Reading Room

พุ่มเทวา ที่ระลึกงานเชิดชูเกียรติศิลปินภาคใต้ : ขุนอุปถัมภ์นรากร

ผลลัพธ์การค้นหา: "มโนราห์"

ละคอนก็ฟ้องร้อง

ทองเบิ้ม บ้านด่าน


   


ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ครวญคราง ไปตามกระบวนเพลงของเสียงนกนานาชนิด ทําให้คิดถึงละคอนเรื่องอิเหนาตอนปะสันตาต่อนก

เท็จจริงไม่ประจักษ์ พระพุทธเจ้าข้าเอย

วันนี้คุณนิกร จันทสร บรรเลงระนาดเอกแทนพ่อเดช กิ่มเปี่ยม ส่วนคุณทวี คงลายทอง นั่งเป่าขลุ่ยอู้อยู่อึมครึม

พอดึกดำบรรพ์จบลง ก็เป็นรายการพี่น้องชาวปักษ์ใต้ ผมได้พลอยเป็นปักษ์ใต้ไปด้วยการโขลกอาหารปักษ์ใต้ไปสองจานเต็มๆ มองดูผู้คนแล้วก็เต็มปลื้ม เพราะสมาคมชาวปักษ์ใต้ทำงานดีกว่ากรมศิลปากร ทั้งในแง่การประชาสัมพันธ์และการออกสูจิบัตรเป็นพิเศษเพิ่มขึ้นจากฉบับของกรมศิลปากร ซึ่งเต็มไปด้วยรายชื่อ ส.ส. รายการปักษ์ใต้วันนั้นน่าคิดอยู่นิดเดียว ที่ให้ใครก็ไม่ทราบพูดกรอกไมโครโฟนอยู่ตั้งแต่หัวรายการจนท้ายรายการอย่างไม่มีสุนทรีย์ บอกตรงๆ ว่ารำคาญอย่างหาที่สุดมิได้ว่า

“ปีนี้ ๗๒ แล้ว” พ่อขุนอุปถัมภ์นรากรยืดอกอยู่บนเก้าอี้ในขณะที่หนังตะลุงกำลังสนุกกันด้วยเจ้านุ้ย “พ่อหัดมาตั้งแต่อายุ ๑๐ ขวบ ตอนนั้นครูโนราชื่อโลกโก เป็นคนพัทลุงไปอยู่ชะอวดที่นครศรีธรรมราช พ่อตามไปขอเป็นลูกศิษย์ หัดอยู่หลายปีก็ออกรำโนราเรื่อยไป”

ผมเรียกท่านขุนว่า “พ่อ” ท่านขุนก็แทนตัวเองว่า “พ่อ” เหมือนกัน ก็ไม่ทราบว่าเป็นพ่อเป็นลูกกันมาแต่ครั้งไหน แต่วัยท่านทั้ง ๘๒ แล้ว ที่จริงน่าจะเรียกท่านว่า “ปู” เสียด้วยซ้ำ

“ตอนนั้นพ่ออายุ ๔๕ กรมพระนครสวรรค์เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ท่านตั้งพ่อเป็นกำนัน และได้เป็นขุนในคราวเดียวกัน พ่อก็เลยหยุดพักการรำโนรา แต่พอเป็นกำนันได้สัก ๒๐ ปี พ่อลาออกจากกำนันมาเป็นคนรำโนราตามเดิม”

พ่อขุนของผมตอบคำถามด้วยสำเนียงปักษ์ใต้โดยตลอด ผมก็ถูๆ ไถๆ เป็นภาษาปักษ์ใต้เหมือนกัน ทำเอาพ่อขุนยิ่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อรู้ว่าผมไม่ใช่คนใต้ แต่ทะลึ่งพูดสำเนียงใต้

“พ่อมากรุงเทพฯ เรื่อยๆ เพราะลูกเล่าเรียนและทำงานเป็นใหญ่เป็นโตอยู่ในกรุงเทพฯ หลายคน ลูกบางคนก็อยากจะหัดโนรา แต่พ่อไม่ให้หัด ให้เรียนหนังสือดีกว่า เพราะถ้าหักโนราก็ต้องเสียเวลาเรียน หัดไม่ดีก็ไม่อยากหัดให้ เสียชื่อพ่อ”

