Reading Room

พุ่มเทวา ที่ระลึกงานเชิดชูเกียรติศิลปินภาคใต้ : ขุนอุปถัมภ์นรากร

ผลลัพธ์การค้นหา: "โนรา"

ความเป็นมาของโนรา

เยี่ยมยง  สุรกิจบรรหาร

ภิญโญ  จิตต์ธรรม



ในย่านแหลมไทปักใต้(๑) มีการร้องรำทำเพลงกันอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นสินมรดกตกทอดของไทปักใต้สืบต่อมาในทางสายเลือด การรับรู้และแสดงออกเรื่องหนึ่งอยู่หลายชั่วชั้นคนแล้ว มรดกสิ่งนั้นคือ โนรา โนราเป็นนาฏศิลป์ที่ขึ้นชื่อลือชาทั้งสองปละ(๒) คาบย่านน้ำ โนราเป็นการร่ายรำประกอบด้วยการขับร้องประกอบดนตรี ...อันเป็นแบบมาดลาย(๓) ที่ล้ำลึกเต็มไปด้วยชั้นเชิงของแววรำอันบรรชาญ เป็นเรื่องหนึ่งสําหรับความบันเทิงที่ออกหน้าออกตาของคนเผ่าไทในตอนกลางแหลมไทที่ไม่ซ้ำแบบใคร หรืออาศัยหยิบยืมของคนต่างด้าวแห่งใดเอามา แล้วเป็นต้นแบบฉบับเข้าไปสู่กรุงศรีอยุธยา ให้บังเกิดการละคอนชาตรีขึ้น สืบทอดถ่ายมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงทุกวันนี้

ในปรัตยุบัน การขับร้องร่ายรำของโนราได้แปรเปลี่ยนโฉมไปทางเสื่อมตามอารยธรรมแผนใหม่ เป็นเรื่องพลอยเสียไปกับการเมามันของกลุ่มคนซึ่งได้รับการศึกษาที่ดี แต่การสำแดงออกของเขาในทางสำนึกกำลังย้อนหลังไปสู่เรื่องเก่าในสมัยของพวกเถื่อนที่เปลือยตัว จากคนบัดเครง(๔) ที่ระเริงในทางศิลปะเปลือย ทำเอาของดี ๆ ต้องพลอยฟ้าพลอยฝนเป็นเรื่องส้ำสามไปยิ่งขึ้นทุกวัน

บัดนี้ในสังคมคนเมืองหลวงของเรา โนราได้ถูกนำเข้าไปวาดแววลวดลายอยู่ในนาฏศิลป์แนวหน้า ด้วยการเล็งผลเลิศของปักใต้ที่ต้องการฟื้นฟูสินมรดกของตายายให้กลับคืนไปสู่ความรุ่งโรจน์ตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ดีต่อไปใหม่ อันเป็นเรื่องหนึ่งอยู่ในความนิยมชมชื่นของคนทุกชั้น จนเป็นที่สนพระราชหฤทัยของล้นเกล้าล้นกระหม่อมสมเด็จพระสวัสดีมหาราชเจ้า เฉพาะพระองค์ผู้ดำรงอยู่ในฐานะประมุขของคนทั้งเผ่า

ด้วยการที่เรื่องราวของ โนรา เป็นสินมรดกหนึ่งของคนในเผ่ามานานแล้ว แต่มีเงื่อนงำจับต้นชนปลายเข้าหากันไม่พบ เรื่องที่เรารู้กันตามที่มีผู้เขียนกันขึ้นก็หาหลักฐานยืนยันจากที่มาให้แจ้งกระจ่างให้ถ่องแท้ไม่ได้ ผู้เขียนมีความสนใจในเรื่องนี้กันเป็นพิเศษเพราะถือว่าเป็นเรื่องหนึ่งของตายายที่สำคัญซึ่งไม่ควรทอดทิ้งเสีย จึงได้ผนวกความคิดเห็นเข้าเป็นเกลียวเดียวกันพยายามสืบเสาะแสวงหาที่มาของ โนรา ในเก่าก่อนจากทุกหนแห่งในตอนกลางของแหลมไทปักใต้ จึงได้เรื่องราวมาประกอบเข้ากัน จากจังหวัดพัทลุงและจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากรังเก่าของจังหวัดพัทลุง ผู้เขียน (ภิญโญ) ได้ดั้นด้นไปพบบรมครูเฒ่าโนรา คือ ท่านขุนอุปถัมภ์นรากร (พุ่มเทวา) ซึ่งได้รับการต้อนรับที่ดียิ่งตามแบบอย่างของครูเก่าของปักใต้ ท่านได้พยายามเรียกหาความสำนึกในหนหลังจากวัย ๗๕ ในบัดเครงเข้าคืนสู่เบื้องบรรพ์ ออกมาถ่ายทอดครอบมือให้กับศิษย์ ให้กับเครื่องบันทึกเสียง ให้กับเครื่องถ่ายรูป ด้วยความเพียบพร้อมจากแรงใจของท่านครูเถ้า (ใหญ่) เสมือนเมื่อท่านยังอยู่ในวัยหัวจุก(๕) มากไปด้วยพวกตาเสือ(๖) คอยพะเน้าพะนอห้อมล้อมกันอย่างอบอุ่น แล้วผู้เขียน (เยี่ยมยง) ได้ตระเวนผ่านจังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร มีโชคน้อยกว่าทางด้านจังหวัดพัทลุง เพราะหาครูเฒ่ามีแก่ของโนราให้ถึงต้นตอไม่ได้ ได้เรื่องราวมาบ้างก็กระท่อนกระแท่นเต็มที ในที่สุดเมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๕๐๘ กุศลส่งให้พบคุณซ้อน ศิวายพราหมณ์ ศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านได้เรื่องราวประวัติของโนราและรวบรวมไว้เป็นหนังสืออัดสำเนา ชื่อว่า “เพลงพื้นเมือง” เพื่อประกอบการศึกษา ในหนังสือนั้นมี กำพรัดบทชา(๗) ไหว้ครูอยู่หลายบท นับว่าเป็นโชคอย่างวิเศษสุดราสา(๘) แล้วท่านยังยินยอมให้ถ่ายทอดใช้ในการทำประโยชน์ได้ด้วย ผู้เขียนทั้งสองจึงเอามารวมเข้ากันเป็นเนื้อหาดังแจ้งอยู่ในเรื่องนี้แล้ว

