Reading Room

พุ่มเทวา ที่ระลึกงานเชิดชูเกียรติศิลปินภาคใต้ : ขุนอุปถัมภ์นรากร

ผลลัพธ์การค้นหา: "มโนห์รา"
Page 1 / 16
ถัดไป

คำนำ


ภาคใต้ของประเทศไทยเป็นดินแดนที่มีอารยธรรมมาแต่โบราณ อารยธรรมของดินแดนในภูมิภาคนี้ ได้ปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีทั้งของไทยและของต่างประเทศมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๗ อาณาจักรโบราณในภาคใต้ที่สำคัญถึงขั้นเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์มีอยู่หลายอาณาจักร เช่น อาณาจักรตามพรลิงค์ (นครศรีธรรมราช) อาณาจักรครหิ (ไชยา) อาณาจักรลังกาสุกะ (ปัตตานี) และอาณาจักรสทิงพระ (พัทลุง) เป็นต้น

ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน อาณาจักรเหล่านี้จึงได้สร้างสมศิลปวัฒนธรรมไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมแก่อนุชนมากมาย เช่น ภาษา ประเพณี ศาสนา โบราณวัตถุสถาน การละเล่น และกีฬาพื้นเมือง เป็นต้น ภาคใต้จึงได้ชื่อว่า เป็นภาคที่มีศิลปวัฒนธรรมสูงส่งภาคหนึ่งของประเทศไทย

ในบรรดาศิลปวัฒนธรรมสาขาต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้น การละเล่นพื้นบ้านและการบันเทิงของภาคใต้ นับเป็นวัฒนธรรมที่ดีเด่นมากสาขาหนึ่ง เพราะการละเล่นพื้นบ้านของชาวภาคใต้นั้นส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาจิตใจของชาวภาคใต้เป็นสำคัญ เช่น โนรา เพลงบอก และหนังตะลุง เป็นต้น

โนราเป็นการละเล่นและการบันเทิงพื้นบ้าน ที่ยกระดับจิตใจของชาวภาคใต้มาแต่โบราณ และดำเนินต่อเนื่องมาโดยไม่ขาดสายจนกระทั่งปัจจุบันนี้ การบันเทิงประเภทนี้มีความสำคัญควบคู่มากับวิถีชีวิตของชาวภาคใต้ จนแทบจะกล่าวได้ว่าชาวภาคใต้ดื่มด่ำกับการแสดงโนรา เสมือนหนึ่งโนราเป็นส่วนหนึ่งแห่งวิถีชีวิตของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือวิถีชีวิตชาวพัทลุง

ด้วยเหตุที่จังหวัดพัทลุงมีความเป็นมาอันยาวนานดังกล่าวมา ทำให้จังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่มีศิลปวัฒนธรรมสูงส่งมากจังหวัดหนึ่ง เพราะมีศิลปวัฒนธรรมสาขาต่าง ๆ อย่างครบถ้วน ในบรรดาศิลปวัฒนธรรมสาขาต่าง ๆ นั้น การละเล่นพื้นบ้านและการบันเทิงดูเหมือนจะรุ่งเรืองมากในจังหวัดพัทลุง โดยเฉพาะ “โนรา” ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงประจำภาคใต้นั้น มีศิลปินที่มีชื่อเสียงมากมายหลายท่าน และในบรรดาศิลปินเหล่านั้น “ขุนอุปถัมภ์นรากร” นับว่าได้เป็นโนราที่มีอาวุโส ทั้งมีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพนับถือของคนหลายระดับเป็นระยะเวลานานที่สุด กล่าวคือ เริ่มแสดงโนราตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี คือประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๘ จนกระทั่งปัจจุบัน

ในช่วงระยะเวลาที่ขุนอุปถัมภ์นรากรแสดงโนราเป็นอาชีพนั้น ท่านได้ฝึกฝนท่ารำจนได้รับยกย่องว่าเป็นโนราที่มีท่ารำสวยงามปานประหนึ่งเทวดา ดังนามซึ่งชาวบ้านตั้งให้ว่า “พุ่มเทวา” นอกจากนั้นยังได้เผยแพร่ศิลปะด้านนี้ไปทั่วจังหวัดภาคใต้

ในภายหลังเมื่อเลิกแสดงโนราเป็นอาชีพแล้ว ท่านขุนอุปถัมภ์นรากรยังคงรักษาศิลปะด้านนี้ไว้เสมอมา คือ คณะโนราของท่านได้มอบให้ศิษย์แสดงยึดเป็นอาชีพสืบไป โดยท่านจะร่วมแสดงเฉพาะงานสำคัญเป็นครั้งคราว เป็นผู้ที่มีความสำคัญยิ่งในการฟื้นฟูการรำโนราให้แพร่หลายและเป็นที่รู้จัก และยอมรับนับถือโดยทั่วไป โดยเฉพาะตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นต้นมา ท่านขุนอุปถัมภ์นรากรได้รับเชิญให้ฝึกสอนโนราแก่นักศึกษาในวิทยาลัยครู ๒ แห่ง คือ วิทยาลัยครูสงขลา และวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ท่านได้ฝึกสอนศิษย์โนราไว้ไม่น้อยกว่าหนึ่งพันคน ศิษย์เหล่านั้นต่างได้แยกย้ายกันไปสอนศิษย์ของตน โดยศิษย์แต่ละคนจะยังคงรักษาศิลปะการรำตามแบบแผนที่ได้เรียนได้ฝึกหัดมาทุกประการ ตามความตั้งใจที่ท่านขุนอุปถัมภ์นรากรได้สั่งไว้อีกต่อหนึ่ง อันยังผลให้ศิลปะด้านนี้คงอยู่และสืบทอดต่อไป