พ่อขุนเป็นโนราแบบฉบับ ถึงขนาดได้รับสมญาว่า “พุ่มเทวดา” หรือที่เรียกขานกันอยู่ว่า “พุ่มเทวา” เพราะรำสวยเหลือเกิน เคยรำถวายหน้าพระที่นั่งในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ และเคยรำถวายหน้าพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จประพาสปักษ์ใต้เมื่อปี ๒๕๐๒


“หม่อมคึกฤทธิ์พบกับพ่อที่สงขลา” พ่อขุนเล่าให้ผมฟังถึงหัสเดิมเริ่มแรกที่จะมารำในงานดนตรีมหกรรม “ท่านชอบใจ แล้วก็มีคนไปติดต่อให้มารำที่นี่ พ่อก็มา มาแล้วหม่อมก็พาไปเฝ้าฯ ในหลวง พ่อรำถวายในหลวง ในหลวงท่านให้ถ่ายหนังอัดเสียงไว้ ท่านบอกพ่อว่าดีมาก ชอบมาก พ่อดีใจ ท่านให้เหรียญอันนี้” พ่อขุนชี้ให้ผมดูเหรียญซึ่งกลัดติดเสื้อชุดโนราตรงหน้าอกด้วยความภาคภูมิใจเป็นเหรียญเสมาจารึกพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. ซึ่งได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้เป็นการส่วนพระองค์เฉพาะพ่อขุนเพียงคนเดียว เมื่อรำโนราถวายที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานเมื่อตอนเที่ยง ก่อนที่จะไปแสดงที่สังคีตศาลา

“หม่อมคึกฤทธิ์ลงหนังสือพิมพ์สยามรัฐ คนพัทลุงไม่ยอมให้พ่อเป็นคนสงขลา คนสงขลาก็ว่าพ่อรำโนราให้ที่สงขลา ไม่ได้รำโนราให้พัทลุง เถียงกันใหญ่ พ่ออยู่เฉยๆ เพราะคนสงขลาต่างหากที่เห็นพ่อ พ่ออยู่พัทลุงตั้งแต่เกิดไม่มีใครเห็น”


พ่อขุนอุปถัมภ์นรากรได้รับเชิญจากวิทยาลัยครูสงขลา ให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาการร่ายราโนรำแก่นักเรียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗

“พ่อสอนตอนปิดเทอม พอเปิดเทอมพ่อทำนา สอนตอนเปิดเทอมไม่ได้ เสียเวลาเรียน ปีหนึ่งก็สอนสองหนตอนปิดเทอมเท่านั้น ถึงเวลาทางโรงเรียนก็จดหมายเรียกพ่อพ่อก็ไป สงขลาเห็นพ่อ แต่พัทลุงไม่เห็นพ่อ”

ผมถามพ่อขุนว่าถ้าหากกรมศิลปากรเชิญมาเป็นครูสอนที่กรมศิลป์บ้างจะเอาไหม - - พ่อขุนตอบว่า

"ต้องคิด” แล้วพ่อขุนก็นิ่งไป “พ่อต้องคิดก่อนนานๆ คนสงขลาเห็นพ่อแล้ว คนอื่นถึงเห็น”

พอจบหนังตะลุงและจับรองเง็ง โนราของท่านขุนอุปถัมภ์นรากรก็เริ่มต้นโดยคุณอารีย์ ชูดำ ซึ่งเป็นโนราผู้หญิงคนเดียวในคณะนี้ออกมารำก่อน จบแล้วท่านพ่อขุนของผมจึงออกมารำไหว้ครู

คนดูปรบมือกันไม่เว้นแต่ละท่าที่พ่อขุนรำนั้น เพราะดูวัยของพ่อขุนที่ ๘๒ เข้าไปแล้ว แต่ลีลาท่าทางอ่อนช้อยเหมือนสาวน้อยนางรำออกมาเล่น

