Reading Room

พุ่มเทวา ที่ระลึกงานเชิดชูเกียรติศิลปินภาคใต้ : ขุนอุปถัมภ์นรากร

ผลลัพธ์การค้นหา: "มโนห์รา"

องค์ประกอบของโนรารุ่นเก่า

วิมล ดำศรี



องค์ประกอบของโนรารุ่นเก่าที่จะนำมาพิจารณาต่อไปนี้ ขอจำแนกออกเป็น ๔ ส่วน คือ

๑. โรงหรือเวทีแสดง

๒. ผู้แสดงและลูกคู่

๓. เครื่องแต่งกาย

๔. เครื่องดนตรี






๑. โรงหรือเวทีแสดง

โรงโนราหรือเวทีแสดงที่ใช้ในการแสดงโนรารุ่นเก่า ทั้งที่ใช้ในการแสดงโรงเดียว แสดงประชันหรือโรงแข่ง และการแสดงโนราโรงครู จะมีลักษณะเหมือน ๆ กันคือ

โรงโนรารุ่นเก่าไม่มีการยกพื้น โดยทั่วไปจะปลูกโรงเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีขนาดระหว่าง ๘-๙ ศอก (ประมาณ ๔-๔.๕ เมตร) เปิดโล่งทั้งสี่ด้าน มีเสา ๔ เสาบ้าง ๘ เสาบ้าง ซึ่งมักจะทําด้วยไม้หมาก หรือไม้ไผ่ มีเสากลางอยู่ต้นหนึ่ง เรียกว่า “เสามหาชัย” เชื่อถือกันมาแต่อดีตว่าเป็นที่ประทับของพระวิสสุกรรมเวลาแสดงโนรา ส่วนหลังคาเป็นรูปหน้าจั่ว มุงด้วยจากและแชงเป็นพื้น

ภายในโรงไม่มีม่านกั้น และมีส่วนประกอบไม่มากนัก คือ พื้นโรงอาจจะเป็นพื้นดิน หรือปูลาดด้วยเสื่อ ซึ่งทำด้วยคล้า จูด หรือกก มีที่สำหรับโนรานั่งรำ เรียกว่า “นัก” หรือ “พนัก” มักจะทำด้วยไม้ไผ่อยู่ตรงกลาง ๆ ในส่วนหน้าของโรงตามแนวขวาง ปกติจะยกไว้สูงจากพื้นดินประมาณ ๑ ศอก ที่พื้นทางด้านซ้ายและขวาของนักหรือพนัก จะเป็นที่วางเครื่องดนตรี และเป็นที่นั่งคู่ของลูกคู่หรือผู้ติดตามโนราที่เรียกว่า “พวกตาหรือเสือ”

โรงเวทีที่ใช้ในการแสดงโนราในระยะต่อ ๆ มามีการเปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นเก่าบ้าง ทั้งด้านขนาด ลักษณะ และองค์ประกอบอย่างอื่นดังเช่น

โรงโนรารุ่นหลัง ๆ มีการยกพื้นสูงขึ้นจากพื้นดินประมาณ ๑ เมตร ปลูกโรงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดกว้างขวางมากกว่าเดิม จำนวนเสาที่ใช้ส่วนมากจะมี ๖-๘ เสา รูปทรงของหลังคามีแบบเพิงหมาแหงนเพิ่มเข้ามา หลังคาแบบหน้าจั่วลดน้อยลงไป วัสดุที่นำมาใช้ทำเสาก็ดี มุงหลังคาก็ดี มีมากชนิดขึ้นกว่าเดิม เช่น ใช้ถังน้ำมันแทนไม้ทำเสายกพื้นขึ้นมา หรือใช้ไม้เนื้อแข็งอื่น ๆ ทำเป็นเสา ใช้สังกะสี ผ้าเต็นท์ มุงหลังคา เป็นต้น ทั้งนี้วิวัฒนาการไปตามสภาพของสังคมในแต่ละท้องถิ่นเป็นสำคัญ

ภายในโรงจะไม่ปล่อยโล่งอย่างเมื่อก่อนแต่จะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนหน้ากับส่วนหลังโดยมีม่านกั้น ส่วนหน้าจะปล่อยโล่งเหมือนโรงโนรารุ่นเก่า แต่ส่วนหลังจะใช้จาก แซง หรือทางมะพร้าวมากันสามด้าน

ส่วนประกอบอื่น ๆ ก็มีมากขึ้น คือ เมื่อโรงโนรามีการยกพื้น เครื่องปูลาดก็มีไม้กระดานเพิ่มขึ้นมา แล้วมีเสื่อปูทับอีกครั้งหนึ่ง หรือไม่ต้องใช้ในบางครั้ง ที่สำหรับโนรานั่งหรือนั่งแสดงจะใช้เก้าอี้ ม้านั่ง หรือแคร่ แทนนักหรือพนัก ส่วนที่พื้นบนโรงทางด้านซ้ายและด้านขวาของเก้าอี้หรือม้านั่ง ยังคงเป็นที่วางเครื่องดนตรีและที่นั่งของลูกคู่ ส่วนผู้ติดตามหรือพวกตาเสือ มักจะอยู่ส่วนหลังของโรง