__________

(๑) ปักใต้ จากคำ “ปากใต้” ตามแบบเก่ามักใช้ว่า “หัวเมืองปากใต้” เสียงสั้นเป็น “ปากใต้” และกลายเป็น “ปักษ์ใต้” ในปัจจุบัน

(๒) ปละ - ฝ่าย, ข้าง

(๓) มาดลาย - แบบฉบับ

(๔) บัดเครง = เดี๋ยวนี้, บางแห่งใช้หยูเครง

(๕) หัวจุก = คือโนราที่เป็นเด็ก ๆ น่ารัก อายุไม่เกิน ๑๓ ขวบ

(๖) ตาเสือ = ผู้ใหญ่ที่คลั่งหัวจุกโนรา

(๗) ชา - สรรเสริญ, เยินยอ, กล่อม

(๘) ราสา = มาก, ครัน




โนรา หรือมโนหรา

ก่อนที่จักเอาความมาผสมเข้ากัน แล้วหยิบยกขึ้นมาจาระไนหาเรื่องราวที่ถ่องแท้ตามแนวทางวิชาการของประวัติศาสตร์ และโบราณคดี เพื่อเป็นที่ตระหนักว่าเรื่องตามที่ปรากฏอยู่นั้นเป็นความจริงหรือไม่ แล้วบังเกิดขึ้นในที่ใด ตกอยู่ในระยะเวลาสมัยไหน จะขอนำเอาชื่อที่เรียกกันว่า โนรา หรือมโนหรา ว่าชื่อไหนผิดชื่อไหนถูกในชั้นหนึ่งเสียก่อน

ทั่วย่านตลาดท้องถิ่นของสำเนียงปักใต้ที่เป็นเจ้าของการขับร้องร่ายรำเรื่องนี้คือในเนื้อที่ที่เป็นตอนกลางแหลมไทปักใต้ ชื่อนาฏศิลป์เรื่องนั้นที่จารึกฝังแน่นอยู่ในสายเลือดชั่วคนแล้วชั่วคนอีก เมื่อสำแดงชื่อออกมาในการเปล่งเสียงว่า โนรา จากสำเนียงของผู้ที่เป็นเจ้าของอย่างแจ้งชัด

แต่แล้วได้บังเกิดขึ้นอีกชื่อหนึ่งว่า มโนหรา (ตามพจนานุกรมแปลว่า เป็นที่จับใจ น่ารักใคร่, สวย, งาม) เป็นเรื่องคลาดเคลื่อน ทำนองเดียวกับที่ท่านเขียน ไท เพิ่ม เข้าเป็นไทยไป เพราะผู้เขียนเข้าไม่ถึงรากโจดที่มาของสำเนียงคำพูดในดั้งเดิมในย่านกลางแหลมไทปักใต้ว่า ตั้งต้นขึ้นด้วยการใช้หนังสือสันสกฤตก่อน ปรากฏความในหินจารึกที่พบในท้องที่อำเภอไชยา เมื่อปี ๑๓๑๘* ต่อมาใช้หนังสือของพวกทมิฬโจฬะเข้าแทรกเสริมบ้างในระหว่าง ๑๕๖๘-๑๖๐๒ ซึ่งในระหว่างของช่วงระยะนั้น พวกทมิฬโจฬะยกกองทัพเข้ามาตีมหาอาณาจักรไทดินแดงนิวาสล่มจม เมื่อปี ๑๕๖๘ และครอบครองแผ่นดินอยู่ ๓๔ ปีเต็ม แล้วถูกท้าวโคตร หรือพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชที่ ๑ ปัทมวงศ์หรือวงศ์นาค ได้ทำการขับไล่พวกทมิฬโจฬะออกไป จึงได้เริ่มต้นมหาอาณาจักรไทศรีธรรมราชขึ้นมา หนังสือสันสกฤตได้กลับเข้ามาใช้อีก ในเวลาเดียวกันหนังสือขอมไทก็มีใช้ควบคู่กันไปด้วย ปรากฏจากหินจารึกที่พบที่ดงแม่นางเมือง ตำบลบางตาหงาย จังหวัดนครสวรรค์ ปีที่มีอยู่ในหินจารึกนั้นตรงกับ พ.ศ. ๑๗๑๐ ในสมัยของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชที่ ๑ มหาราชาธิราช**