ครับ - ละคอนก็ฟ้อนร้อง สุรศัพทกลับขาน ข้อความนี้ท่านมหานาค วัดท่าทราย บรรยายไว้ในบุณโณวาทคำฉันท์

ผมแอบไปดูจนชิด แลเห็นเอ็นเป็นสายๆ ตามข้อตามแขนของพ่อขุน แม้บางครั้งพ่อขุนจะตัวสั่นเทาเพราะวัยชรา แต่ต้องมาเกร็งแขนเกร็งขาโก่งตัวอย่างนั้น และบางครั้งพ่อขุนก็มีทีท่าว่าจะซวดเซเพราะท่ารำบางท่า เมื่อเปลี่ยนท่าแล้วคนหนุ่ม ๆ เองก็ต้องยืนงง แต่พ่อขุนยิ่งวางท่านิ่งสนิทได้ในเวลาอันรวดเร็วและอ่อนช้อยอย่างที่คุณจินดารัตน์ วิริยวงศ์ เอง ก็คงจะต้องคิดนานหน่อย ถ้าหากจะประชันกับพ่อขุน

ไม่ทราบจะอธิบายอย่างไร นอกจากจะบอกว่าขนลุกขนชัน เพราะผมเองก็เคยติดตามโนราดังๆ จากปักษ์ใต้ที่เคยมาแสดงกรุงเทพฯ ก็ยังเห็นว่าเทียบกันไม่ได้อยู่นั่นเอง ไม่ว่าจะความอ่อนไหว การตั้งมือตั้งแขน ตลอดจนการตั้งเท้าตั้งเอว

“ผมโกรธเจ้าคนพูดมากจริง ๆ” คนชื่อสำนานซึ่งเคยเขียนถึงพ่อขุนเอาไว้ในสยามรัฐบอกกับผม “มันพูดๆๆๆๆๆๆๆ และพูดจนไม่มีสมาธิจะดูลีลาของท่านขุน บ้าชิบ”

นี่แหละคนพูดมาก

   
   

ถ้าหากว่าผมเขียนถึงพ่อขุนช้าไปหน่อยก็คง ไม่กระไรนะครับ ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพราะสยามรัฐหยุดวันอาทิตย์ไปเสียวันหนึ่ง เรียกว่าวันหยุดกึ่งราชการ

อนึ่ง แม้ว่าวันอาทิตย์จะมีปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องใหญ่และละคอนเรื่องพระลอ แต่ผมให้รำคาญที่จะดูลูกทุ่งอย่างที่ผมคิดไว้ในใจว่าจะต้องมีอะไรไม่ค่อยงามออกมา และคะเนดูแล้วว่าถ้าหากออกไปหัวเมืองเสียยังจะได้มีข่าวคราวความเดือดร้อนเรื่องข้าวไม่มีราคามาบอกรัฐบาลบ้าง จึงกราบลากรมศิลปากรไปต่างจังหวัด


บ้าจริง- ขนาดลาจากกรมศิลปากรไปแล้ว ผมก็ต้องไปพบเหตุอันเกี่ยวพันกับกรมศิลปากรเข้าอีกจนได้ที่ชายดงศรีมหาโพธิ หัวเมืองปราจีนบุรี

รอให้ท่านอธิบดีอารมณ์ดีเสียก่อน แล้วจะว่าให้ฟังอย่างยุติธรรม

รุ่งเช้าเข้าทำงานตามปกติ จันทน์ผา-แม่ก็เร่งบอกกล่าวแต่เช้าว่ามีคนโทรศัพท์มาฟ้องว่าตั้งใจจะไปดูละคอน แต่ไพล่ไปเจอะเอาวงลูกทุ่งที่เล่นดนตรีมหกรรมวันอาทิตย์ออกลูกเถื่อนเสียแล้ว

อย่าให้เขียนบรรยายเลยครับ

และก็เป็นอันจบเทศกาลดนตรีมหกรรม ซึ่งไม่ทราบว่าจะเป็น “มหาเวร” ของใคร

หรือคุณเลย จันจักร ว่าเป็นของใครครับ



_____________________________________________________________

พิมพ์ครั้งแรกใน สยามรัฐ ๒๓ มีนาคม ๒๕๑๔.