องค์ประกอบของโนราในส่วนที่เกี่ยวกับโรงหรือเวทีแสดงนี้ พอจะสรุปได้ว่า โรงโนรารุ่นเก่านั้น ไม่ว่าจะเป็นโรงเดียว โรงแข่ง หรือโรงครู จะมีขนาด ลักษณะ และองค์ประกอบอื่น ๆ เหมือน ๆ กัน คือ จะมีขนาดประมาณ ๔-๔.๕x๔-๔.๕ เมตร ไม่มีการยกพื้น ปล่อยโล่งทั้งสี่ด้าน หลังคาเป็นรูปหน้าจั่ว ภายในโรงใช้เสื่อเป็นเครื่องปูลาด มีพนักทำด้วยไม้ไผ่สำหรับโนรานั่งรำหรือแสดง ข้างซ้ายและขวาของพนักเป็นที่วางเครื่องดนตรี และที่นั่งของลูกคู่ เป็นต้น ส่วนโรงโนรารุ่นหลัง ๆ มีขนาด ลักษณะ และองค์ประกอบอื่น ๆ เปลี่ยนไปจากเดิมมาก*


๒. แสดงและลูกคู่

โนรารุ่นเก่าคณะหนึ่ง ๆ มีจำนวนสมาชิกมากบ้าง น้อยบ้าง ตามชื่อเสียงหรือผลงานการแสดง โนราคณะใดแสดงดี สวย รูปงาม มีผู้ติดอกติดใจมาก ก็จะมีสมาชิกมาก โนราคณะใดแสดงไม่ค่อยดี ไม่ค่อยสวย รูปไม่ค่อยงาม สมาชิกก็น้อยลงมา จึงไม่สามารถกำหนดแน่นอนตายตัวลงไปได้ว่า โนราคณะหนึ่ง ๆ มีจำนวนสมาชิกเท่าใด แต่พอจะบอกได้คร่าว ๆ ว่า โนราคณะหนึ่ง ๆ มีสมาชิกประมาณ ๑๕-๒๐ คน



__________

* ดู ประหยัด เกษม “การแสดงโนราจากอดีตถึงปัจจุบัน” ซึ่งลงพิมพ์ในหนังสือนี้ประกอบด้วย


สมาชิกจํานวน ๑๕-๒๐ คนนี้ จําแนกเป็นผู้แสดงซึ่งเป็นชายล้วนประมาณ ๕-๖ คนเป็นหมอประจําคณะ ๑ คน ลูกคู่ ๕-๖ คน นอกจากนั้นเป็นผู้ติดตาม หรือเรียกว่า “พวกตาเสือ” ดังกล่าวแล้ว พวกตาเสือนี้เองที่ทำให้จํานวนสมาชิกในคณะโนราแต่ละคณะมีสัดส่วนแตกต่างกันอยู่มากบ้างน้อยบ้าง ลำดับต่อไปจะได้กล่าวถึงภาระหน้าที่โดยสังเขปของสมาชิกแต่ละพวก ดังนี้คือ

ในจำนวนผู้แสดง ๕-๖ คน จะเป็น “นายโรง” หรือ “โนราใหญ่” คนหนึ่ง อีก ๔-๕ คน จะเป็น “คนรำ” หรือผู้แสดง หรือ “นางรำ” ประจําคณะ

นายโรงหรือโนราใหญ่มีบทบาทสำคัญมากและมีภาระหน้าทีหลายประการ เช่น

เป็นผู้ควบคุมรับผิดชอบบริหารกิจการภายในคณะให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และถูกใจสมาชิกในคณะ เป็นต้นว่าแบ่งภาระหน้าที่ แจกบท และจัดสรรรายได้ให้แก่สมาชิกอย่างยุติธรรม เป็นต้น

เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ เกียรติยศชื่อเสียง ความสะดวกความปลอดภัยจากอันตรายนานาประการของสมาชิกในคณะ เป็นต้นว่า การประกอบพิธีบูชาครูหมอโนรา การใช้เวทมนตร์คาถา เพื่อป้องกันอันตรายจากคุณไสยต่าง ๆ หรือการใช้เวทมนตร์คาถาเพื่อผูกใจผู้ดูให้เกิดความรัก ความชื่นชมในตัวผู้แสดง ซึ่งอาจจะสังเกตได้จากการใช้เวทมนตร์คาถา เมื่อจะสวมเทริดหรือเครื่องแต่งกายอื่น ๆ ให้แก่ผู้แสดง การใช้เวทมนตร์คาถาในพิธีเฆี่ยนรูปหรือเฆี่ยนพราย การเหยียบเสน เป็นต้น

