว้คุณ หารือพ่อขุนศรัทธา

          ศรัทธาแย้ม ศรัทธาราม โฉมงามเบิกหน้าบายตา

          ศรัทธาแย้ม ศรัทธาขุ้ย เอ็นดูลูกหนุ่ย ทูลหัวอา

          จึงเริ่มเดินมา แม่ศรีคงคาเป็นครูต้น

          ลูกข้ามไม่รอด ลูกจะก้มลอดก็ไม่พ้น

          แม่ศรีคงคาเป็นครูต้น มารดาศรัทธาท่าแค

          ทองอู่คู่เคล้า มาเป็นคนเฒ่าคนแก่

          มารดาศรัทธาท่าแค น้องแต่พ่อเทพสิงหร

          ถ้าพ่อสมัครรักลูกจริง วันนี้อวยสิงอวยพร

          น้องแต่พอเทพสิงหร ได้สอนสืบสืบกันมา

          มาสิงมาสู่ มาอยู่เหนือเกล้าเกศา

          ราชครูของน้อง ลอยแล้วให้ล่องกันเข้ามา

          มาพร้อมเสร็จสรรพ คำนับไหว้คัลวันทนา

__________

 อดีตศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี


เพลงเมื่อลอยแพ ฉบับของนายซ้อน ศิวายพราหมณ์

          แล่นเรือเถิดเหวยน้อง         กลางคืนมาเป็นกลางวัน

แล่นออกลึกไม่เห็นฝั่ง                  เอาเกาะสีชังมาเป็นเรือน

เพื่อนบ้านเขานับปี                       นวลทองสำลีเขานับเดือน

เอาเกาะสีชังมาเป็นเรือน               เป็นแท่นที่นอนน้องหนา

ครั้นลงถึงโรงลูกตั้งนะโม               อิติปิโสภควา

ตั้งเยเกจิ                                     อกุสลาธัมมา

พระเจ้าทั้งห้า                              พระธรรมทั้งเจ็ดคัมภีร์

อย่าให้ศัตรูมาเบียนลูก                 ไหว้คุณธาตุทั้งสี่

พระธรรมทั้งเจ็ดคัมภีร์                  มารักษาร่างกาย

พระวิภังค์แต่งหู                          พระสังคะณีแต่งตา

พระธาตุกัตถา                             แต่งจมูกลูกให้หายใจ

แต่จบครบสิ้น                             แต่งดินแต่งน้ำลมไฟ

แต่งจมูกลูกยาให้หายใจ              ครบไปในร่างกายา

เมื่อแรกเริ่มเดิมมา                       แม่ศรีคงคาเป็นครูต้น

ข้ามเสียไม่รอด                           ลูกก้มลงลอดก็ไม่พ้น

แม่ศรีคงคาเป็นครูต้น                  น้องแต่พ่อเทพสิงหร

ถ้าแม่สมัครรักลูกจริง                  วันนี้อวยสิงอวยพร

น้องแต่พ่อเทพสิงหร                  มานอนสอนลูกอยู่พำพำ

หลับเสียลูกลืมถ้อย                    ตื่นขึ้นลูกน้อยลืมจำ

ลืมถ้อยลืมคำ                            ลืมจำราชครูถ้วนหน้า

พ่อตายข้างฝ่ายเหนือ                น้ำเน่าน้ำเหงื่อไหลมา

น้ำเน่าลูกลายจันทน์                  น้ำมันลูกลายแป้งทา

กระดูกแข็งกระดูกขา                 ลูกยาจะทำไม้กลัดผม

ดวงเนตรพ่อทองผมสอด           ลูกจะคลายออกชม

ทําไม้กลัดผม                           ชมต่างพ่อร้อยชั่งเหอ

พ่อร้อยชั่งเหอ                          สองแก้วพ่อร้อยชั่งอา

พ่อร้อยชั่งรักข้า                        พ่ออย่าตัดรักเสียให้ม้วย

พ่ออย่าตัดลูกเหมือนตัดตาล      พ่ออย่าตัดหลานเหมือนรานกล้วย

พ่ออย่าตัดรักเสียให้ม้วย            มาด้วยช่วยรำมโนห์รา

ราชครูของข้า                           ใครเรียกใครหาพ่ออย่าไป

เข้ามาเถิดเหวยยอด                  เชิญทอดเข้ามาเถิดเหวยใย

เชิญพ่อมานั่งตรงนี้                    ลูกชายขยายที่ให้นั่งใน

ใครเรียกใครพาพ่ออย่าไป          แวะเล่นด้วยใยน้องหนา

ราชครูของน้อง                         ลอยแล้วให้ล่องกันเข้ามา

มาแล้วเสร็จสรรพ                     คำนับไหว้คัลวันทนา

โอมพร้อมมหาพร้อม                 มานั่งห้อมล้อมทั้งซ้ายขวา

มาแล้วพรูพรั่ง                          มานั่งแห่หลังแห่หน้า

ประกาศครูเท่านั้นแล้ว               ขอแผ้วเป็นเพลงพระคาถา

ไหว้นวลนางทุ่งไหว้กรุงพาลี       ไหว้นางธรณีเมขลา

ไหว้ปริทิว พระราชา                   ภูมาหาลาภหาชัย

ลูกไหว้แม่โภควัคดี                    ธรณีแม่ได้เป็นใหญ่

ลูกเล่นเต้นรำบนเหนือแม่            วันนี้แล้ ขอคำความอำภัย

หลีกเกล้าเกศาเสียให้ไกล           ในวันนี้เล่าเจ้าแม่หนา

นางธรณีแม่ทองตาต่ำ                 ลูกขอที่รำมโนห์รา

ขอที่ตั้งเชี่ยนที่ตั้งฉัตร                 ตั้งโรงมนัสเบญจา

ขอที่ตั้งฉัตรขอที่ตั้งโถง               ขอที่ตั้งโรงมโนห์รา

ไหว้พี่พิณพี่พัด                           พี่ศรีจุรัสพัชดา

ทูลหัวตัวพี่                                 ชื่อจันทร์บุรีศรีจุหลา

เจ็ดนางชาวฟ้า                            ลูกสาวของท้าวทุมพร

สอดปีกสอดหาง                          งามเหมือนอย่างนางขี้หนอน (กินนร)