__________

* ในที่นี่คงจะหมายถึงศิลาจารึกหลักที่ ๒๓ ซึ่งปัจจุบันนี้ปรากฏหลักฐานว่าเป็นศิลาจารึกจากวัดเสมา เมืองนครศรีธรรมราช ในศิลาจารึกหลักนี้ใช้อักษรอินเดียใต้ ภาษาสันสกฤต ระบุมหาศักราช ๖๙๗ คือ พ.ศ. ๑๓๑๘ และโปรดศึกษารายละเอียดใน ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๒ - ปรีชา นุ่นสุข

 ** ในทีนี้คงจะหมายถึงศิลาจารึกหลักที่ ๓๕ ซึ่งจารึกด้วยหินชนวนสีเขียว ใช้อักษรอินเดียกลายรุ่นที่ ๒ ด้านหน้าเป็นภาษามคธ ด้านหลังเป็นภาษาขอม ปีที่ปรากฏในศิลาจารึก คือ พ.ศ. ๑๗๑๐-ปรีชา นุ่นสุข


หนังสือขอมไทหลังปีที่กล่าวแล้วเรื่อย ๆ มา ได้มีการปรับปรุงแก้ไขตัดทอนคำ แผลงคำใหม่จนกระทั่งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๕ หนังสือของเก่ากำหนดให้ใช้ สระ ำ มี ม ตาม เช่น วิศณุกำม์ นครำม์ กำม์ไล สำม์โรง ตำม์รา สำม์รับ รำม์โนรา ในการเขียน แต่เมื่อถึงคราวการพูดก็ตัดคำหน้าออกเสีย กำม์ไล เป็น ไมล์ สำม์โรง เป็น โม์รง สำม์รับ เป็น ม์รับ รำม์โนรา เป็น มโนรา ด้วยการตัด รำ ออกไปแต่ ม ยังคงอยู่

ในเรื่องคำว่า “โนรา” หรือมโนหรา มีมาก่อนหลังกันนี้ มีเรื่องยืนยันในกำพรัดเก่าบทหนึ่งที่จังหวัดตรัง และน่าเป็นของขุนศรัทธา ครูเถ้าโนราของเมืองนั้นว่า


นายช่วยเล็บเงิน
                                                          ยกเรินไปตั้งอยู่หว่างไพร
                                                          คนมักชอบใจ
                                                          เรียกว่ามโนรามาแต่แขก
                                                          จักร้องจักรำ
                                                          กำพรัดของเพื่อนแปลกแปลก
                                                          มโนรามาแต่เมืองแขก
                                                          มันแปลกไปหวาพวกเรา
                                                          ตัวพี่ละเหวยน้อง
                                                          เขาเรียกว่าโนราเก่า
                                                          เขาไม่มาแลเรา
                                                          ไปแลสาวสาวหนุ่มหนุ่ม”


จึงมีคำว่า มโนรา เป็นเรื่องใหม่ในความหมายของคำ ส่วนคำว่า โนรา เป็นคำเก่าหมายถึง การร่ายรำผนวกการขับร้องประกอบดนตรี ซึ่งเป็นเรื่องสืบสันดานในการรักษาตำนานพรานสำหรับทำมาหากิน และเป็นเรื่องราวรำลึกคุณครูเถ้าในเบื้องดึกดำ(๑) เรื่องนี้ได้เขียนไว้ในหนังสือ “เที่ยวสงขลา”


บทการขับร้องร่ายรำ

จากกลอนกำพรัดของสองจังหวัดที่ได้มาจากคำบอกเล่าของขุนอุปถัมภ์นรากร สำนวนสำเนียงความเป็นเรื่องเก่าใหม่ไม่ต้องออกความเห็นประการใด เพราะตัวท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่ในบทที่เป็นกลอนกำพรัด สำนวนคำพูดยังเป็นของเก่าลูกเหล่าปักใต้แท้ เก่าขนาดที่ฝรั่งชาวยุโรปยังไม่ถึงดินแดนไทในแหลมไทปักใต้ตลอดหมด แต่ในการเขียนเขียนตามวิธีใหม่ก่อนใช้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ในการที่ว่าฝรั่งยังไม่มานั่นถือเอาตามคำที่ว่า

“เล่นรำตามภาษา
                                                          ตามวิชาแม่สอนให้
                                                          เล่นว่าพอจําได้
                                                          เจ้าเข้าไปเมืองอัยกา
                                                          เล่นรำตามภาษา
                                                          ท้าวพระยามาหลงใหล
                                                          จีนจามพราหมณ์ข้าหลวง
                                                          ไททั้งปวงอ่อนน้ำใจ
                                                          จีนจามพราหมณ์เทศไท
                                                          ย่อมหลงใหลในวิญญาณ์”

                                                          
จะเห็นได้ว่าไม่ได้กล่าวถึงฝรั่งเลย เรื่องนี้จึงเก่าอยู่ในตอนต้นของกรุงศรีอยุธยาขึ้นไปนั่นเทียว และที่มีคำว่า ข้าหลวง รวมอยู่ด้วย เป็นมุมหนึ่งที่บอกให้รู้ว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องในสมัยมหาอาณาจักรไทศรีธรรมราช เพราะหัวเมืองในแหลมไทปักใต้มีข้าหลวงออกมากำกับการตั้งแต่ตอนปลายสมัยอาณาจักรอโยธยาแล้ว และฝรั่งเข้ามาถึงแหลมไทปักใต้ที่เมืองมะละกาเมื่อ พ.ศ.๒๐๕๑ คือชาติโปรตุเกส ในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ กรุงศรีอยุธยา