นายโรงหรือโนราใหญ่ นอกจากจะมีบทบาทและภาระหน้าที่สำคัญดังกล่าวแล้ว นายโรงหรือโนราใหญ่ยังมีบทบาทเฉพาะตัวในด้านการแสดงหรือการร่ายรำอีกด้วย และบทบาทสำคัญถึงขนาดเป็น “ตัวชูโรง” เลยทีเดียว กล่าวกันว่า “ไปดูโนราครั้งใดหากไม่ได้ดูโนราใหญ่ก็เท่ากับว่าการไปครั้งนั้นไม่ได้ไปดูโนรา” บทบาทนี้จะแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดมากในการแสดงที่เป็นโรงแข่งหรือการแสดงเพื่อการประชัน เชื่อกันว่าโรงใดจะแพ้ชนะ ขึ้นอยู่กับ “ทีเด็ด” ของนายโรงหรือโนราใหญ่นี่แหละ

จึงกล่าวได้ว่าโนราคณะหนึ่ง ๆ นายโรงหรือโนราใหญ่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่สุด และเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางแทบทุกวงการ เรามักจะได้ยินคำ “โนราใหญ่รำเอง” อยู่เสมอ ๆ เช่น “เรื่องนี้ไม่ไว้ใจใคร ต้องให้โนราใหญ่รำเอง” “แหมวันนี้โนราใหญ่รำเองเลยนะ” เป็นต้น

ผู้แสดงอีก ๔-๕ คน มีบทบาทและภาระหน้าที่ตามที่นายโรงมอบหมาย คือ ร่ายรำ หรือแสดงเรื่องตามบท บางคนอาจจะแสดงเป็นตัวพราน เป็นตัวนาง หรือเป็นตัวตลก ส่วนตัวเอกหรือตัวพระนั้น นายโรงหรือโนราใหญ่มักจะเป็นผู้แสดงเอง ผู้แสดงคนหนึ่ง ๆ อาจจะแสดงมากกว่าหนึ่งบทก็ได้ ต่อไปนี้จะพูดถึงบทบาทและภาระหน้าที่ของผู้แสดงบางตัวแต่พอเข้าใจ คือ

ตัวพราน จะต้องครอบหน้าหรือสวมหน้ากากเรียกว่า “หน้าพราน” มีบทบาทหน้าที่หลักคือ เป็นตัวบอกเรื่องให้ผู้ดูทราบว่า วันนี้โนราคณะนี้จะแสดงเรื่องอะไร กับมีบทบาทอีกอย่างหนึ่งคือ ในการประกอบพิธีเฆี่ยนรูปหรือเฆี่ยนพรายซึ่งเป็นพิธีทางไสยศาสตร์พิธีหนึ่งนั้น พรานมีหน้าที่ถือเทริดรำหลอกล่อนายโรงไปตามจังหวะ จนกระทั่งนายโรงร่ายรำไปสอดหัวเข้าในเทริดได้ ตัวพรานนี้ ในอดีตเชื่อกันมาว่ามีอยู่ ๓ คน คือพรานบุญเป็นหัวหน้า พรานมือเหล็ก กับพรานมือไฟ เป็นคู่หู



ตัวตลก ชื่อบ่งชัดอยู่แล้วว่ามีบทบาทหรือภาระหน้าที่ ทำให้ผู้ดูเกิดอารมณ์ขัน ที่น่าสังเกตเกี่ยวกับตัวตลกของโนรารุ่นแรกก็คือ ผู้ที่แสดงเป็นตัวตลกนั้นต้องสวมหน้ากากเสมอ ไม่มีการแสดงหน้าสดอย่างตัวพระตัวนาง หรือนางรำ บางครั้งก็เรียกว่า “พราน” ด้วย แสดงให้เห็นว่าตัวละครแต่ละตัวมีบทบาทและภาระหน้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ฯลฯ



หมอประจำคณะ มีภาระหน้าที่ทางด้านพิธีกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับเวทมนตร์คาถา หรือไสยศาสตร์เป็นสำคัญ กิจกรรมที่หมอประจำคณะของโนราปฏิบัติ คือ ใช้เวทมนตร์คาถาป้องกันอันตรายทั้งหลายที่อาจจะเกิดขึ้นกับสมาชิกภายในคณะ โดยเฉพาะอันตรายที่สืบเนื่องมาจากการกระทำด้วยเวทมนตร์คาถาอย่างหนึ่ง กับการใช้เวทมนตร์คาถาในลักษณะอื่น ๆ เพื่อเป็นสิริมงคล เป็นผลดีทั้งทางวัตถุและจิตใจบังเกิดแก่บุคคล และคณะโนราทำนองเดียวกันกับที่กล่าวแล้วในบทบาทของนายโรงหรือโนราใหญ่ โนราบางคณะนายโรงหรือโนราใหญ่เป็นหมอประจำคณะเสียเองด้วย