เจ้าไปสรงนํ้าที่ในดงดอน              ไปได้นายพรานพฤกษา

คนสุดท้องเพื่อน                          แก้มเกลื่อนชื่อนางมโนห์รา

ไหว้พรานเทพเดินดง                   ไหว้พรานคงเดินป่า

จับนางได้แล้วพานางมา               พาบุกเข้าป่าไม้รังเรียง

น่าสงสารนวลน้อง                       นางเหอเจ้าร้องส่งเสียง

พาบุกเข้าป่าไม้รังเรียง                 พาเหวียงซ่อนไว้ใต้กาหลง

กาโมห์กาใบ้                               คนเดินเข้าใกล้งวยงง

พาเหวี่ยงซ่อนไว้ใต้กาหลง          ไปถวายพระสุธนราชา



ประวัติโนรา ฉบับของนายซ้อน ศิวายพราหมณ์

          ก่อเกื้อกำเนิด                       คราเกิดชาตรี

แต่ปางหลังยังมี                              เมื่อคราวครั้งตั้งดิน

บิดาของเจ้า                                   ชื่อท่านท้าวโกสินทร์

มารดายุพิน                               ชื่อนางอินทรกรณีย์

ครองเมืองพัทลุง              เป็นกรุงธานี

บุตรชายท่านมี                       ชื่อศรีสิงหร

ทุกเช้าทุกค่ำ                             เที่ยวรำเที่ยวร่อน

บิดามารดร                      อาวรณ์อับอาย

คิดอ่านไม่ถูก                 เพราะลูกเป็นชาย

ห้ามบุตรสุดสาย                 ไม่ฟังพ่อแม่

คิดอ่านไม่ถูก           จูงเอาลูกลอยแพ

สาวชาวชะแม่                พร้อมสิบสองคน

มาด้วยหน้าใย              ที่ในกลางหน

บังเกิดลมฝน                 มืดมนเมฆง

คลื่นซัดมิ่งมิตร                  ไปติดเกาะสีชัง

สาวน้อยร้อยชั่ง             เคืองคั่งบิดร

จับระบำรำร่อน               ที่ดอนเกาะใหญ่

ข้าวโพดสาลี            มากมีถมไป

เทวาเทพไท          ตามไปรักษา

รู้ถึงพ่อค้า            รับพาเข้าเมือง

ฝ่ายข้างปิตุรงค์           ประทานให้เครื่อง

สําหรับเจ้าเมือง        เปลื้องให้ทันที

ตั้งแต่นั้นมา               เรียกว่าชาตรี

ประวัติว่ามี              เท่านี้แหละหนา



กลอนตำนานโนรา จากขุนอุปถัมภ์นรากร

          นางนวลทองสำลี                      เป็นบุตรีท้าวพระยา

นรลักษณ์งามนักหนา                          จะแจ่มดังอัปสร

เทวาเข้าไปดลจิต                               ให้เนรมิตเทพสิงหร

รูปร่างอย่างขี้หนอน (กินนร)                 ร้อนรำง่าท่าต่างกัน

แม่ลายฟันเฟื่อน                                 ตระหนกล้วนแต่เครือวัลย์

บทบาทกล่าวพาดพัน                          ยอมจําแท้แน่หนักหนา

จําได้สิบสองบท                                 ตามกำหนดในวิญญาณ์

เมื่อฟื้นตื่นขึ้นมา                                  แจ้งความเล่าเหล่ากำนัล 

แจ้งตามเนื้อความฝัน                          หน้าที่นั่งของท้าวไท

วันเมื่อจะเกิดเหตุ                                ให้อาเพทกำม์จักไกล

ให้อยากดอกมาลัย                             อุบลชาติผลพฤกษา

เทพบุตรจุติจากสวรรค์                        เข้าทรงครรภ์นางฉายา

รู้ถึงพระบิดา                                      โกรธโกรธาเป็นหุ่นไฟ

ลูกชั่วร้ายทำขายหน้า                         ใส่แพมาแม่น้ำไหล

พร้อมสิ้นกำนัลใน                               ลอยแพไปในธารัล

พระพายก็พัดกล้า                               เลก็บ้านพ้นกำลัง

พัดเข้าเกาะกะชัง                                นั่งเงื่องงงอยู่ในป่า

ร้อนเร้าไปถึงท้าว                                โกสีย์เจ้าท่านลงมา

ชบเป็นบรรณศาลา                              นางพระยาอยู่อาศัย

พร้อมสิ้นทั้งโฟกหมอน                        แท่นที่นอนนางทรามวัย

ด้วยบุญพระหน่อไท                            อยู่เป็นสุขเปรมปรีดิ์