ในบทกาศครูบางบทจะเห็นว่ามีสำเนียงคำเป็นของรุ่นเดียวกันคำหนึ่ง คือคำว่า ครูพัก หมายถึงครูฝึกสอนการขับร้อง มาจากคำว่า ครูพากย์นั่นเอง นอกนั้นเรื่องของจังหวัดพัทลุงเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ เข้าใจว่าอยู่ในตอนต้น ๆ ของสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ส่วนเรื่องที่ได้มาจากนายซ้อน ศิวายพราหมณ์ ศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น เห็นว่าเป็นของเก่าความเดียวกับของจังหวัดพัทลุงมีความเต็มกว่าและมีเนื้อถ้อยแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย ขอเปรียบเทียบดังต่อไปนี้


จังหวัดพัทลุง

ขานเอ ขานให้โนเน โนไน
ขานมาชาต้อง ทํานองเหมือนวัวชักไถ
เพลงสำลีไม่ลืมใย พี่ไปไม่ลืมน้องหนา
ฯลฯ


จังหวัดสุราษฎร์ธานี

นาคเจ้าแล้ฤาสาย ขานให้โนเน โนไน
ขานมาเล่าแล้ชาต้อง ทำนองเหมือนวัวชักไถ
เพลงสำลีเล่าแล้ไม่ลืมใย พี่ไปก็ไม่ลืมน้องหนา
ฯลฯ


นอกจากที่มาของสองฉบับดังกล่าวแล้ว ยังมีตำนานละคอนชาตรีฉบับของกรมศิลปากรซึ่งแถลงไว้ว่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ไปจากมณฑลนครศรีธรรมราช ตามความในร้อยแก้วเห็นว่า เป็นความที่ได้ไปจากที่หนึ่งที่ใดในย่านกลางแหลมไทปักใต้ และคงได้ไปอย่างหรุ้งหริ้งเต็มที แล้วไปเอาเรื่องนางมโนห์ราในชาดกเข้ามาแทรกเสริมเติมใส่ให้ตามอำเภอใจ แต่ที่น่ายินดีอยู่เรื่องหนึ่งคือการรักษาคำว่า เกาะกะชัง ไว้

ส่วนในบท ขานเอ ๑ ยังอยู่ในความเดิมถึงเก้าสิบเก้าในร้อย นับว่าพร้อมเพรียบความก็ได้ แต่คำพูดแก้ไขผิดสำเนียงของภาษาปักใต้ไปหลายค่า เช่น

ลมเอย ถ้าเป็นคำปักใต้ต้องเป็น ลมเหย
อุตตรา ถ้าเป็นคำปักใต้ต้องเป็น ลมดะหลาหรือดารา
สลาตัน ถ้าเป็นคำปักใต้ต้องเป็น หลาตัน
ตลิ่ง ถ้าเป็นคำปักใต้ต้องเป็น หลิง

และที่น่าสรรเสริญยิ่งขึ้นไปอีก คือยังรักษาคำว่าเกาะกะชังไว้เต็มคำ ซึ่งลูกปักใต้ทุกคนควรขอบคุณเจ้าของต้นฉบับเรื่องนั้นไว้อย่างสูงสุด

แต่ในบทคำเชิญครู ๒ แล้ว เป็นข้าวยำปักใต้ในกรุงเทพ ฯ ไปเลย ปนคลุกเคล้าเข้ากันจนไม่รู้ว่าไหนต้นไหนปลาย จับหัวชนหางต่อกันไม่ติด และในบทขานเอ มีว่า

        “ขานเอ
        ขานให้โนเนโนไน
        ขานมาช้าต้อง
        ทํานองเหมือนวัวชกไถ
        เพลงครวญคิดขึ้นมา
        ทรหวนในหัวใจ
        เพลงแม่นวนสำลีไม่ลืมใน
        ถึงจะไปไม่ลืมตัวแม่หนา”


ผู้เขียน (เยี่ยมยง) เคยได้ดูยอดโนราของเมืองตรัง คือ โนราขุนศรัทธา ครูเถ้า (ใหญ่) จดจำบทขานเอได้อยู่ตอนหนึ่งว่า

        “ขานโอ้ ขานเอ้
        ขานให้โนเนโนไน
        ขานมาชาต้อง
        ทํานองเหมือนงัวชักไถ
        เพลงครวญคิดขึ้นมา
        ให้ทรหวลหัวใจ
        เพลงแม่นวลสำลีไม่ลืมใย
        ถึงนานไปไม่ลืมตัวแม่หนา”

__________

(๑) ดึกดำ : แต่กาลก่อน, ดึกดำบรรพ์


ขอเอาความของทุกรายเข้ามาผนวกเข้ากันแล้วถอดความประกอบตามความบทร้อยกรองไว้ดังต่อไปนี้