เรื่องหมอประจำคณะโนรานี้ มีข้อที่น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง คือหมอคนหนึ่ง ๆ จะเป็นหมอประจำคณะโนราจริง ๆ เพราะเมื่อรับจะเป็นหมอประจําคณะโนราคณะใดแล้ว ก็จะเป็นหมอให้กับโนราคณะนั้นเพียงคณะเดียว ไม่รับเป็นหมอให้กับโนราคณะอื่นใดอีกแล้ว

นายโรงโนราก็มีมรรยาทดีพอที่จะไม่ใช้วิธีการใด ๆ ไปแย่งชิงเอาหมอประจำคณะโนราคณะอื่นใดมาเป็นหมอประจำคณะโนราของตน

ลูกคู่ของโนราคณะหนึ่ง ๆ จะมีประมาณ ๕-๖ คน แต่ละคนมักจะชำนาญในการเล่นดนตรีเฉพาะอย่าง ใครชำนาญในการเล่นเครื่องดนตรีชนิดใด ก็จะถูกเรียกชื่อตามเครื่องดนตรีชนิดนั้นโดยมีคำ “มือ” นำหน้าชื่อเครื่องดนตรี เช่น ลูกคู่ชำนาญพิเศษในการตีโหม่งเรียกว่า “มือโหม่ง” ลูกคู่ที่ชำนาญพิเศษในการตีทับเรียก “มือทับ” เป็นต้น ลูกคู่โนราคณะหนึ่ง ๆ จำแนกตามชนิดของเครื่องดนตรีที่เล่นมีดังนี้

        คนตีทับ หรือ มือทับ ๑-๒ คน
        คนตีโหม่ง หรือ มือใหม่ง ๑ คน
        คนที่ฉิ่ง หรือ มือฉิ่ง ๑ คน
        คนตีกรับ (แกระ) หรือ มือกรับ ๑ คน
        คนเป่าปี่ หรือ มือปี่ ๑ คน
        คนตีกลอง หรือ มือกลอง ๑ คน

คนโนราบางคณะลูกคู่คนเดียว ตีทับทั้งสองลูกหรือลูกคู่คนเดียวตีทั้งโหม่งและฉิ่ง โนราบางคณะลูกคู่คนหนึ่งตีหรือเล่นดนตรีชิ้นหนึ่ง ดังนั้นโนราแต่ละคณะจึงมีจำนวนลูกคู่ไม่เท่ากัน คือบางคณะมีเพียง ๕ คน บางคณะมีเพียง ๖ คน หรือมากกว่านั้น แต่โดยทั่วไปแล้วจะมี ๕-๖ คนเท่านั้น

ลูกคู่ของโนราคณะหนึ่ง ๆ นอกจากจะมีหน้าที่ในการแบกหามขนสัมภาระในการแสดง อันมีเครื่องดนตรี เป็นต้น และมีภาระหน้าที่ในการตีเครื่องหรือเล่นดนตรีตามที่ตนถนัดแล้ว ยังทำหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ เป็นลูกคู่ร้องกลอนรับ เมื่อผู้แสดงว่าบทที่เรียกว่า “รับบท” และ “ทอยบท”

สมาชิกพวกสุดท้ายของโนราคณะหนึ่ง ๆ คือผู้ติดตามที่เรียกว่า “ตาเสือ” เป็นผู้ใหญ่ที่ติดอกติดใจโนรารุ่นเยาว์ (อายุไม่เกิน ๑๓ ปี) พวกนี้แม้จะมีภาระหน้าที่ไม่เด่นชัดเหมือนอย่างพวกแรก ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วก็ตาม แต่ก็มีส่วนช่วยให้การแสดงของโนราคณะนั้น ๆ ดำเนินไปได้โดยสะดวกคือพวกตาเสือจะช่วยเหลือโนราคณะนั้น ๆ ตามที่เขาสามารถจะทำได้ เช่น ช่วยแบกหามสัมภาระต่าง ๆ ช่วยแต่งตัวให้ผู้แสดง ช่วยตีเครื่องดนตรี เป็นต้น

จากที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบของโนราในส่วนที่ว่าด้วยผู้แสดงและลูกคู่นั้น พอจะสรุปได้ว่า โนรารุ่นเก่าคณะหนึ่ง ๆ จะประกอบด้วยสมาชิกทั้งที่เป็นเด็กและผู้ใหญ่ โนราแต่ละคณะมีจํานวนไม่เท่ากัน โดยทั่วไปมักจะมีประมาณ ๑๕-๒๐ คน จําแนกเป็นนายโรง ๑ คน เป็นผู้แสดง ซึ่งเป็นเพศชายล้วนประมาณ ๔-๕ คน เป็นลูกคู่ ๕-๖ คน นอกจากนั้นเป็นพวกตาเสือ แต่ละคนมีบทบาทและภาระหน้าที่ต่างกัน นายโรงมีบทบาทและภาระหน้าที่สำคัญที่สุด บุคคลอื่น ๆ มีบทบาทและภาระหน้าที่ลดหลั่นกันลงมา