นอกเหนือจากการที่ท่านได้สั่งสอนและถ่ายทอดศิลปะการรำโนราให้แก่ศิษย์มากมาย อันเป็นการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปะด้านนี้แล้ว ท่านยังได้สร้างชื่อเสียงและเกียรติประวัติให้แก่ท้องถิ่นภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดพัทลุงเป็นอย่างยิ่งด้วย ท่านขุนอุปถัมภ์นรากรได้รำถวายหน้าพระที่นั่ง ทั้งเฉพาะพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันหลายครั้ง และยังรำถวายเจ้านายชั้นสูงอีกหลายพระองค์ เช่น รำถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นต้น ยิ่งกว่านั้นยังมีเจ้านายชั้นสูงในปัจจุบันยกย่องนับถือท่านขุนอุปถัมภ์นรากรว่าเป็นครู ถึงกับให้ท่านทำพิธีครอบครูโนราให้ด้วย คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นอกจากนั้น ท่านขุนอุปถัมภ์นรากรยังได้รับเชิญให้ไปทำพิธีครอบครูโนราให้คณะอาจารย์และนักศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลป์ กรุงเทพมหานคร อีก ๑ ครั้ง นอกเหนือจากที่ได้รำโนราเผยแพร่ ณ สถานที่ต่าง ๆ ตามที่ได้รับเชิญอีกหลายครั้ง จนกระทั่งปัจจุบันนี้ แม้จะมีอายุ ๙๐ ปีแล้ว ท่านก็ยังได้รับเชิญไปถ่ายทอดและเผยแพร่ศิลปะการรำโนราอยู่อย่างสม่ำเสมอ นับได้ว่าท่านขุนอุปถัมภ์นรากรเป็นครูโนราที่ควรแก่การยกย่องเชิดชูเกียรติให้ปรากฏ เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล และเป็นเยี่ยงอย่างแก่อนุชนสืบไป

สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้ร่วมมือกับศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช, คณะกรรมการจังหวัดพัทลุง, ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาวัฒนธรรมไทย วิทยาลัยครูสงขลา, ศูนย์ส่งเสริมภาษาและวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา และคณะศิษยานุศิษย์ของท่านขุนอุปถัมภ์นรากร (พุ่มเทวา) จัดงานเชิดชูเกียรติท่านขุนอุปถัมภ์นรากร (พุ่มเทวา) ขึ้น ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดและหน้าศาลจังหวัดพัทลุง ในวันที่ ๒๙-๓๐ สิงหาคม ๒๕๒๓

ในงานนี้นอกจากจะมีพิธีรดน้ำท่านขุนอุปถัมภ์นรากร (พุ่มเทวา) พิธีครอบครูโนรา นิทรรศการเกี่ยวกับโนรา และการแสดงบนเวทีแล้ว ทางคณะกรรมการได้จัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกอภินันทนาการแก่ผู้มาร่วมงานด้วย หนังสือเล่มนี้จึงมีเพื่อสนองเจตนารมณ์ดังกล่าว เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ แบ่งออกเป็น ๒ ภาค คือ ภาคที่ ๑ ว่าด้วยประวัติของท่านขุนอุปถัมภ์นรากร (พุ่มเทวา) และ ภาคที่ ๒ ความรู้เกี่ยวกับโนรา ทั้งภาคประวัติและความรู้เกี่ยวกับโนรา ได้ประมวลมาจากการสัมภาษณ์ และเรื่องราวที่ท่านผู้รู้เขียนขึ้นเผยแพร่ไว้แล้วเป็นส่วนใหญ่ จึงน่าจะเป็นหนังสือที่ให้ความรู้เรื่องโนราที่สมบูรณ์มากเล่มหนึ่ง

อนึ่ง ในหนังสือเล่มนี้มีการใช้คำ “โนรา” บ้าง “มโนห์รา” บ้าง และ “โนราห์” บ้าง แตกต่างกันออกไป จึงใคร่จะขอชี้แจงในที่นี้เสียเลยว่า สำหรับชาวภาคใต้โดยทั่วไปแล้ว คำว่า “โนรา” เท่านั้นที่ใกล้ชิดและใช้กันมาจนคุ้นหูมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในหมู่ของคนรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันนี้ แต่อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าจะปฏิเสธมิให้ผู้อื่นใช้คำอื่น ๆ ที่ใช้แตกต่างกันมาก็หาไม่ ทั้งนี้ เพราะว่าคำนี้ยังไม่มีข้อยุติแต่ประการใด

สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งเป็นผู้ดำเนินการจัดพิมพ์หนังสือนี้ตระหนักดีว่า แม้หนังสือเล่มนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ในทางวิชาการแก่ผู้สนใจศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอย่างกว้างขวางก็จริงอยู่ แต่ข้อบกพร่องในหนังสือเล่มนี้ก็คงจะมีอยู่บ้างเป็นธรรมดา ซึ่งข้อบกพร่องที่ว่านี้สมควรที่จะได้รับการชี้แนะ เพื่อที่จะได้ปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ขึ้นในโอกาสต่อไป



(นายพะนอม แล้วกำเนิด)

เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