             “ขานโอ้ ขานเอ้
        ขานให้โนเน (๑) โนนัย
        ขานมาชา (๒) ต้อง
        ทำนองเหมือนงัว (๓) ชักไถ
        เพลงครวญคิดขึ้นมา
        ให้ทรหวนในหัวใจ
        เพลงแม่นวนสำลีไม่ลืมใย
        ถึงไปพี่ไม่ลืมตัวน้องหนา”

        รำพันโอ้ รำพันเอ๋ย
        รำพันเรื่องทั้งนี้ ทั้งนั้นซึ่งมีนัยของเรื่อง
        รำพันมาบรรเลงขับกล่อม
        ให้ถูกต้องทำนองเหมือนงัวชักไถ(๔)
        เนื้อเพลงที่คร่ำครวญนี้กลั่นกรองขึ้นมา
        บันดาลให้มีความเศร้าในหัวใจยิ่งแล้ว
        เป็นเพลงเยื่อใยที่ไม่ลืมแม่นวนสำลี
        ถึงพี่จากตัวน้องไปแห่งหนใด
        พี่ก็ไม่ลืมน้องตราบชั่วนิรันดร์


ต่อไปความในบทกาศครู ซึ่งเป็นของจังหวัดสุราษฎร์ธานีเหมือนกัน เห็นว่าสำเนียง

สำนวนคำยังไม่เก่าถึงในสมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นคำที่ไม่ใช่เป็นคำของเผ่าลูกปักใต้แท้เป็นสำนวนของคนในสมัยตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เขียนกำเนิดละคอนชาตรีว่าได้รับไปจากเมืองพัทลุง อ้างความเดิมให้ประจักษ์ว่า ละคอนชาตรีที่เมืองพัทลุงมีที่มาอย่างไร โดยใช้คำชาตรีเข้ามาแทนคำ โนรา ส่วนตัวหนังสือที่เขียนก็ใช้ตามแบบใหม่ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แต่มีความสำคัญล้ำค่ายิ่งในทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีอยู่เรื่องหนึ่งเมื่อกล่าวว่า

             “คลื่นซัดมิ่งมิตร
        ไปติดเกาะสีชัง
        สาวน้อยร้อยชั่ง
        เคืองคั่งบิดร
        จับระบำร่ร่อน
        ที่ดอนเกาะใหญ่”


เป็นเรื่องหนึ่งบอกแจ้งถึงที่มาของเรื่องโนราไว้ได้อย่างถนัดชัดความ ประกอบด้วยยันความที่ออกชื่อเมืองพัทลุง ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ให้เกิดเรื่อง โนรา ขึ้น


เมืองพัทลุงกับเกาะกะชังหรือสีชัง

เพื่อให้ความเป็นที่แจ้งฉานเท่าที่ควรจักเป็น จำต้องยกเอาเรื่องเมืองพัทลุงที่อ้างถึงนั้นว่าอยู่แห่งหนตำบลใด รวมกับที่ตั้งของเกาะกะชังหรือสีชังนั้นด้วย มาพลิกฟื้นหาดู

ในสมัยมหาอาณาจักรไทดินแดง ก่อนปี ๑๕๖๘ เมืองพัทลุงยังไม่มีขึ้น ท้องที่ในจังหวัดพัทลุงเดี๋ยวนี้เป็นแหล่งที่ตั้งกองทัพช้างของพระเจ้าพาราณสียัง ที่บ้านชรัด ได้ชื่อว่า “คชรัฐ” และที่บ้าน “คดรัด” เดี๋ยวนี้ก็ชื่อว่า “คชรัฐ” ในย่านบางแก้วชื่อว่า “ที่คช” ต่อมาในสมัยมหาอาณาจักรไทศรีธรรมราช ปี พ.ศ. ๑๗๔๙ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชที่ ๖ มหาราช ตั้งเมืองหลวงที่กรุงตามพรลิงค์ (คือซากเมืองร้างที่อำเภอระโนด) ได้ยกกองทัพไปตีลังกาสิงหฬและยึดได้เป็นผลสำเร็จ กับได้พระนางกัลยาวดี นางพระยาสิงหฬเป็นมเหสีด้วย พระองค์ทรงครอบครองสิงหฬอยู่จนถึงปี พ.ศ. ๑๗๕๑ จึงเสด็จกลับเมืองแหลมไท แล้วได้กวาดต้อนคนสิงหฬที่เมืองพัททะละ และเมืองอื่น ๆ เข้ามาด้วยเป็นอันมาก โดยจำเพาะคนเมืองพัททะละ ให้ไปตั้งรวมกันอยู่ที่ย่านบางแก้วเป็นสัดเป็นส่วนหนึ่ง คือที่ซากเมืองที่เรียกว่า โคกเมือง บัดนี้ เรียกตามสำเนียงทมิฬว่า พัททะลุงคะ ซึ่งแปลว่า บริเวณอันเป็นสัดส่วนของคนพัททะละ เมืองพัทลุงได้เกิดขึ้นในครั้งนั้นเป็นต้นมา




__________

(๑) คำว่า โน เน เป็นคำเก่าอยู่ในจารึกฐานพระพุทธรูป ซึ่งพบที่อำเภอไชยา โน หมายความว่า นั้น โน้น เน หมายความว่า นี้ นี่ (คงจะหมายถึงศิลาจารึกหลักที่ ๒๕ ซึ่งจารึกที่ฐานพระพุทธรูปที่วัดหัวเวียง อำเภอไชยา ใช้อักษรอินเดียใต้ ภาษาเขมร ระบุปีในศิลาจารึกว่า มหาศักราช ๑๑๐๕ คือ พ.ศ. ๑๗๒๖ - ปรีชา นุ่นสุข)