๓. เครื่องแต่งกายโนรา

ในตำนานโนรากล่าวถึงเครื่องแต่งกายโนราไว้ว่า ขุนศรัทธา หรือขุนศรีศรัทธา ได้รับพระราชทานเครื่องต้นจากพระยาสายฟ้าฟาด เครื่องต้นเหล่านั้นคือ เทริด กำไลแขน ปั้นเหน่ง สังวาลพาดเฉียงสองข้าง ปีกนกแอ่น หางหงส์ สนับเพลา ฯลฯ

หากเชื่อตามตำนานนี้ ก็ย่อมเป็นที่แน่นอนได้ว่าเครื่องแต่งกายของโนรารุ่นเก่าคล้ายกับเครื่องทรงของกษัตริย์อยู่มาก โปรดพิจารณาเครื่องแต่งตัวโนราเทียบกับเครื่องทรงของกษัตริย์ ซึ่งขอยกตัวอย่างมาพอให้เห็นความคล้ายคลึงดังนี้

เทริด น่าจะเทียบได้กับ มงกุฎของกษัตริย์

กรองคอ น่าจะเทียบได้กับ กรองศอของกษัตริย์

ปีกนกนางแอ่น น่าจะเทียบได้กับ ตาบทิพย์ของกษัตริย์

ผ้าห้อยหน้า น่าจะเทียบได้กับ ชายไหวของกษัตริย์

ผ้าห้อยข้าง น่าจะเทียบได้กับ ชายแครงของกษัตริย์

ดังนี้เป็นต้น นอกจากเครื่องแต่งกายที่ยกมาเทียบข้างต้นนี้แล้ว ยังมีเครื่องแต่งกายชิ้นอื่น ๆ อีกที่มีใช้ตรงกันทั้งโนราและกษัตริย์ ดังเช่น สังวาล ปั้นเหน่ง สนับเพลา ทับทรวง ผ้านุ่งหรือพระภูษา กำไลต้นแขนหรือพาหุรัด กำไลข้อมือหรือทองกร เป็นต้น

ด้วยเหตุที่เครื่องแต่งกายของโนรามีความคล้ายคลึงกับเครื่องทรงของกษัตริย์อย่างมากนี้เอง บางคนจึงสรุปว่า “โนราแต่งกายอย่างกษัตริย์”

ผู้เขียนเห็นว่า การแต่งกายของโนรา นอกจากจะคล้ายกับกษัตริย์แล้ว ยังมีส่วนที่คล้ายหรือจําลองแบบมาจากกินนรหรือกินรีอีกด้วย โปรดสังเกตเครื่องแต่งกายโนรา เทียบกับลักษณะของกินนรหรือกินรี ซึ่งขอยกตัวอย่างมาพอให้เห็นความคล้ายคลึงดังนี้

หางหงส์ของโนรา น่าจะจำลองมาจากส่วนหางของกินนรหรือกินรี ผ้าห้อยหน้าห้อยข้างของโนราอีก ๒ ผืน ซึ่งนอกเหนือจากที่เทียบกับชายไหวชายแครงของกษัตริย์แล้ว น่าจะจำลองแบบมาจากส่วนปีกของกินนรหรือกินรี เล็บของโนราซึ่งทำจากเงินมีลักษณะเรียวงอนงามนั้น น่าจะจำลองมาจากนิ้วอันเรียวงอนงามของกินรี เป็นต้น

เท่าทีได้ศึกษาจากเอกสารก็ดี สอบถามจากผู้เคยดูโนราและนายโรงโนราก็ดี พบว่าเครื่องแต่งกายของโนราแต่ละคณะ แต่ละท้องถิ่น มีส่วนที่แตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น บางคณะมีกรองคอ บางคณะไม่มีกรองคอ เป็นต้น แต่โดยทั่วไปแล้วโนรารุ่นเก่าแต่ละคณะจะมีเครื่องแต่งกายที่สำคัญ ๆ เหมือน ๆ กัน คือ เทริด, หน้าพราน, สังวาล, ทับทรวง, ปีกนกนางแอ่น, ผ้านุ่ง, สนับเพลายาวมีเชิง, ผ้าห้อยหน้า, ผ้าห้อยข้าง, ปั้นเหน่ง, หางหงส์, ผ้ายันต์พาดบ่า, กำไลต้นแขน, กำไลมือและเล็บ