เมื่อครรภาถ้วนทศมาส                         ประสูติราชจากนาภี

อีกองค์เอี่ยมเทียมผู้ชาย                      เล่นรำไรด้วยมารดา

เล่นรำตามภาษา                                 ตามวิชาแม่สอนให้

เล่นรำพอจําได้                                   เจ้าเข้าไปเมืองอัยกา

เล่นรำตามภาษา                                 ท้าวพระยามาหลงใหล

จีนจามพราหมณ์ข้าหลวง                     ไททั้งปวงอ่อนน้ำใจ

จีนจามพราหมณ์เทศไท                       ย่อมหลงใหลในวิญญาณ์

ท้าวพระยาสายฟ้าฟาด                         เห็นประหลาดใจนักหนา

ดูนรลักษณ์และพักตรา                         เหมือนลูกยานวลทองสำลี

แล้วหามาถามไถ่                                 เจ้าเล่าความไปถ้วนถี่

รู้ว่าบุตรแม่ทองสำลี                             พาตัวไปในพระราชวัง

แล้วให้รําสนองบาท                             ไทธิราชสมจิตหวัง

สมพระทัยหัตถยัง                                ท้าวยลเนตรเห็นความดี

และประทานซึ่งเครื่องทรง                     สำหรับองค์พระภูมี

กำไลใส่กรศรี                                       สร้อยทับทรวงแพรภูษา

แล้วประทานซึ่งเครื่องทรง                     คล้ายขององค์พระราชา

แล้วจดคำจำนรรจา                               ให้ชื่อว่า ขุนศรีศรัทธา



เมื่อพิจารณาจากตำนาน นิยาย และความเป็นมาของโนรา และละครชาตรีแล้ว จะเห็นว่ามีส่วนคล้ายคลึงกันเป็นส่วนมาก และแตกต่างกันบ้างในข้อปลีกย่อย พอจะแจกแจงออกได้ดังนี้


ประวัติโนราส่วนที่ต่างกัน

๑. สถานที่ในตำนาน

กรุงศรีอยุธยา

- ในตำนานละครชาตรีกล่าวว่า ละครชาตรีมีขึ้นครั้งแรกที่กรุงศรีอยุธยา

- ส่วนตามประวัติโนราของขุนอุปถัมภ์นรากร ไม่ได้บอกชัดเจนว่าโนรามาจากที่ใด


พัทลุง

- จากการค้นคว้าเรียบเรียงของนายเยี่ยมยง สุรกิจบรรหารและจากบทกาศครูฉบับของนายซ้อน ศิวายพราหมณ์ (ฉบับที่ ๓) กล่าวตรงกันว่า เกิดมีขึ้นที่เมืองพัทลุง นายเยี่ยมยง สุรกิจบรรหาร ยังกล่าวถึงเมืองพัทลุงในเวลานั้นว่า คือ บางแก้ว


เกาะสีชัง เกาะกะชัง

- เกาะสีชัง กับ เกาะกะชัง ในตำนานละครชาตรีและความเป็นมาของโนราบางฉบับ ตลอดจนความคิดเห็นของท่านผู้รู้ กล่าวถึงชื่อทั้งสองสับสนกันบ้าง

- ในตำนานละครชาตรีเองก็เรียกว่า “เกาะกะชัง”

- จากคำบอกเล่าของขุนอุปถัมภ์นรากรก็ว่าเกาะกะชัง

- จากการค้นคว้าของนายเยี่ยมยง สุรกิจบรรหาร ก็ว่าเกาะกะชัง และยังกล่าวว่าเป็นเกาะที่อยู่ในทะเลสาบที่พัทลุง

- ส่วนพระดำริของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่าน่าจะเป็นเกาะสีชัง

- ส่วนจากบทไหว้ครู หรือบทกาศครูฉบับของ นายซ้อน ทั้ง ๓ ฉบับนั้น กล่าวว่าเป็นเกาะสีชัง


๒. ชื่อบุคคลในตำนาน

ท้าวทศวงศ์

- ในตำนานละครชาตรีกล่าวว่าเป็นชื่อบิดาของนางนวนสำลี

- ในความเป็นมาของโนราไม่กล่าวถึง


พระยาสายฟ้าฟาด

- ในประวัติความเป็นมาของโนราหรือตำนานโนราทุกฉบับทุกสำนวน กล่าวตรงกันว่าเป็นบิดาของนางนวนทองสำลี

- และบางสํานวนกล่าวว่าพระยาสายฟ้าฟาดก็เรียก ท้าวโกสินทร์ ก็เรียก

- ในตำนานละครชาตรีไม่กล่าวถึง


สุวรรณดารา

- ในตำนานละครชาตรีกล่าวว่า เป็นชื่อมารดาของนางนวนสำลี

- ในตำนานโนราไม่กล่าวถึง


สีมาลา ศรีมาลา

- ในตำนานละครชาตรีกล่าวว่า เป็นนางนมของพระเทพสิงหร ที่เทวดาเนรมิตขึ้นจากดอกมณฑาสวรรค์

- ส่วนประวัติความเป็นมาของโนราทุกฉบับทุกสำนวน กล่าวตรงกันว่าเป็นชื่อมารดาของนางนวนทองสำลี

- บทกาศครูฉบับของนายซ้อน (ฉบับที่ ๓) กล่าวว่า บางทีก็เรียกว่านางอินทรกรณีย์


นวนสำลี นวนทองสำลี นวลทองสำลี

-จากตำนานละครชาตรีว่าเป็นชื่อมารดาของพระเทพสิงหรและถูกทำโทษจากพระราชบิดา โดยให้ลอยแพไปในทะเล ในตำนานดังกล่าวเรียกว่า “นางนวนสำลี”

- ในประวัติความเป็นมาของโนรา ฉบับที่ได้จากการค้นคว้าของนายเยี่ยมยง สุรกิจบรรหาร ว่าเป็นน้องสาวและภรรยาของพระเทพสิงหร หรือเจ้าเทพสิงหรณ์


ศรีคงคา

- ในตำนานละครชาตรีไม่ได้กล่าวถึงชื่อนี้

- จากบทไหว้ครูหรือกาศครู ฉบับของนายซ้อน ศิวายพราหมณ์ กล่าวว่า เป็นครูต้นของโนรา เป็นน้องสาวของพระเทพสิงหร และเป็นมารดาของขุนศรัทธา

- จากการค้นคว้าของนายเยี่ยมยง สุรกิจบรรหาร ก็ว่าเป็นมารดาของขุนศรีศรัทธา หรือขุนศรัทธาเป็นบุคคลเดียวกับนางนานทองสำลีเช่นกัน

- จากนิยายเกี่ยวกับเรื่องเสาซึ่งเล่าโดย นายพูน เรืองนนท์ กล่าวว่าเป็นภรรยาของพระเทพสิงหร


พระเทพสิงหร เทพสิงหรณ์ ศรีสิงหรณ์

- ตำนานละครชาตรีกล่าวว่า เป็นบุตรของนางนวนสำลี ต่อมาได้เป็นที่ขุนสัทธา เป็นครูต้นของละครชาตรี

- ส่วนจากบทกาศครูฉบับของนายซ้อน ศิวายพราหมณ์ กล่าวว่าเป็นพี่ชายของแม่ศรีคงคา

- จากนิยายเกี่ยวกับเรื่องเสา ซึ่งเล่าโดยนายพูน เรืองนนท์ กล่าวว่าเป็นสามีของ แม่ศรีคงคา

- จากการค้นคว้าของนายเยี่ยมยง สุรกิจบรรหาร ว่านอกจากจะเป็นพี่ชายแล้ว เจ้าเทพสิงหรยังเป็นสามีของ แม่ศรีคงคาผู้เป็นน้องด้วย


ขุนสัทธา ศรัทธา ศรีศรัทธา

- จากตำนานละครชาตรี ว่าก็คือพระเทพสิงหะนั่นเอง

- จากคำบอกเล่าของขุนอุปถัมภ์นรากร ว่าก็คือเด็กชายน้อยผู้เป็นบุตรของนางนวลทองสำลีนั่นเอง แต่ต่อมาได้บรรดาศักดิ์เป็นที่ขุนศรีศรัทธา

- จากประวัติความเป็นมาของโนราทั่วไปเรียกว่าขุนศรัทธาบ้าง ขุนศรีศรัทธาบ้าง และว่าบุคคลผู้นี้เป็นบุตรของพระเทพสิงหรกับนางศรีคงคา และเป็นชื่อตำแหน่งของครูโนราต่อมา


พรานบุญ

- ตำนานละครชาตรีว่าเป็นบุคคลที่เทวดาเนรมิตขึ้นมาจากก้อนศิลา เพื่อให้เป็นเพื่อนเล่นกับพระเทพสิงหร

- ในคำกาศครูของขุนอุปถัมภ์นรากร ก็ได้กล่าวถึงพรานบุญด้วย

- ในตำนานเกี่ยวกับโนราฉบับอื่น ๆ ไม่ปรากฏ


แม่เพียน แม่เภา

- ในตำนานละครชาตรีกล่าวว่าเป็นบุคคลที่เทวดาเนรมิตขึ้นมา เพื่อให้เป็นพี่เลี้ยงของพระเทพสิงหร

- ในประวัติความเป็นมาของโนราทุกฉบับไม่กล่าวถึง


๓. เครื่องดนตรีในตำนาน

ทับ กลอง โหม่ง ฉิ่ง ปี่ แตระหรือกรับ

- ตำนานละครชาตรีกล่าวถึงเครื่องดนตรีสองชนิดเท่านั้นคือทับกับกลอง ว่าเทวดาเนรมิตทับให้สองใบ ชื่อ “น้ำตาตก” ใบหนึ่ง “นกเขาขัน” อีกใบหนึ่ง และกลองอีกใบหนึ่ง ชื่อ “เภรีสุวรรณโลก”

- ส่วนในประวัติโนราของขุนอุปถัมภ์นรากร ว่าเครื่องดนตรีในสุบินนิมิตของนางนวลทองสำลี มีทับ กลอง โหม่ง ฉิ่ง ปี่ แตระ


นอกจากนั้นเนื้อความอื่น ๆ ที่แตกต่างกันไปบ้าง เช่น เรื่องคล้องหงส์ เรื่องต่อสู้กับจระเข้ เรื่องราวดังกล่าวไม่ปรากฏในตำนานละครชาตรี



ประวัติโนราส่วนที่คล้ายกัน

เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง ตลอดจนชื่อบุคคลในตำนานทั้งสองคล้ายคลึงกันมาก เช่น เรื่องทำโทษลูกหลานด้วยการลอยแพ ชื่อของครูทางการร่ายรำคนสำคัญ คือ ขุนศรัทธาก็เหมือนกัน

คำว่า “ราชครู” ซึ่งโนราถือว่าเป็นคำเรียกครูของโนรา ของละครชาตรีก็เรียกว่า “ราชครู” เหมือนกัน

แรกเริ่มคำกาศครูของโนรา จะกล่าวไว้หลายท่าน เช่น ขุนโหร ญาโหร (พญาโหร) ญาพราน (พญาพราน) พรานเทพ พรานคง พรานบุญ

นอกนั้นราชครูจึงมีอีกมาก เช่น ตาหลวงเสนสองเมือง ตาหลวงคงคอ พญาโถมน้ำ พญามือเหล็ก พญามือไฟ เป็นต้น

คำ “ราชครู” นี้คงจะเป็นครูของท้าวพระยามหากษัตริย์ เพราะถ้าดูตามรายนามของครูโนราส่วนมากก็เป็นขุนนางเกือบทั้งสิ้น ฉะนั้น จึงอนุมานได้ว่ามโนห์ราหรือโนรา คงได้ฝึกรำกันในราชสำนักของกษัตริย์ทางภาคใต้มาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล และคงจะเป็นอารยธรรมของอินเดียภาคใต้ที่เข้ามาทางแหลมมลายู และภาคใต้ของไทยก่อนภาคอื่น ๆ จะเห็นว่า “มะโย่ง” ของมลายูนั้นก็มีลักษณะการแสดงคล้ายโนรา ต่างกันเพียงภาษาและทำนองเพลงเท่านั้น นอกจากอารยธรรมทางการร่ายรำแล้ว ไทยทางภาคใต้ยังได้รับอารยธรรมด้านอื่น ๆ จากอินเดียมากมาย เช่น ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธ การศึกษาเล่าเรียน ศิลปหัตถกรรม ตำนานและเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งของพราหมณ์ ของพุทธศาสนา ได้ตกอยู่ในภาคใต้มาช้านานแล้ว

นายธนิต อยู่โพธิ์ ได้กล่าวไว้ว่า “ส่วนนาฏศิลป์ หรือละคอนรำของไทยสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น มีหลักฐานหลายอย่างแสดงว่ามีต้นกำเนิดมาจากการเล่นมโนห์รา และละคอนชาตรีที่นิยมเล่นกันในภาคใต้ของประเทศไทยมาแต่ก่อน” และ “แม้แต่เรื่องพระสุธนและนางมโนห์รา ที่เป็นนิทานเรื่องหนึ่ง มีอยู่ในคัมภีร์ทิวยาวทาน มีชื่อเรียกว่า สุธนาวทาน (อวทานเรื่องพระสุธน) ซึ่งเป็นคัมภีร์ชาดกภาษาสันสกฤตของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน มีภาพจำหลักลงบนแผ่นศิลาตามนิทานเรื่องพระสุธนนางมโนห์ราในคัมภีร์นั้น ประดับไว้ที่พระสถูปบุโรพุทโธในเกาะชวาภาคกลาง ซึ่งเป็นพุทธสถานที่สร้างขึ้นในสมัยศรีวิชัยและศิลปะศรีวิชัยนั้นมีปรากฏว่าหลายอย่างขึ้นมาบนผืนแผ่นดินแหลมมลายูจนถึงไชยา และตลอดขึ้นมาในภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย จนมีผู้นำเรื่องพระสุธนนางมโนห์ราไปเล่าเป็นนิทานพื้นเมือง แล้วมีผู้นำเรื่องไปแต่งขึ้นใหม่เป็นชาดกเรื่องหนึ่งในภาษาบาลีเรียกชื่อว่า “สุธนชาดก” เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ มีอยู่ในคัมภีร์ปัญญาสชาดกโบราณของเชียงใหม่ ถ้าพิจารณาดูท่ารำแม่บทของโนห์ราชาตรี จะเห็นได้ว่าหลายท่าคล้ายกับ “ท่ากรณะ” ในคัมภีร์ภรตนาฏยศาสตร์ และคล้ายกันมากกับท่ารำในแผ่นศิลาจำหลักที่บุโรพุทโธ และถ้าเปรียบเทียบกับท่ารำแม่บท ๖๔ ท่า ในตำราฟ้อนรำดังกล่าวมา ก็จะเห็นได้ว่าท่ารำแม่บท ๖๔ ท่านั้น น่าจะวิวัฒนาการมาภายหลังท่ารำแม่บทของโนห์ราชาตรี นอกจากนั้นวิธีการของละคอนชาตรียังคล้ายคลึงกับละคอนประเภทหนึ่งของอินเดียซึ่งเล่นอยู่ตามแคว้นเบงกอลสมัยโบราณ ที่เรียกว่า “ยาตรา” หมายถึง ละคอนเร่เล่นเรื่อง คีตโควินท์ ประกอบทั้งละคอนชาตรีที่เล่นกันทางปักษ์ใต้แต่โบราณก็เป็นแบบละคอนเร่เช่นกัน ทั้งค่าวา “ชาตรี” ยังไม่ทราบแน่ว่าแปลว่ากระไร แต่ตัวละคอนเร่ใน “ยาตรา” ที่เล่นเรื่องคีตโควินท์ และละคอนชาตรีเล่นเรื่องพระสุธนนางมโนห์รานนัั้น ต่างมีตัวละคอนสำคัญอยู่สามตัวเช่นกัน จึงมีผู้สันนิษฐานว่าคำว่า “ชาตรี” อาจกลายมาจาก “ยาตรา” ก็ได้ แล้วภายหลังมีผู้นำแบบอย่างโนห์ราชาตรีมาปรับปรุงขึ้นเป็นละคอนอีกแบบหนึ่ง เล่นกันเป็นพื้นบ้านในกรุงศรีอยุธยา โดยใช้ผู้ชายเป็นคนเล่นเป็นคนแสดงเช่นเดียวกับโขน และเล่นเรื่องตามนิยายพื้นบ้านบ้าง ตามเรื่องชาดกบ้าง ซึ่งคงจะปรับปรุงวิธีเล่นวิธีแสดงให้ดีขึ้นตามลำดับ จนมีผู้เล่นละคอนบางพวก เป็นผู้แสดงที่พระมหากษัตริย์หรือทางราชการรับรอง หรือรับเป็นตัวละคอนของหลวง หรือของทางราชการ”

จากหลักฐานดังกล่าวจึงเพียงพอสำหรับการวินิจฉัยว่า โนราหรือมโนห์ราเป็นต้นกำเนิดของละครรำของไทยอย่างแน่นอน และได้แพร่หลายเข้าไปในภาคกลางตั้งแต่ครั้งโบราณกาล แม้จะมีผู้อ้างหลักฐานว่า การเล่นประเภทนี้เพิ่งเข้าไปสู่ภาคกลางในสมัยกรุงธนบุรี โดยกล่าวว่าพวกชาวภาคใต้ ได้นำขึ้นไปแสดงสามครั้ง คือ ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๒ ในสมัยที่พระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จยกกองทัพมาปราบชุมนุมเจ้านคร แล้วพาพวกละครไปเล่นในกรุงธนบุรีเพื่อประดับพระบารมี ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๒๓ ในโอกาสงานฉลองพระแก้วมรกตโดยโปรดฯ ให้เจ้าพระยานคร จัดไปแสดง ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๗๕ เจ้าพระยาพระคลังกรีธาทัพมาปราบปรามหัวเมืองภาคใต้ ในครั้งนั้นได้มีพวกชาวเมืองนครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ติดตามกองทัพเข้าไปกรุงรัตนโกสินทร์ด้วย พวกเหล่านั้นบางคนมีความสามารถในการเล่นละครชาตรีซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของชาวเมืองหลวงเป็นอันมากก็ตาม แต่ผู้เขียนก็ยังเชื่อว่ามโนห์ราหรือละครตรีของภาคใต้คงเข้าไปสู่ราชธานีก่อนหน้านี้แล้วลายระลอก ส่วนที่ว่าชาวภาคใต้ได้นำไปแสดงามสามครั้งนั้น คงจะเป็นระลอกหลังๆ เท่านั้น

นครศรีธรรมราชเป็นเมืองหนึ่งของทางภาคใต้ที่มีการเล่นประเภทนี้อยู่ดาษดื่น มาช้านานแล้ว จากจดหมายเหตุของมาร์โคโปโล ตอนเดินทางกลับจากเมืองจีน กล่าวว่า “ได้พบเมือง ๆ หนึ่งชื่อเมือง "ลิกอร์” ที่เมืองนี้ชาวเมืองชอบเล่นการรำร้องอยู่ทั่วไป”

ชื่อ “ลิกอร์” นี้ ก็เป็นชื่อเรียกเมืองนครศรีธรรมราชแต่โบราณอีกชื่อหนึ่ง จากคำเรียกของชาวยุโรป

คำว่า “ลคร” หรือ “ละคร” ก็เป็นชื่ออีกชื่อหนึ่งของเมืองนี้ในยุคต่อมา ดังข้อความที่พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) บรรยายไว้เป็นคำกลอนในหนังสือ “ไวพจน์ประพันธ์” ว่า

จากหลักฐานดังกล่าว จึงเห็นว่าเมืองนี้ก็มีศิลปะการร่ายรำเฟื่องฟูและรุ่งเรืองอยู่ไม่น้อยทีเดียว แต่เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ขาดการค้นคว้าในเรื่องนี้ อาจจะเป็นเพราะหลักฐานต่าง ๆ จากหนังสือบุดหรือสมุดข่อยได้ถูกทำหายไป จะโดยจงใจหรือโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็เป็นได้ ประกอบกับศิลปินเก่า ๆ ที่เป็นครูเฒ่าโนราของเมืองนี้ เช่น โนราคล้ายขี้หนอน (กินนร) หรือหมื่นระบำบรรเลง (ผู้เป็นต้นตระกูลของสกุล “ยอดระบำ”) และบุคคลอื่น ๆ ได้ล้มหายตายจากไปเสียหมด จนไม่สามารถที่จะสืบเสาะเรื่องสินราวต่าง ๆ ของการเล่นประเภทนี้ได้ดีเท่าเมืองอื่น แต่ก็เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ได้รับมอบหมายจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ให้วิจัยในเรื่องโนรานี้ขึ้น ซึ่งคงจะทำให้เกิดความกระจ่างชัดขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้

__________

 ธนิต อยู่โพธิ์ ศิลปะละคอนรำ หรือคู่มือนาฏศิลป์ไทย.

 ดูมนตรี ตราโมท “ละครชาตรี” การละเล่นของไทย กรมศิลปากร ๒๔๙๗ ซึ่งได้นำมาลงพิมพ์ในเล่มนี้ประกอบ.



ข้อสันนิษฐาน คำ “โนรา” กับ “มโนห์รา

มีท่านผู้รู้ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ได้ให้ความเห็นเป็นหลายกระแส ดังนี้

๑. ชื่อที่เรียกละครชนิดนี้ว่า “โนรา” หรือ “มโนห์รา” นั้นน่าจะมาจากชื่อนางมโนห์รา ซึ่งเป็นเรื่องที่แสดงอย่างแพร่หลายมาแต่โบราณกาลและเรียกคำตัด ซึ่งเป็นลหุพยางค์หน้าออกตามความนิยมของชาวภาคใต้

อนึ่ง ตัวตลกที่เล่นในโนรา ก็ยังเรียกว่า “พราน” อันเป็นตัวละครในเรื่องนางมโนห์รานั่นเอง และยังกล่าวต่อไปว่า ครูดั้งเดิมของโนราชื่อขุนศรัทธา อยู่ในกรุงศรีอยุธยา มีความผิดต้องราชทัณฑ์ถูกลอยแพไปเสียจากพระนคร แพไปติดที่เกาะสีชัง พวกชาวเรือได้เอาส่งที่เมืองนครศรีธรรมราช ขุนศรัทธาจึงได้เป็นครูฝึกหัดโนราเป็นอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราชในเวลาต่อมา

๒. มีผู้สันนิษฐานว่า “โนรา” เป็นนาฏศิลป์ของชาวภาคใต้อย่างชัดเจน ไม่ได้มาจากคำว่า “มโนห์รา” หรือ “มโนหร” ตามที่พจนานุกรมให้ความหมายว่า “เป็นที่จับใจ น่ารักสวยงาม” แต่อย่างใด เป็นคำที่เรียกว่า “โนรา” เช่นนั้นมานานแล้วก่อนจะมีพจนานุกรมเสียอีก

๓. “โนรา” หรือ “โนห์รา” น่าจะเป็นการเล่นของชาวปักษ์ใต้ที่มีมาดั้งเดิม ไม่ได้มาจากไหน หากวิวัฒนาการมาจากการทำพิธีบวงสรวงจากพวกพรานป่าที่มีอาชีพล่าสัตว์ เครื่องดนตรีทุกอย่างก็มาจากพราน เช่น ใช้ใบไม้เป่าเรียกสัตว์ทำให้เกิดเครื่องเป่า คือปี่ การเคาะไม้ก็ทำให้เกิดการเคาะจังหวะ และทำให้เกิดเครื่องเคาะจังหวะ เช่น กรับ ฉิ่ง การจับผึ้งเขามีการกล่อมผึ้ง ทำให้เกิดการ “ขับบท” หรือร้องกลอน ในการล่ากระจงของพราน เขาใช้ใบไม้รองสูง ๆ แล้วตีเป็นจังหวะ ตอนหลังได้ใช้หนังสัตว์หุ้มกระบอกแทนได้กลายเป็นเครื่องตี คือ กลอง และ ทับ (โทน)

๔. คําว่า “โนห์รา” หรือ “โนรา” น่าจะมาจากชื่อกบชนิดหนึ่งที่ชาวภาคใต้เรียกว่า กบในรา และเรียกเสียงร้องของมันว่า “กลองโนรา” เนื่องจากเอาหนังกบชนิดนี้มาหุ้มตีให้จังหวะเสียงคล้ายกบร้องประสานกัน จึงเรียกว่า “โนรา”

๕. คำว่า “โนห์รา” หรือ “โนรา” น่าจะมาจากคำ “รำโนห์รา” ซึ่งแต่เดิมเขียนรำ เป็น “รมฺม” จึงเป็น “รมฺมโนห์รา ตอนหลังคงตัดคำแบบปักษ์ใต้ จาก “รมมโนห์รา เป็น มโนห์รา ไป ผู้สันนิษฐานกล่าวว่า ในประเพณีของพรานป่านั้น มีการไหว้ครูเพื่อให้การทำมาหากินมีโชคมีลาภ ปีหนึ่งทำกันครั้งหนึ่ง ในวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ เมื่อพวกที่มีอาชีพพรานมารวมกันมาก ๆ ก็มีการรื่นเริงร่วมกัน ในที่สุดก็มีการแสดงตำนานของพรานศาสตร์ คือ มีพรานเฒ่าแสดงวิธีจับสัตว์โดยใช้บ่วงคล้อง การแสดงให้สนุกก็ต้องมีการรำ เรียกว่า “รมฺมโนห์รา หรือ “รมฺมโนรา” นั่นเอง

__________

 สุนันทา โสรัจจ์ โขน ละคร ฟ้อนรำ และการละเล่นพ้นเมือง.


จากข้อสันนิษฐานดังกล่าวทำให้เกิดความคิดเห็นในเรื่องที่มาของคำนี้เป็นหลายทาง บางข้อก็มีเหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้ ควรแก่การรับฟังบางข้อก็รู้สึกว่าไม่ค่อยมีเหตุผลที่ควรแก่การรับฟังนัก ผู้เขียนคิดว่ายังจะต้องค้นคว้าศึกษาในเรื่องนี้กันอีกต่อไป

เหตุผลน่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งที่ผู้เขียนใคร่เสนอ ก็คือ ชื่อของตัวละครในเรื่อง “พระสุธนนางมโนห์รา” หรือ ตัว “นางมโนห์รา” นั้น ชาวปักษ์ใต้เรียกชื่อนี้สับสน บางแห่งบางสมัยก็เรียกว่า “นางมโนห์รา” บ้าง บางแห่ง เรียกว่า “นางโนรา” ก็มี เช่น ในเพลงกล่อมเด็กภาคใต้ที่ว่า

          นางโมราเหอ
อาบน้ำในสระ
เจ็ดคนพี่น้อง
นายพรานแลเห็นซาบซาบมองมอง
คล้องได้สุดท้อง
พี่พี่ทั้งหกเขาบินไปเวหา
คล้องได้แต่นางโนรา
นายพรานมันพาไป...เหอ

          คือนางเหอ
คือนางมโนห์รา
เล่นน้ำอ่าอ่าเอย
เจ็ดคนพี่น้อง
นายพรานเหลียวเห็น
ซาบซาบมองมอง
เจ็ดคนพี่น้อง
คล้องเอาสุดท้องเพื่อน.....เหอ

          คือน้องเทอ
คือนางมโนห์รา
ศรีสุธนตามมา
ถึงเมืองไกรลาส
ท่านให้ขุดบ่อ
แล้วให้ก่อปราสาท
ถึงเมืองไกรลาส
ปราสาทอยู่คนแห่ง...เหอ

          โนราเหอ
โนราโนรี
เกาะต้นพฤกษี
สั่งความไว้พระสุธน
ค่อยอยู่กันเถิดพระผ่านเกล้า
ฝ่าเท้าจะลาไปเมืองบน
สั่งความไว้พระสุธน
บากหน้าหาคนอื่น...เหอ


จากเพลงกล่อมเด็กทั้งสี่ จะเห็นคำ โนรา มีอยู่สองบท และคำ มโนห์รา ก็มีสองบทเช่นกัน

จากเนื้อความในเพลงลอยแพของเก่า ของนายซ้อน ศิวายพราหมณ์ ตอนหนึ่งก็กล่าวว่า

          “ขอที่ตั้งเชี่ยนขอที่ตั้งฉัตร
ตั้งโรงมนัสเบญจา
ขอที่ตั้งฉัตรขอที่ตั้งโถง
ขอที่ตั้งโรงมโนห์รา


อีกตอนก็กล่าวถึงการรำมโนห์ราที่ว่า

          “พ่ออย่าตัดลูกเหมือนตัดตาล
พ่ออย่าตัดหลานเหมือนรานกล้วย
พ่ออย่าตัดรักเสียให้ม้วย
มาด้วยช่วยรำมโนห์รา


ในตอนหนึ่งในเพลงหรือบทร้องบทนี้ได้กล่าวถึงนางกินนร ที่ชื่อว่านางมโนห์ราเอาไว้ด้วยว่า

          “ไหว้พี่พิณพี่พัด
พี่ศรีจุรัสพัชดา
ทูนหัวตัวพี่
ชื่อจันทร์จุรีศรีจุหลา
เจ็ดนางชาวฟ้า
ลูกสาวของท้าวทุมพร
สอดปีกสอดหาง
งามเหมือนอย่างนางขี้หนอน
เจ้าไปสรงน้ำในดงดอน
ไปได้นายพรานพฤกษา
คนสุดท้องเพื่อน
แก้มเกลื้อนชื่อนางมโนห์รา


จะเห็นว่าคำ มโนห์รา (ที่พิมพ์ด้วยตัวเอน) มีใช้อยู่ทุกตอนไม่ว่าจะเป็น “รำมโนห์รา” “โรงมโนห์รา หรือ “นางมโนห์รา ซึ่งเป็นชื่อของกินนร

จึงทำให้คิดว่าชื่อเรียกศิลปะการร่ายรำประเภทนี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับชื่อตัวละครดังกล่าวอยู่บ้าง ประกอบกับมีหลักฐานอยู่ชัดเจนว่า ชาดกเรื่องนี้ได้เข้ามาทางภาคใต้นานแล้ว จนเป็นนิยายพื้นบ้านที่ติดปากติดคำของคนพื้นเมือง ถึงกับได้นำเอาไปแสดงในการร่ายรำที่ว่าเป็นเรื่องแรกเรื่องเดียวอยู่นานแสนนาน ตามที่ได้มีท่านผู้รู้ท่านหนึ่งสันนิษฐานไว้ก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามเราก็ได้พบหลักฐานเกี่ยวกับชื่อการแสดงประเภทนี้ขึ้นอีกสองชื่อ คือ “ณครโหน้งเหน้ง” กับ “ณครชาตรี” จากหนังสือบุดเล่มหนึ่งที่อยู่ในความครอบครองของศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช

ฉะนั้น เราจะมาตัดสินให้เด็ดขาดลงไปว่า โนรา ไม่ใช่ มโนห์รา หรือ มโนห์รา ไม่ใช่ โนรา ก็เห็นว่าไม่ค่อยจะถูกต้องนัก

ศิลปะการร่ายรำของภาคใต้ประเภทนี้ มีชื่อเรียกกันมากมายหลายชื่อและเขียนกันหลายอย่างคือ เรียกว่า “โนรา” บ้าง มโนห์รา บ้าง หรือ “ละครโนรา” “ละครโนห์รา” ก็เรียก ก็เขียน “โนห์ราชาตรี” “ชาตรี” ก็มี หรือ “ณครโหน้งเหน้ง” “ณครชาตรี” ก็พบดังนี้


 



บรรณานุกรม

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยา ตํานานละครอิเหนา คลังวิทยา ๒๕๐๙.

ธนิต อยู่โพธิ์ ศิลปะละคอนรำ หรือคู่มือนาฏศิลป์ไทย กรมศิลปากร ๒๕๐๗.

ภิญโญ จิตต์ธรรม โนรา พิมพ์ครั้งที่ ๒ สงขลา วิทยาลัยครูสงขลา ๒๕๒๑.

มนตรี ตราโมท การละเล่นของไทย กรมศิลปากร ๒๕๐๘.

ศรีสุนทรโวหาร (น้อย), พระยา ไวพจน์ประพันธ์ ศิลปาบรรณาคาร ๒๕๑๒.

สันต์ ท. โกมลบุตร (ผู้แปล) จดหมายเหตุการเดินทางของมาร์โคโปโล กรมศิลปากร ๒๕๑๑.

สุนันทา โสรัจจ์ โขน ละคร ฟ้อนรำ และการละเล่นพื้นบ้านของไทย โรงพิมพ์พิฆเณศ ๒๕๑๖.