(๒) คำว่า ชา แปลว่า ขับกล่อม

(๓) คำว่า งัว เป็นคำพูดเรียกสัตว์ชนิดหนึ่งอยู่ทั่ว ๆ ไป คือ วัว

(๔) หมายถึง การไถนาใช้งัวคู่ ซึ่งตัวต้องเดินให้จังหวะพร้อมเพรียงกัน งัวตัวในต้องเป็นงัวที่ชำนาญเปรียบเสมือนนายโรง งัวตัวนอกเป็นเสมือนลูกคู่เข้าเชิงกันเป็นอันดี




ปี พ.ศ. ๑๘๕๘ พระพนมวัง นางสะเดียงทอง ขายอาณาจักรไทศรีธรรมราชให้กับอาณาจักรอโยธยา เพื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่เหนืออาณาจักรไทศรีธรรมราชจากพระเจ้าพังพะการ ผู้ซึ่งขับไล่กองทัพอาณาจักรสุโขทัยออกไป และได้ครอบครองแผ่นดินต่อจากพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชที่ ๙ ภายหลังที่ท้าวเธอเสด็จชีวงคตแล้ว ทางอาณาจักรอโยธยาส่งข้าหลวงมากำกับการอยู่ตั้งแต่ยังตั้งเมืองหลวงอยู่ที่เมืองนครดอนพระ ในท้องที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ ขณะนั้นเมืองพัทลุงบางแก้วอยู่ทางฝั่งทะเลสาบปละตก

แล้วฝั่งปละออกของทะเลสาบนั้น มีเกาะหนึ่งในอยู่(๑) เรียกว่า “เกาะใหญ่” เนื้อที่ของเกาะใหญ่ทางด้านปละตีนนอน(๒) มีหมู่บ้านย่านหนึ่ง ชื่อว่า บ้านกะชัง หรือ บ้านคลองชัง ต่อมาได้มีการขุดคลองตัดกลางแยกออกจากกัน ยังมีผู้รู้บอกว่าเกาะใหญ่นี้เมื่อก่อนก็เรียก เกาะกะชัง อยู่อีกชื่อหนึ่งด้วย การณ์ได้เห็นว่า เกาะกะชัง หาใช่ เกาะสีชัง ในอ่าวไทไม่ แต่เป็นเกาะหนึ่งในทะเลสาบสงขลาในบัดนี้ เห็นได้ในข้อความต่อไปนี้

        คลื่นซัดมิ่งมิตร
        ไปติดเกาะสีชัง
        จับระบำรำแล้วก็ไปร่อน
        ที่ดอนเกาะใหญ่

เรื่องในตำนานละคอนชาตรีของกรมศิลปากรก็เรียกว่า เกาะกะชัง เหมือนกัน

__________

(๑) ในอยู่ - ปัจจุบัน

(๒) ตีนนอน - ทิศเหนือ



ครูต้นแบบอย่างโนราเกิดขึ้น

เมื่อเก็บเอาความของเอกสารที่กล่าวมาแล้วมาผนึกเข้ากัน รวมทั้งสิ่งที่นำเอาเข้ามาช่วยประกอบความในทางอื่น ขอให้เรื่องราวต่อไปดังนี้

ในระหว่าง ๑๘๕๘-๒๐๕๑ เมืองพัทลุงที่บางแก้ว มีเจ้าเมืองชื่อ พระยาสายฟ้าฟาด หรือ ท้าวโกสินทร์ มีมเหสีชื่อ ศรีมาลา หรือ อินทร กรณีย์ มีลูกชายชื่อ เทพสิงหร และลูกหญิงชื่อ นวนทองสำลี หรือ ศรีคงคา คนทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมท้องกัน ท่านเจ้าเมืองผู้พ่อได้จัดหาผู้รู้วิชาต่าง ๆ มาอยู่ประจำทำการฝึกสอนให้สำนักของเจ้าเมือง ในเรื่องเรียกว่า ราชครู มีหลวง (นาย) เสน ๑ นายทองกันดาร ๑ หลวง (นาย) คงผมหมอ ๑ หลวง (นาย) ชม ๑ นายวิจิตร หรือ จิตร ๑ คณะราชครูได้ทำการฝึกสอนวิชาใดอื่นนั้นไม่แจ้ง แต่ในวิชาการร่ายรำขับร้องประกอบดนตรีเป็นไปอย่างระเริงครึกครื้นดีที่สุด มีทั้งกลางคืนและตลอดกลางวัน ในการเป็นนักเรียนนาฏศิลป์ ไม่จำเพาะแต่พี่น้องหนุ่มสาวเท่านั้น ยังมีข้าสาวชาวสำนักร่วมด้วยอีกหลายคน ในที่สุดนางนวนทองสำลีฝึกรำได้ ๑๒ ท่าอย่างบรรชาญ จนนางสามารถเป็นครูฝึกสอนผู้อื่นได้ แต่ในเบื้องหลังของการฝึกการเรียนนั้น เจ้าเทพสิงหรกับน้องสาวนวนทองสาลีหรือศรีคงคาคิดท่า ๑๓ ขึ้นมาเอง คือลักลอบได้เสียกันในทางชู้สาวในระหว่างพี่ร่วมท้องน้องร่วมไส้ และพวกราชครูบางคนก็ได้เสียกับศิษย์สาว เมื่อเรื่องเปิดเผยขึ้นว่า นางนวนทองสำลีหรือศรีคงคามีท้อง ตลอดไปถึงข้าสาวชาวแม่ผู้อื่นอีกด้วย พระยาสายฟ้าฟาดก็ได้จับเอานายคงคอผมหมอ นายชม นายจิตร นายทองกันดาร รวม ๔ คน แล้วสั่งให้เอาเชือกผูกคอพาไปถ่วงน้ำเสียในย่านทะเลสาบ ตามบทไหว้ครูว่า