ลำดับต่อไปจะได้พูดถึงเครื่องแต่งตัวบางชิ้น เพื่อประกอบความเข้าใจดังต่อไปนี้

เทริด ตามปกติโนรารุ่นเก่าคณะหนึ่ง ๆ จะมีเทริดอยู่เพียงยอดเดียว ส่วนใหญ่นายโรง หรือโนราใหญ่จะเป็นผู้สวม แต่ในกรณีที่ผู้แสดงคนอื่น ๆ มีความจำเป็นต้องสวมเทริด โนราใหญ่จะเป็นผู้สวมให้ ในการสวมเทริดแต่ละครั้งจะว่ามนตร์หรือใช้คาถาอาคมด้วยเสมอ ด้วยเหตุที่โนราคณะหนึ่ง ๆ มีเทริดอยู่เพียงยอดเดียว แต่ใช้กันหลายคน ดังนั้นก่อนสวมเทริด ผู้แสดงจึงต้องใช้ผ้ายันต์สีขาวโพกหัวเสียก่อน แล้วจึงสวมเทริดทับ จึงจะทำให้สวมเทริดได้พอดี นอกจากนั้น ผ้ายันต์ดังกล่าวยังมีประโยชน์ทางคุณไสยอีกด้วย

ไม้ที่นำมาใช้ทำเทริด มักจะใช้ไม้ทองหลางทำเพดาน, ใช้ไม้ยอทำบริเวณหู และใช้ไม้รักทำส่วนยอด บางคณะใช้ฝังพระเครื่องลงยันต์ด้วย โดยมีความมุ่งหวังประโยชน์ทางด้านคุณไสยมากกว่าความสวยงาม

หน้าพราน เป็นหน้ากากที่ผู้ทำหน้าที่ออกพรานประจำคณะของโนราใช้ครอบหน้า หน้าพรานของโนราชายมีสีแดง หน้าพรานหญิง (หรือทาสี) จะมีสีขาว บริเวณหน้าผากมีการลงเลขยันต์ บริเวณท้ายทอยมีการฝังพระหรือฝังกระดูกไว้ หน้าพรานถือเป็นเครื่องแต่งกายโนราที่ศักดิ์สิทธิหนึ่ง

ผ้านุ่ง ผ้านุ่งของโนรารุ่นเก่า มักใช้ผ้าพื้นสีแดง

ผ้าห้อยหน้า ผ้าหอยข้าง ผ้าห้อยหน้าและผ้าห้อยข้างของโนรารุ่นเก่ามีมากกว่าชายไหวชายแครงอย่างเครื่องทรงของกษัตริย์ ๒ ผืน ผ้าสองผืนนี้ไม่มีลวดลายอะไร มีไว้เพื่อประโยชน์ในการช่วยรำท่าปีกนกและท่าอื่น ๆ อย่างหนึ่ง กับ ใช้พัดลมให้หายร้อน หรือประโยชน์อย่างอื่นด้วยอย่างหนึ่ง

หางหงส์ นิยมทําด้วยเขาควายสีดำมากกว่าเขาควายสีขาว ห้อยร้อยประดับประดาด้วยลูกปัดหลากสี แลดูแล้วคล้ายหางของกินรี

กำไลมือหรือกำไลปลายแขน เครื่องแต่งกายชิ้นนี้ มีผู้ให้ข้อสังเกตว่าน่าจะดัดแปลงมาจากปะวะหล่ำอย่างเครื่องทรงของกษัตริย์ แต่ของโนรารุ่นเก่ามีหลายอัน คือ ราว ๑๕-๒๕ อัน นอกจากจะใช้เป็นเครื่องประดับเพื่อความสวยงามแล้วยังช่วยให้จังหวะ และมีเสียงดังเกรียวกราวเวลาร่ายรำด้วย

เล็บ โนรารุ่นเก่าใส่เล็บเรียวแหลมโค้งงอนงาม ทำด้วยโลหะ ส่วนใหญ่เป็นเงิน เวลาร่ายรำทำให้ดูเหมือนเล็บนก หรือนิ้วกินรีดังกล่าวแล้ว โนราคนหนึ่ง ๆ จะใช้เล็บ ๘-๑๐ เล็บ ส่วนมากใช้ ๘ เล็บ เพราะไม่ค่อยนิยมใช้เล็บสวมนิ้วหัวแม่มือ

เครื่องแต่งกายชิ้นต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้ ใช้ลูกปัดประดับประดาห้อยร้อยเป็นพื้น ทำให้แลดูสวยงามคล้ายขนนกหลากสี ลูกปัดที่โนรารุ่นเก่านิยมใช้ สันนิษฐานกันเป็นหลายอย่าง คือ บางท่านว่าเป็นลูกปัดหิน บางท่านว่าลูกปัดกระดูก บางท่านว่าลูกปัดแก้ว เป็นต้น

การแต่งกายของโนรา (ยกเว้นพรานกับตัวตลกแล้ว) นอกนั้นจะแต่งเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่