        “เมื่อยามเป็นคนพ่อทองหลวงนายจิตร
        ท้าวมาไร้ความคิด
        หลวงชมตาจิตร
        ผิดด้วยสนมกรมชาววัง
        พ่ออาบนํ้าทาแป้ง
        ดับแดงไม่ทันได้ผันหลัง
        ผิดด้วยสนมกรมชาววัง
        รับสั่งผูกคอให้ฆ่าเสีย
        พ่อไม่ทันได้สั่งลูก
        บุญปลูกไม่ทันได้สั่งเมีย
        รับสั่งผูกคอให้ฆ่าเสีย
        ในฝั่งแม่น้ำย่านยาว”

ส่วนในเรื่องที่ว่า นางนวนสำลีหรือศรีคงคาซึ่งเป็นคนเดียวกัน กินดอกบัวเข้าไปแล้วตั้งท้องนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เรื่องทำนองพันนี้ไม่ว่าไทหรือฝรั่งทางออกที่ดีที่สุด คือยกบาปให้กับทวดา หรือเครื่องเซ่นเทวดา ดังความต่อไปนี้

             “นางนวนทองสำลี
        เป็นบุตรีท้าวพระยา
        นรลักษณ์งามหนักหนา
        จะแจ่มดังอัปสร
        เทวาเข้าไปดลจิต
        ให้เนรมิตเทพสิงหร
        รูปร่างอย่างขี้หนอน
        ร่อนรำง่าท่าต่างกัน”

ความนี้ยังคลุมเครือว่า เจ้าเทพสิงหรได้เสียกับนางนวนทองสำลีในทางอภิรมย์ แต่ในบทของนายซ้อน ศิวายพรหมณ์ ได้บอกไว้ชัดความว่า เทพสิงหรเป็นพ่อของลูก เป็นพี่ของแม่ คือศรีคงคา ดังนี้

             “แม่ศรีคงคาเป็นครูต้น
        น้องแต่พ่อเทพสิงหร
        ถ้า แม่ สมัครรักลูกจริง
        วันนี้อวยสิงอวยพร
        น้อง แต่ พ่อ เทพสิงหร
        มานอนสอนลูกอยู่พำพำ”

และตามหนังสือการละเล่นของไทย ของ มนตรี ตราโมท หน้า ๔ อ้างไว้ว่า นายพูน เรืองนนท์ เป็นผู้เล่าให้ฟัง ตามในหนังสือนั้นมีความตอนหนึ่งว่า

“...มีนิยายอันเกี่ยวกับเส* นี้อยู่เรื่องหนึ่งว่า พระเทพสิงหรกับแม่ศรีคงคาซึ่งเป็นสามีภรรยากัน เป็นผู้สามารถแสดงละคอนชาตรีอย่างเลิศ แต่เป็นคนเข็ญใจต้องเที่ยวแสดงละคอนเร่ร่อนไปในที่ต่าง ๆ เพื่อหาเลี้ยงตัว การแสดงละคอนของพระเทพสิงหรกับแม่ศรีคงคา มีศิลปะถึงขนาดใคร ๆ ก็เลื่องลือไปทั่วเมืองตลอดจนนางฟ้าก็พากันลงมาดูและเพลิดเพลินจนลืมขึ้นไปเฝ้าพระอิศวร...”

ในการถูกลงโทษครั้งนั้น ในที่หลายแห่งว่าเป็นการลอยแพในคราวเดียวกัน ๑๒ คน แต่ในกลอนกำพรัดชาปลอบนางทองสำลี และรำพันถึงการที่ต้องตกระกำลำบากควรเป็นของเจ้าเทพสิงหรในบทกาศครูกล่าวว่าแล่นเรือไปและเป็นเรือใบด้วย ดังนี้

“ขานเอ ขานให้โนเน โนนัย ชานชาต้องทำนองเหมือน วัวชักไถ เพลงสำลีไม่ลืมใย พี่ไปไม่ลืมน้องหนารวยรวยยังหอมแต่รสแป้งทา หอมรสครูข้าส่งกลิ่นพ่อมาไรไร ...ลมว่าวดาราพัด โต้ด้วยลมหลาตัน ลูกก็ชักใบแล่น กลางคืนมาเป็นกลางวันไกลหลิ่งไกลฝั่ง เอาเกาะกะชังเป็นเรือน ลูกนั่งนับปี นางทองสำลีนับเดือน เอาเกาะกะชังเป็นเรือนเป็นแท่นที่นอน น้องหนา...”