องค์ประกอบของโนรารุ่นเก่าในส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องแต่งกาย นอกจากจะมีเครื่องแต่งกายชิ้นต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ควรจะนำมากล่าวไว้ในที่นี้คือ เครื่องแต่งหน้า เนื่องจากผู้ชายเป็นผู้ร่ายรำ เครื่องแต่งหน้าจึงมีไม่มากนัก คือ มีขมิ้น ดินสอพอง น้ำมันหรือขี้ผึ้งทาปาก และแป้ง ไม่มีการใช้ลิปสติคทาปากให้แดง หากต้องการให้ปากแดงก็ใช้วิธีกินหมากแทน อย่างที่เราพูดกันติดปากว่า “กินหมากปากแดง” มีข้อที่น่าสังเกต คือ ในการแต่งหน้านั้นนิยมปลูกเกลื้อนและแป้งที่ใช้ทานั้นต้องผ่านการปลุกเสกมาก่อนแล้วเสมอ และถือกันว่าเป็นผงมหาเสน่ห์ ทำให้คนรักคนเมตตา

ขอกล่าวย้ำตรงนี้อีกครั้งหนึ่งว่า เครื่องแต่งกายของโนรามีส่วนคล้ายกับเครื่องทรงของกษัตริย์อยู่มาก และมีเครื่องแต่งกายหลายชิ้นที่น่าจะจำลองแบบมาจากส่วนต่าง ๆ ของกินนรหรือกินรี โนราแต่ละท้องถิ่นใช้เครื่องแต่งกายไม่เหมือนเลยทีเดียว คือ แตกต่างกันในส่วนย่อย แต่ส่วนสำคัญ ๆ โนราทุกคณะแต่งหรือใช้เหมือน ๆ กัน


๔. เครื่องดนตรี

เครื่องดนตรีของโนรารุ่นเก่ามีอยู่ ๕ ชิ้นคือ มีกลอง ๑ ลูก ทับ ๒ ลูก โหม่ง ๑ คู่ ฉิ่ง ๑ คู่ กรับ ๑ อัน และปี่ ๑ เลา

กลอง เครื่องดนตรีชิ้นนี้ ตามตำนานโนรามีชื่อเรียกว่า “กลองสุวรรณเภรีโลก” มีขนาดลักษณะ และประโยชน์ใช้สอยดังนี้ คือ โดยทั่วไปมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๐-๑๒ นิ้ว สูงประมาณ ๑๘ นิ้ว มีลักษณะเท่ากันทั้งหัวและท้าย นิยมทำด้วยแก่นไม้ขนุน เพราะทำให้เสียงดี มีหนังวัวหรือหนังควายหุ้มทั้ง ๒ ข้าง มีหมุดไม้ที่คนภาคใต้เรียกว่า “ลูกสัก” ตอกยึดหนังหุ้มให้ตึง มีขาตั้งทั้งสองข้างทำด้วยไม้ไผ่ มีเชือกตรึงให้ติดกับหัวกลอง มีไม้ตีขนาดพอเหมาะหนึ่งคู่

กลองใบนี้ โนรารุ่นเก่าใช้เป็นประโยชน์หลายประการ คือใช้ตีเป็นสัญญาณเวลาผ่านชุมชนหรือสถานที่ควรแก่การเคารพบูชา ตีเป็นสัญญาณบอกคน หรือเรียกคนให้รู้ว่าโนราพักอยู่หรือร่ายรำอยู่ ณ ที่ใด ใช้เป็นจังหวะเสริมลีลาท่าทางการแสดง และใช้ตีนำดนตรีชิ้นอื่น ๆ ในการประโคมเครื่องดนตรีของโนรา เป็นต้น

 

   

ทับ ๒ ลูก ตามตำนานโนรามีชื่อเรียกว่า “น้ำตาตก” ลูกหนึ่ง กับ “นกเขาขัน” อีกลูกหนึ่ง ลูกหนึ่งเสียงทุ้มเรียกว่า “ลูกเทิง” ลูกหนึ่งเสียงแหลมเรียกว่า “ลูกฉับ” ตัวทับนิยมทำด้วยแก่นไม้ขนุน เพราะจะทำให้เสียงดี เช่นเดียวกับกลอง นำมาขุดหรือแกะตกแต่งจนได้รูปสวยงาม ทับมีส่วนคล้ายกับกลองยาว แต่มีขนาดเล็กและสั้นกว่า หุ้มหนังหน้าเดียว นิยมใช้หนังบางกว่าหนังหุ้มกลอง เช่น หนังค่าง หนังแมว ตรึงร้อยด้วยเชือกด้ายและหวาย

ทับเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้มือตี มีความสำคัญมากในการให้จังหวะ ควบคุมการเปลี่ยนจังหวะ และเสริมลีลาการร่ายรำได้ดีเยี่ยม