เกาะกะชังในครั้งนั้น ครือเกาะใหญ่ในบัดเครง ในเกาะนั้นมีผู้คนอาศัยอยู่เป็นหลักฐานแล้ว หลักฐานที่ดีที่สุด คือซากสิ่งก่อสร้างของเก่าที่คงอยู่ซึ่งได้พบแล้ว เป็นของมีอายุถึงสมัยชาวบกหรือไศเลนทร์ ก่อนปี พ.ศ. ๑๕๖๘

เมื่อเจ้าเทพสิงหรกับนางนวนทองสำลี หรือศรีคงคาและข้าสาวพวกพ้องได้อาศัยอยู่บนเกาะนั้น เจ้าเทพสิงหรเห็นว่าเวลาที่ผ่านไปนั้นช่างเชื่องช้าเสียจริง ๆ นับเป็นปี ๆ แต่ส่วนนางนวลทองสำลีนั้นเฝ้าคอยนับเดือนเกิดของลูกในท้อง เดือนหนึ่งแล้วเดือนหนึ่งอีก ในที่สุดนางนวลทองสำลีก็เกิดลูกชาย และไม่แต่นางผู้เดียว ข้าสาวคนหนึ่งก็เกิดลูกเหมือนกัน คือนางที่ได้เสียกับนายคงคอผมหมอชื่อว่า จันทร์กระยาผมหมอ

เมื่อลูกชายของสองพี่น้องผัวเมียเติบใหญ่ขึ้นก็ได้รับการฝึกสอนจากแม่ให้ฟ้อนรำจนบรรชาญ ในวันหนึ่งเมื่อมีโอกาสกลับไปเมืองพัทลุงได้ ก็ไปเที่ยวร้องรำในที่ต่าง ๆ เป็นการแสดงเรียกร้องความสนใจจากชาวเมืองนั้นจนข่าวร่ำลือไปถึงพระยาปู่เจ้าเมือง เจ้าโนราน้อยคงได้ถูกเรียกตัวไปแสดงการรำร้องให้ดู และจากบทร้องนั้นคงจักมีการรำพันรื้อฟื้นความหลังขึ้นมา ดังนี้

             “โอ้พ่อร้อยชั่งแก้ว
        สองแถวพ่อร้อยชั่งอา
        ร้อยชั่งรักข้า
        พ่ออย่าตัดรักเสียให้ม้วย
        พ่ออย่าตัดลูกเหมือนตัดตาล
        พ่ออย่ารานหลานเหมือนรานกล้วย
        พ่ออย่าตัดรักเสียให้ม้วย
เห็นดูด้วยช่วยรำมโนรา”

เมื่อปู่กับหลานได้พบกัน เรื่องความขุ่นข้องแต่หนหลังก็หมดไปสิ้น จึงได้มีการรับเจ้าเทพสิงหวกับนางนวนทองสำลี หรือศรีคงคากลับคืนมาสู่บ้านเมือง แล้วพระยาสายฟ้าฟาดได้ให้การสนับสนุนการเล่นโนราของลูกกับหลานเป็นอย่างดี และยังเป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งตัวโนราให้อีกด้วย จนถือกันเป็นแบบอย่างมาจนบัดนี้ หลังจากนั้นก็แต่งตั้งหลานชายเป็น ขุนศรีศรัทธา อันถือเป็นตำแหน่งครูเถ้าโนรามาเป็นมาดลายของจังหวัดตรังและจังหวัดพัทลุงดังข้อความในบทที่ว่า

             “แม่ศรีคงคาเป็นครูต้น
        มารดาศรัทธาท่าแค
        ทองคู่อู่เคล้า
        มาเป็นคนเฒ่าคนแก่
        มารดาศรัทธาท่าแค
        น้องแต่พ่อเทพสิงหร”

เป็นอันได้ความว่า ขุนศรีศรัทธา ที่พระยาสายฟ้าฟาดแต่งตั้งนั้นคือ ศรัทธา** ครูโนราบ้านท่าแค ชื่อเดิมของท่านคือ ทองอู่ และเป็น ขุนศรัทธา คนแรกของวงการโนรา

จะอย่างไรก็ตามเห็นว่าการเล่นโนรามีมาก่อนนั้นแล้วช้านาน และสืบต่อรับช่วงกันมาจนถึงพวกราชครูที่เป็นผู้ฝึกสอนเจ้าเทพสิงหรกับนางนวนทองสำลี หรือศรีคงคา ตามหลักฐานที่ปรากฏมาแล้ว

__________

* เสา คือเสากลางโรงโนรา

** คำว่า “ศรัทธา” แปลว่า แบบฉบับ หรือครู ก็ได้ ขุนศรัทธามีหลายคน หมายถึงครูเถ้าที่บรรชาญ เท่าที่ทราบมี ขุนศรัทธาท่าแค (คนแรก) ขุนศรัทธา (แย้ม) ขุนศรัทธา (ขุ้ย) ขุนศรัทธา (ราม) ขุนศรัทธา (บ้านนาเขือ) และ ขุนศรัทธาเมืองตรัง





พิมพ์ครั้งแรกใน โนรา สงขลา โรงเรียนสตรีฝึกหัดครูสงขลา ๒๕๐๘, หน้า ๑๙-๓๑.