โหม่ง ๑ คู่ โนรารุ่นเก่าใช้โหม่งฟาก ซึ่งทำด้วยแผ่นเหล็ก ๒ อัน ขนาดประมาณ ๔ x ๘ นิ้ว แผ่นหนึ่งเสียงทุ้ม แผ่นหนึ่งเสียงแหลม แขวนขึงตรึงอยู่กับรางไม้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีไม้ตีโหม่ง ๑ อัน ส่วนปลายโตกว่าส่วนอื่น ๆ และนิยมหุ้มยางหรือด้ายดิบ เพื่อให้มีเสียงนุ่มนวล

โหม่งมีส่วนสำคัญในด้านการสร้างเสียงเสนาะ และให้จังหวะโดยเฉพาะเสียงเสนาะสำคัญมาก ที่เรียกกันว่า “เสียงเข้าโหม่ง” ก็คือเสียงเสนาะที่เกิดจากความกลมกลืนระหว่างเสียงของโนรากับเสียงโหม่งนั่นเอง

ฉิ่ง ๑ คู่ โนรารุ่นเก่า นิยมใช้ฉิ่งขนาดใหญ่ เครื่องดนตรีชิ้นนี้มีความสำคัญในการให้จังหวะเวลาขับมากที่สุด ผู้ขับบทต้องยึดจังหวะฉิ่งเป็นหลัก

กรับ ๑ อัน โนรารุ่นเก่านิยมใช้กรับพวงหรือแกระพวง ใช้แผ่นไม้ขนาดไล่เลี่ยกันมาผูกซ้อนกันหลาย ๆ แผ่น มีเชือกผูกร้อยและมีแกนกลางควบคุมไม่ให้ล้มเวลาตี เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้บังคับจังหวะเวลาขับเพลงหน้าแกระอย่างหนึ่งและใช้เป็นจังหวะ “ฉับ” ของสิ่งให้ชัดเจนยิ่งขึ้น



ปี่ ๑ เลา เครื่องดนตรีชนิดนี้มีบทบาทสำคัญในการเสริมเสียงที่สะกดผู้ดูให้เกิดความรู้สึกเคลิบเคลิ้มจับใจ และทำให้ผู้แสดงร่ายรำด้วยจังหวะลีลาที่อ่อนช้อย

ปี่ที่ใช้กับโนราเป็นพวกปี่ไฉน มีขนาดยาวประมาณ ๑๓-๑๕ นิ้ว ตัวปี่ทำด้วยแก่นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้มะม่วง ไม้รัก ไม้มะปริง และไม้ประดู่ เป็นต้น


องค์ประกอบของโนรารุ่นเก่าทั้งสี่ประการคือ โรงหรือเวทีแสดง ผู้แสดงและลูกคู่ เครื่องแต่งกาย และเครื่องดนตรี องค์ประกอบเหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงเรื่อยมา โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้มีองค์ประกอบอื่น ๆ เสริมแทรกเข้ามา จนโนราเกือบจะเป็นลิเก, ลำตัด, ละครย่อย, หรือวงดนตรี ประสมประสานกัน จนแทบหาเอกลักษณ์ของโนราไม่ได้ หากเรายังรัก ยังชอบดูโนราที่เป็นโนราจริง ๆ เราน่าจะหันมาร่วมมือกันฟื้นฟู พัฒนา สนับสนุนส่งเสริมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เราต้องลงสนามเพื่อฝึกหัดปฏิบัติจริง ควบคู่กับการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ ข้าพเจ้าเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ เพราะเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ข้าพเจ้าเห็นว่า “โนราใหญ่ควรจะออกร่ายรำได้แล้ว”





บรรณานุกรม

เจือ สตะเวทิน ตำรับวรรณคดี ศิลปาบรรณาคาร ม.ป.ป.

ประพนธ์ เรืองณรงค์ ตำนานการเล่นและภาษาชาวใต้ โอเดียนสโตร์ ๒๕๑๙.

ภิญโญ จิตต์ธรรม โนรา สงขลา ชมรมโนราวิทยาลัยครูสงขลา ๒๕๐๙.

สุนันทา โสรัจจ์ โขนละครฟ้อนร่าฯ โรงพิมพ์พิฆเณศ ๒๕๑๖.

จิตร์ ฉิมพงษ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ วิมล ดำศรี ผู้สัมภาษณ์ ณ สำนักงานอธิการ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.

พรหม ปานมา ผู้ให้สัมภาษณ์ วิมล ดำศรี ผู้สัมภาษณ์ ณ สำนักงานอธิการ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.

สาโรช นาคะวิโรจน์ ผู้ให้สัมภาษณ์ วิมล ดำศรี ผู้สัมภาษณ์ ณ สำนักงานอธิการ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.

หีด บุญหนูกลับ ผู้ให้สัมภาษณ์ วิมล ดำศรี ผู้สัมภาษณ์ ณ สำนักงานอธิการ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓.